gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.

แบ่งปันชีวิตที่มากด้วยพระพร นคร เวชสุภาพร

ชายคนเดียวกันนี้ คนรุ่นหนึ่งเรียกเขาว่า “พี่ต้อง แกรนด์เอ็กซ์” แต่คนยุคนี้รู้จักเขาในนาม "พ่อโต๋-ศักดิ์สิทธิ์” ชายคนเดียวกันนี้ผูกพัน กับดนตรีมาทั้งชีวิต แล้วยังถ่ายเลือดศิลปินเต็มขั้นให้กับลูกชายคนเก่ง เขาเรียกพรสวรรค์ทางคีตศิลป์นี้ว่า "ของขวัญจากพระเจ้า"
หากร้องเพลงรักในซีเมเจอร์ “แอบรักเธออยู่ในใจ เก็บหัวใจไว้ที่เธอ…” ได้จนจบเพลง คงไม่ต้องบอกว่า นคร เวชสุภาพร เป็นใครหนอ?

แต่คนที่เกิดมาช้าไปสักหน่อย คงอยากจะสัมผัสตัวตนผู้ชายคนนี้ มากกว่าเป็นผู้ให้กำเนิดศิลปินหนุ่มหน้าใสแก้มป่อง “โต๋-ศักดิ์สิทธิ์”

อดีตหนุ่มฮฮตแห่งวงการเพลงสตริงเมืองไทย ผู้มีส่วนสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับวงดนตรีรุ่นเก๋า "แกรนด์เอ็กซ์" วงดนตรีแบบสตริงที่มีค่าตัวแพงที่สุดในยุคนั้น เรียกเสียงกรี๊ดและชื่นชมจากแฟนเพลงวัยรุ่นไทย จนยอดคนดูคอนเสิร์ตแน่นเอี้ยดทุกรอบด้วยชั้นเชิงดนตรีขั้นเทพ

ก่อนที่ “ต้อง แกรนด์เอ็กซ์” จะก้าวมาเป็นศิลปินชื่อเสียงโด่งดัง ผู้ชายคนนี้คลั่งไคล้ดนตรีมาตั้งแต่อายุ 15-16 ปี โดยเลือกเล่นกีตาร์ ซึ่งมีราคาแพงและฝึกเล่นได้ยาก แต่หัวใจของหนุ่มน้อยก็ส่งเสียงว่า มันเป็นเครื่องดนตรีที่อยากจะเล่นมากที่สุด เพราะอารมณ์ "ติสท์" รู้สึกชอบอย่างไม่มีเหตุผล หรือ พระเจ้าประทานให้ก็เป็นได้

จากเด็กหนุ่มเล่นกีตาร์โซโลคนเดียว ก็ชักชวนเพื่อนๆ วิทยาลัยบพิตรพิมุขมาร่วมก๊วนตั้งวงดนตรีจนคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศ และขวัญใจสื่อมวลชนจากเวทีประกวดดนตรีสตริงคอมโบมานอนกอด แล้วออกเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตด้วยสไตล์เฮฟวี่ร็อก บ้างเปลี่ยนแนวเป็นป๊อปปูล่ามิวสิก จนกระทั่งออกอัลบัมถึง 19 ชุดทั้งแนวดิสโก้และเปลี่ยนสไตล์ดนตรีที่หลากหลาย

ในนักวิจารณ์เพลงหลายสำนัก ยกย่องว่าแกรนด์เอ็กซ์ไม่มีขีดจำกัดในการ สร้างผลงาน และทุกเพลงที่กลั่นออกมานั้นเป็นงานเพลงบริสุทธิ์ ไม่มีพิษไม่มีภัยกับนักฟังทุกเพศทุกวัย เนื้อหาและดนตรีสวยงาม ฟังสบายหู โดยเฉพาะการเรียบเรียงดนตรีให้เพลงมีสีสันแพรวพราวน่าฟัง

หัวหน้าวง บอกว่า ความสำเร็จที่เกิดกับแกรนด์เอ็กซ์เมื่อสามสิบปีก่อน ล้วนเกิดจากความพิถีพิถันในผลงานทุกชิ้น รวมถึงความประณีตในการแต่งเพลง เล่นสด บันทึกเสียง มิกซ์เสียง เพื่อให้งานเพลงมีคุณภาพมากที่สุด และก่อนแสดงทุกครั้งพวกเขาจะซ้อมดนตรีกันหนักหน่วง เพื่อให้การเล่นคอนเสิร์ตสนุกสนานเต็มที่สามารถสะกดใจผู้ชม และสร้างเสียงตอบรับที่ดีได้

อีกทั้งการวางตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับแฟนเพลง ซึ่งพวกเขามีแนวคิดกันว่า คนที่สนับสนุนแกรนด์เอ็กซ์จริงๆ ไม่ใช่พวกแฟนเพลงเด็กๆ แต่คือพ่อแม่ของพวกเขาต่างหาก สมาชิกทุกคนจึงต้องช่วยเตือนน้องๆ ในเรื่องการเรียน และทำตัวให้พ่อแม่รู้สึกวางใจแกรนด์เอ็กซ์

เมื่อหนทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ชะตากรรมของแกรนด์เอ็กซ์จึงต้องเผชิญกับ อุปสรรคและความท้าทายอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการถอนตัวของนักดนตรีที่อาจทำให้ผลงานสะดุด นคร ในฐานะหัวหน้าวงพยายามหาทางออกให้กับปัญหาด้วยวิถีศิลปิน

"บางครั้งเมื่อปัญหาเข้ามา ต้องไปดูว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร เราต้องเคารพการตัดสินใจของเพื่อน หากจะเปลี่ยนคน เปลี่ยนตำแหน่ง ให้มองเป็นเรื่องปกติ เราก็พยายามหาเด็กใหม่เข้ามา จะทำตัวเป็นแมวมองไปดูการแสดงของเขา แล้วคิดว่าชอบ เล่นดี ก็ชวนมาซ้อมด้วยกัน ให้ถือเป็นการสะสมประสบการณ์ไปในตัว ส่วนธุรกิจก็ทำให้เป็นไปตามขั้นตอน และใช้หลักการความเป็นเพื่อน ความรักของเพื่อนและความจริงใจ เข้าแก้ปัญหา อะไรผ่านได้ คุยกันได้ ปัญหาก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี"

พระเจ้าเปลี่ยนชีวิต

กำลังโลดแล่นในแสงสีเสียงนานกว่าสิบปีอยู่ดีๆ ชีวิตของชายหนุ่มผู้พลิกตำนานวงการเพลงสตริงเมืองไทย ก็ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง จากผู้นำความสนุกสนานรื่นเริงมาเป็นผู้นำสันติสุขนิรันดร์ เมื่อเข้ามาสู่บ้านของพระเจ้า

นครเล่าถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากพุทธมาเป็นคริสต์ เกิดจากภาวะรุมเร้ารบกวนจิตใจ จากกรณีพ่อป่วยนอนอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนแม่ป่วยก็เป็นมะเร็ง ตัวเขาเองก็มาเป็นภูมิแพ้ เช่นเดียวกับลูกชายทั้งสองคน คือโต๋ และเต๋-พรรศักดิ์

วันหนึ่งมีคนมาพูดเรื่องพระเยซูให้เขาฟัง ว่าพระองค์ช่วยได้ไม่ว่าปัญหาอะไร

“ด้วยความที่ไม่รู้จะไปหาใครอีกแล้ว ก็ลองที่บ้านเราเองเลย ไม่ได้ไปที่โบสถ์หรือทำพิธีอะไร เพราะยังไม่เข้าใจ ไม่รู้จักอะไรเลย แต่ก็ลองพูดบอกกับท่านไปเฉยๆ พูดอยู่คนเดียว พูดในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากที่สวดมนต์ตามปกติ ก็พูดว่าถ้าพระเยซูมีจริงอย่างที่เขาพูดกัน ก็อยากรู้จัก ลองขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดู ด้วยความรักความหวังดีกับลูกและแม่ของเรา อยากให้พวกเขาหายจากความเจ็บปวด”

นคร ยังไม่ลดละที่แสวงหาทางออก เขาเหลือบไปเห็นพระคัมภีร์ (ไบเบิ้ล) เชื่อว่าเป็นตัวแทนของพระเจ้าอยู่ข้างเตียง เขาจึงตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาอธิษฐาน แล้วสุ่มเปิดขึ้นมาจำได้ว่าหน้านั้นคือ ลูกา เล่าเรื่องตามหาแกะที่หายไปเพียง 1 ตัวจาก 99 ตัว แล้วแสดงความดีใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อหาเจอ แล้วบอกใครต่อใครว่าเจอแล้ว

“ใจความตรงนี้ทำให้รู้สึกราวกับว่า นี่คือสิ่งที่พระองค์กำลังบอกว่าเราคือ คนบาปที่หลงหายไปของพระองค์ เป็นเหรียญที่หล่นหาย เป็นแกะหลงที่พระเจ้าหาเจอ แล้วได้กลับมาเป็นลูกของพระเจ้า ในใจรู้สึกอย่างนี้เลย เนื้อหาและคำต่างๆ เหล่านั้นมันตรงเข้าไปสู่ใจเรา เกิดความรู้สึกปีติ มันซาบซึ้งเข้าไปข้างใน จนน้ำตาไหลซึมออกมา”

ในครั้งนั้น มีคนชวนให้ทดลองไปที่คริสตจักรใจสมาน เขาไม่รีรอที่จะก็ลองเข้าไปเชื่อและเข้าไปอยู่ในคริสเตียน แล้วปาฏิหาริย์ก็บังเกิด ช่วยทำให้อาการป่วยทั้งหลายของตัวเขาเอง และคนรอบข้างมลายหายเป็นปลิดทิ้ง

เขารู้ว่าศาสนาพุทธช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริง แต่อาจมีจริตไม่ตรงกัน ทำให้ยังไม่ได้คำตอบของชีวิต

ขณะที่เขากลับค้นพบความจริงว่า พระเยซูทรงมีตัวตนจริง สามารถมองเห็นด้วยตา และรับรู้ได้ด้วยจิตใจ คือรู้มาจากข้างใน จากจิตวิญญาณ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าพระองค์จะช่วยแบ่งเบาภาระได้ ทั้งยังบอกเป้าหมายแห่งชีวิต ทำให้รู้คำตอบที่ว่าเกิดมาในโลกนี้ทำไม

เมื่อเข้าไปศึกษาคำสอนในไบเบิ้ลมากขึ้น ยิ่งเรียนมาก ยิ่งรู้มาก ทำให้ใกล้ชิด สนิทกับพระเจ้า เกิดเป็นศรัทธาอันยิ่งใหญ่ เกิดสันติสุขในใจ จนมั่นใจได้ว่าตัวเราจะไปไหน และชีวิตเป็นนิรันดร์ ความตายไม่ใช่สิ้นสุด แต่เป็นต้นกำเนิดชีวิตใหม่

“ยิ่งศึกษายิ่งเห็นความจริงว่ามนุษย์เป็นคนบาป ช่วยตัวเองไม่ได้ พระเจ้าจึงมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระเยซู เพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ ส่วนมนุษย์ก็มีสิทธิ์เป็นผู้รับ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เราแค่เอาส่วนที่เป็นของเรามาทำประโยชน์ ทำงานเพื่อรับใช้พระเจ้า”

นครบอกว่า การเข้าถึงพระเยซูคริสต์ ทำให้โลภน้อยลง เพราะรู้ว่าชีวิตมาอยู่เพียงชั่วคราว จึงไม่ยึดติดกับกิเลส ลาภ ยศ เพราะพวกมันไม่จีรัง ทุกคนมาทำงานเพื่อพระเจ้า เมื่อเสร็จการงานหน้าที่แล้ว ก็จะกลับไปอยู่กับพระเจ้า ทำให้มีความสุขที่จะอยู่กับผู้คนมากกว่า เพราะการอยู่ร่วมกันสอนให้รู้จักการให้อภัย เมตตา เหมือนพระเจ้ารักมนุษย์ทุกคน และอยากให้พ้นทุกข์

เขาเล่าต่อว่า ได้รู้ถึงพระองค์ระดับหนึ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ชนิดวันต่อวัน และยิ่งเปลี่ยนยิ่งเข้าใจแก่นแท้ว่า ชีวิตเป็นเพียงวิญญาณ ที่เห็นในกระจกนั้นเป็นตัวปลอม ตายแล้วก็ฝังลงดิน แต่วิญญาณของเราเป็นพันธนาการ ไปสู่สวรรค์สถาน ซึ่งจะรับร่างกายที่ไม่ทุกข์ ไม่มีบาปในรูปของกายทิพย์

“เชื่อในลักษณะนี้ทำให้มีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น มองไปถึงนิรันดร์ ที่ตั้งอยู่ในระยะไกล มองทะลุ หรือมองข้ามชอตไปถึงอนาคต จิตวิญญาณที่เชื่อในพระเจ้า จะสอนในสิ่งที่ถูกที่ควร ทำให้รู้จักรัก เสียสละ ขยันทำงาน แต่ไม่โลภ ไม่เอาเปรียบ ไม่อิจฉา ไม่คิดเคียดแค้น คิดว่าบาปนั้นเป็นศัตรู เราจึงไม่ทำสิ่งที่เป็นบาป อดทนได้มากขึ้น เห็นแก่ตัวน้อยลง หรือไม่ใช้สิ้นเปลืองมาก คริสต์ไม่ได้สอนให้หลุดพ้น แต่ทำให้พอเหมาะ เน้นไปทางชีวิตปกติ ธรรมชาติทั่วๆไป”

ผลจากความสบายใจ อบอุ่นใจทำให้ นคร สร้างวิถีชีวิตที่มีอิทธิพลต่อคนรอบข้างได้ และยังเผื่อแผ่ให้ผู้อื่น เช่นเวลาเพื่อนโมโห ก็บอกให้รู้จักอภัย อธิบายให้เป็น ทำให้เป็นธรรมชาติ แล้วจิตใจก็จะเปลี่ยน ความคิดก็เปลี่ยน

หรือการส่งลูกชาย (โต๋) ไปบวชตั้งแต่ยังเล็กๆ เพื่อหล่อหลอมให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมดีๆ เขาจึงโกรธแค้นไม่เป็น ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ โดยไม่ได้รู้สึกว่ามันคือวิถีของคนดี เพราะนี่คือเรื่องปกติธรรมดา มันเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพยายาม

และไม่นานนัก นคร เวชสุภาพร ได้กลายเป็น ศิษยาภิบาล ของคริสต์จักรอภิสุทธิสถาน (โฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์) เป็นผู้นำคนหลายร้อย หลายพันคนมาพบทางออกของชีวิตเช่นเขา

นครจะแบ่งเวลาดูแลครอบครัว และงานที่ปรึกษาฝ่ายการตลาดให้กับบริษัท ทีวี ไดเร็ก มาบริหารคริสตจักร คิดกิจกรรมในวันอาทิตย์ เป็นที่ปรึกษา เป็นกำลังใจ เวลาสมาชิกเดือดร้อน ร่วมประชุมกิจกรรมเผยแผ่ หรือสร้างความร่วมมือต่างๆ กับโบสถ์

ดนตรี..พรจากสวรรค์

ทุกวันนี้ นคร ยังเล่นดนตรีอยู่บ้างในเวลาก่อนนอน แต่เมื่ออยู่ในโบสถ์ เขาก็พร้อมสร้างเสียงเพลงที่ให้กำลังใจ เสียงเพลงที่เยียวยารักษา เสียงเพลงที่สรรเสริญพระเจ้าผู้นำเขาให้พบกับทางออกของชีวิต

อดีตหัวหน้าวงแกรนด์เอ็กซ์ อธิบายว่า เพลงเป็นแกนหลักของศาสนาคริสต์ เพลงเป็นชีวิตของคริสเตียน แยกออกจากกันไม่ได้

“อย่างเวลาเราได้ยินเพลงคริสมาสต์เรารู้ได้ทันที จินตนาการได้ถึงบรรยากาศท่ามกลางเสียงเพลง แต่ชีวิตคริสเตียนรู้และฟังตั้งแต่เด็กๆ จนคุ้นเคย เข้าโบสถ์อ่านพระคัมภีร์ ก็ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า หรือแต่งงาน วันเกิด เรียนหนังสือ ขอกำลังใจก็ร้อง แถมเพลงยังหลากหลาย ถ้าเริ่มฟัง ใช้ จำ และฝึกปรือก็จะลึกซึ้งเอง”

เหมือนที่มีคำกล่าวในไบเบิ้ลว่า “พระเจ้าเป็นบทเพลง”

พระเจ้าสอนให้รู้จักธรรมชาติโดยไม่ต้องเรียน ขณะที่บทเพลงก็มาจากธรรมชาติ และบทเพลงยังทำให้มนุษย์รู้จักพระเจ้ามากขึ้น ถ้าจะกล่าวว่าพระเจ้ากับบทเพลงเป็นสิ่งเดียวกันก็ไม่ผิด

ไม่เพียงเท่านั้น ดนตรีหรือบทเพลง ยังเป็นพรสวรรค์พิเศษที่มนุษย์ได้รับมาจากพระเจ้า ซึ่งจะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะประทานของพิเศษให้ผู้ใด เช่นโชแปง, เซบาสเตียน บาค หรือ อะมาดิอุส วูลฟกัง โมสาร์ท ที่มีความสามารถตราตรึงใจคนทั่วโลก

แม้จะพูดในเชิงวิทยาศาสตร์ว่าพรแสวงสำคัญ ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่เด็ก มันก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เขาเชือ่ว่าต้องมีพรสวรรค์ประกอบอยู่ดี

“ผมเชื่อว่าพรสวรรค์สำคัญกว่าพรแสวง เพราะมันคือสิ่งที่ธรรมชาติให้มา จะไปได้ดีและเร็วกว่า แต่ถ้าไม่ได้พรวิเศษมา เราก็เอาวิธีการของพระเจ้าเป็นหลัก ดำเนินไปตามวิธีของท่าน ซึ่งถือเป็นพรแสวงที่ได้จากพระเจ้าเหมือนกัน”

ยกตัวอย่าง ลูกชายทั้งสองคนเป็นคำอธิบายว่า โต๋ คือผลิตผลของพรสวรรค์อย่างแท้จริง เพราะเขาจะคิดเป็นโน้ตเพลงอยู่ในหัวตลอดเวลา และสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมาได้ แล้วยังส่งต่อพัฒนาการด้านอื่น ทำให้เรียนภาษาจีนได้เร็ว เพราะเป็นภาษาตัวโน้ตเหมือนกัน

ส่วนเต๋ ลูกชายคนเล็ก แม้พรสวรรค์จะไม่มีผลเท่าใดนัก แต่พรแสวงก็ทำให้เขาเห็นประโยชน์ของดนตรี เขาชอบตีกลอง และร้องเพลงได้ แต่สนใจที่จะทำธุรกิจมากกว่า

“เราต้องพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ทำได้ดีแค่ไหน เอาแค่นั้น เพราะพระเจ้าจะใช้คนตามของที่ประทานให้ เมื่อได้มามาก ก็ต้องทำให้มาก โต๋จึงเหนื่อยกว่าคนอื่นๆ แต่เขาก็มีความสุขที่ได้ทำ”

และความรักในดนตรี ก็ทำให้เนื้อในใจความของบทเพลงที่กลั่นกรองออกมานั้น อบอวลไปด้วยความรักเช่นกัน

เพลงรักอันซาบซึ้งใจล้วนได้แรงบันดาลใจจากพระเจ้า เพราะความรักเชื่อมั่น ศรัทธาในพระเจ้า ทำให้บทเพลงนั้นลึกซึ้งกว่าความรักที่มนุษย์ให้กันเอง

“คริสต์ ทำให้ชีวิตมนุษย์ละเอียดขึ้น พระเจ้าเปลี่ยนเรา เปลี่ยนชีวิตได้จริง เป็นคำตอบทุกปัญหา จะผ่านปัญหาไปได้อย่างอัศจรรย์ พระองค์นั้นเป็นคำตอบได้จริง” นครกล่าวย้ำถึงสัจจะแท้แห่งชีวิต

โดย : ชฎาพร นาวัลย์
Link: http://www.bangkokbiznews.com/

 
ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บนี้ เพื่อรับข่าวสารดีๆจากเรา

 

มานาประจำวัน เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า บทความดีๆ คำเทศนา
ไทยคริสเตียน ศูนย์รวมเว็บศาสนาคริสต์

 

ข่าวอัพเดทใหม่วันนี้.. Latest News














คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?