gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.

ความสำคัญในการพยากรณ์แห่งการสรรเสริญ

ความสำคัญในการพยากรณ์แห่งการสรรเสริญ

ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว (pinkaewpongsak@gmail.com)

การจัดเตรียมสำหรับพระคริสต์ที่จะเสด็จมาครองโลก

ความสำคัญของการสรรเสริญ คือ การเน้นเข้าไปสู่พระคำของพระเจ้า การสรรเสริญมีความสำคัญอยู่เสมอ ถึงอย่างไรก็ตามในวาระสุดท้ายของยุคนี้การสรรเสริญ และการนมัสการก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างพิเศษยิ่ง และให้เราปรนนิบัติพระเจ้าชนิดพิเศษในความเต็มบริบูรณ์ของพระองค์ด้วย

หนทางของพระเจ้าคือ การแก้ไขการสรรเสริญต่อผู้คนของพระองค์ในวันนี้ และเวลานี้จะต้องเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันในการที่พระคริสต์จะเสด็จมาครอบครองโลก สิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ของยุคนี้คือ การสรรเสริญและการนมัสการพระเจ้า

พระเจ้าได้จัดเตรียมเวลาของพระองค์เพื่อประชากรของพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน เราพร้อมที่จะเข้าไปสู่อาณาจักรของพระเจ้า และสิ่งหนึ่งที่ยอดเยี่ยมในการจัดเตรียมของเราก็คือ การเข้าไปในการสรรเสริญ และการนมัสการองค์สูงสุดของเราอย่างเต็มบริบูรณ์แห่งการบริสุทธิ์

ให้เรามาดูสิ่งสำคัญในการจัดเตรียมทั้ง 5 ประการต่อการสรรเสริญพระองค์

  1. การสรรเสริญและการกล่าวคำสดุดีอย่างสูงต่อพระเจ้า

สดุดี 149:6 กล่าวว่า “ให้การสดุดีอย่างสูงแด่พระเจ้าอยู่ในลำคอของเขา และให้ดาบสองคมอยู่ในมือของเขา”  อันดับแรกของพระคำสดุดี 149 ก็คือ การเต็มไปด้วยคำแนะนำ และบัญญัติที่จะให้สรรเสริญพระองค์ใน 10 ประการของบัญญัตินั่นชัดเจนมากยิ่งขึ้น ที่จะให้เราสรรเสริญพระเจ้าในความหลากหลายของแนวทางต่างๆ ที่จะร้องต่อพระองค์ ชื่นชมยินดีในพระองค์ เต็มไปด้วยความปิติยินดีในกษัตริย์ของเรา เต้นรำต่อพระพักตร์พระองค์ สรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องดนตรี และอื่นๆ

เราจะไปถึงการสรรเสริญที่สูงสุดเป็นพิเศษได้.......ในระดับสูงสุดของความบริสุทธิ์ในการสรรเสริญ กษัตริย์ดาวิดเรียกว่า “การสรรเสริญพระเจ้าในระดับสูง” ให้การสดุดีอย่างสูงแด่พระเจ้าอยู่ในลำคอของเรา อาวุธขั้นสุดท้ายของพระเจ้าก็คือการสรรเสริญ ซึ่งพระเจ้าได้จัดเตรียมให้กับทหารของพระคริสต์ในเวลาสุดท้ายด้วยอาวุธนี้เราสามารถต่อสู้กับศัตรูด้วยชัยชนะและเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในขั้นสุดท้ายโดยนามของพระเจ้า

พระเจ้าเสาะหาที่จะสอนในหลายๆสิ่งถึงเรื่องการสรรเสริญ พระองค์นำเราจากความจริงหนึ่งไปสู่อีกความจริงหนึ่ง......เสาะหาอยู่เสมอต่อผู้ที่สรรเสริญในความบริสุทธิ์ จนกระทั่งในสุดท้ายเราก็จะพร้อมที่จะเข้าไปในการสรรเสริญพระเยโฮวาห์อย่างสูง พระองค์เสาะหาบุคคลเช่นนี้ คือ

ผู้ที่มีความเข้าใจในการสรรเสริญมากขึ้นๆ

ทำให้ความตั้งใจของเรานั้นบริสุทธิ์ในการสรรเสริญ

ทำให้การสำแดงออกของเรานั้นกลายเป็นความบริสุทธิ์ในการสรรเสริญ

ให้บัลลังก์ของพระองค์มาประทับในเขาทั้งหลาย (สดุดี 22:3)

ให้สิทธิอำนาจของพระองค์ปรากฎชัดเจนในเขาทั้งหลาย

  1. สิ่งที่เราจะได้ทราบเมื่อเข้ามาสู่การสรรเสริญ พระองค์จะบอกอะไรๆกับเราและจะทำให้สำเร็จ เมื่อเราเริ่มต้น

นมัสการพระองค์ด้วยการสรรเสริญอย่างสูง

สดุดี149:8กล่าวว่า“เพื่อเอาตรวนล่ามบรรดาพระราชาของเขาและเอาเครื่องเหล็กจำจองล่ามบรรดาเจ้านาย

ของเขา” นี่เป็นฤทธิ์อำนาจที่มาจากอาณาจักรของพระเจ้า ที่อยู่เหนือกฎของจิตวิญญาณและอยู่เหนือคนนอก

ศาสนา ในความรับผิดชอบต่อประชากรของพระองค์ที่กล่าวสดุดีสูงสุด พระเจ้าจะผูกมัดอำนาจของอาณา

จักรมืด พระเจ้าจะปลดปล่อยประชากรของพระองค์ที่ถูกพันธนาการให้ได้รับพระพรของข่างประเสริฐแห่ง

อาณาจักรพระเจ้า นี่เป็นการปูทางสำหรับการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณที่ยิ่งใหญ่เพื่อที่จะเป็นพยานต่อ

โลกตลอดไป ส่วนประชาชาติที่ยังไม่เชื่อของโลกนี้ก็จะเปิดรับและเข้ามาสู่อาณาจักรของพระองค์ ฝูงชน

จำนวนมากมายที่อยู่กับโยเอล ผู้เผยพระวจนะที่อยู่ใน “หุบเขาแห่งการพิพากษา” เขาทั้งหลายก็จะได้รับการ

ปลดปล่อยจากวิญญาณที่ผูกมัดเขา และจะได้เป็นอิสระรับพระพรพระสิริของพระเจ้า

โยเอล 3:14 กล่าวว่า “มวลชน มวลชนในหุบเขาแห่งการพิพากษา เพราะวันแห่งพระเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว ใน

หุบเขาแห่งการพิพากษา”

 

  1. พระเจ้าจะดูแลและอำนวยอวยพระพรแก่บรรดาประชาชาติ ใน สดุดี 67 (ทั้งบท)

การเผยในสดุดีนี้ได้เตือนด้วยน้ำตาต่อพระเมตตาของพระเจ้า และพระพรที่จะเผยต่อบรรดาประชาชาติ

เป็นการพยากรณ์ที่ใกล้เข้าไปสู่พระพรของพระเจ้า โลกจะผลิตให้เพิ่มพูนขึ้น และในที่สุดปลายแผ่นดินโลก

เกรงกลัวพระเจ้า

สดุดี 67:3,5 กล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของชนชาติทั้งหลายสรรเสริญพระองค์ ให้ชนชาติทั้งหลายสรรเสริญ

พระองค์”

3.1 การก้าวหน้าเข้าไปสู่การสรรเสริญ

ปลดปล่อยให้ประชากรของพระเจ้าสรรเสริญพระองค์เถิด การกล่าวถึงประชากรของพระเจ้านี้

เป็นประชากรที่ได้รับการไถ่ถอนแล้วของพระองค์ เขาก็จะเป็นผู้นำเหมือนกับทหารแห่งการสรรเสริญ

จนกระทั่งประชากรของพระเจ้าได้เคลื่อนเข้าไปสู่บริเวณแห่งการสรรเสริญนี้ นี่เป็นแผนการณ์ของการ

ไถ่ถอนโลกที่จะยังคงอยู่ คือ การกระตุ้นที่จะทำให้เกิดพระพรครั้งยิ่งใหญ่ของพระเยโฮวาห์สำหรับทั้ง

โลก คือ การสรรเสริญแห่งการไถ่ถอนของพระองค์

3.2 สิ่งชี้บอกนี้คือ เวลาเมื่อเราสรรเสริญพระเจ้าจะไม่ยาวนานต่อประชากรของพระองค์ในการไถ่ถอนที่ไม่

มีขีดจำกัดของพระเจ้า แต่จะกระจายออกไปไกลอีก นอกจากผู้ที่ไม่สำนึกถึงความผิดในการที่จะเริ่มต้น

สรรเสริญพระเยโฮวาห์ เขาทั้งหลายจะเริ่มต้นจำพระองค์ได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง และพระองค์

เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะสมควรได้รับการยกย่อง สรรเสริญนมัสการ และบูชาตลอดไป

3.3 ปลดปล่อยให้ประชาชาติปิติยินดี และร้องเพลงแห่งการชื่นชมยินดี ณ จุดนี้ประชาชาติของพระองค์จะ

เข้ามาเริ่มต้นพูดสนับสนุน และสรรเสริญในพระเยโฮวาห์ เขาก็จะเริ่มจำได้และก็จะรู้ว่าทางออกทาง

เดียวที่แก้ไขไม่ตกของเขาก็คือ ต้องเข้าไปในการช่วยเหลือ หรือแทรกแซงเข้าไปในอาณาจักรของพระ

เจ้า เมื่อลูกโซ่แห่งการตอบสนองในการสรรเสริญนี้ได้สับไกขึ้นโดยประชากรของพระเจ้า ก็จะนำการ

พิพากษาหรือการตัดสินของพระเจ้าเข้ามาสู่โลก (ข้อ 4) ด้วยความเที่ยงธรรม ในกรณีนี้เท่านั้น .......เป็น

แนวทางของพระเจ้าที่โลกจะได้รู้จักและได้รับการช่วยกู้อยู่เหนือท่ามกลางประชาชาติทั้งสิ้น (ข้อ2)

ในพระคำนี้ใช้สำหรับ “ช่วยเหลือสุขภาพ” คือ “YESHUAH” หมายถึง การช่วยเหลือจิต

วิญญาณ, การนำมา, ชัยชนะ, ความมั่งคั่ง และมีชีวิตที่ดี ฯลฯ

พระพรทั้งหมดนี้เป็นการสืบทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง พระนามของพระองค์คือ พระเยซู

พระองค์ทรงเป็นคำตอบเดียวที่เข้ามาในโลกให้ประชาชาติที่จะมีทางเลือก เป็นการมองไปที่พระองค์

เพียงผู้เดียว สิ่งที่จะเร่งให้พระองค์เสด็จมาเร็วก็คือการเข้าไปสู่การสรรเสริญสูงสุดต่อพระเจ้าอย่าง

เดียวเท่านั้น เมื่อไรที่เราสามารถรวมตัวกันได้มากเท่าไร และเข้าไปสู่การสรรเสริญนมัสการอย่างสูง

สุด สิ้นสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความคิด หมดหัวใจ นั่นคือ คำตอบ

 

  1. การปกครองของอาณาจักรพระเจ้า

สดุดี 72 คือ ความรุ่งโรจน์ปิติยินดี เกี่ยวกับการพยากรณ์ผู้ที่จะมาโปรดโลก สดุดีเป็นหัวข้อแห่ง

การคาดหวังอันมหัศจรรย์ที่อาณาจักรของพระเมศยาร์จะเสด็จมา คือ พระเยซูคริสต์ในสดุดีทั้งหมดเต็ม

ไปด้วยความพิศวงประหลาดใจที่เกี่ยวกับอาณาจักรของพระเจ้า ถึงอย่างไรก็ตามเราก็จะพูดถึง 2 ข้อ ที่

เป็นประเด็นสำคัญในพระสิริของพระองค์ ก็คือ

สดุดี 72:15b “......ให้เขาอธิษฐานเผื่อท่านเรื่อยไป” (เมศยาร์)

สดุดี 72:17    “ขอนามของท่านดำรงอยู่เป็นนิตย์ ชื่อเสียงของท่านยั่งยืนอย่างดวงอาทิตย์ ให้คน

อวยพรกันเองโดยใช้ชื่อท่าน ประชาชาติทั้งปวงเรียกท่านว่าผู้ได้รับพระพร”

อย่างหนึ่งของความสมบูรณ์ในอนาคตแห่งชีวิตนิรันดร์ในพระเจ้า การครอบครองแห่งจักรวาลที่

อยู่เหนือโลกก็คือ การนมัสการเยโฮวาห์ บัลลังก์แห่งพระเจ้าจะลงมาตั้งอยู่ในเยรูซาเล็ม พระคริสต์

ก็จะนั่งบนนั้น กษัตริย์ดาวิดจะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ยรม.30:9 “แต่เขาทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขาทั้งหลาย และดาวิดพระราชาของ

เขาทั้งหลายผู้ซึ่งเราจะให้เกิดมาเพื่อเขา”

อศค.37:24-25 “ดาวิดผู้รับใช้ขอเราจะเป็นกษัตริย์เหนือเขาทั้งหลาย และเขาทุกคนจะมีผู้เลี้ยงผู้เดียว

เขาทั้งหลายจะดำเนินตามกฎของเรา และรักษากฎเกณฑ์ของเรา และกระทำตาม” (ข้อ 25b) “และ

ดาวิดผู้รับใช้ของเราจะเป็นเจ้าของเขาเป็นนิตย์”

ประชาชาติทั้งสิ้นจะขึ้นไปสู่เยรูซาเล็มปีแล้วปีเล่า เพื่อจะนมัสการกษัตริย์และรักษาการเฉลิมฉลอง

แห่งพลับพลาเอาไว้

เศคาริยาห์ 14:16 “และอยู่มาบรรดาคนที่เหลืออยู่ในประชาชาติทั้งปวงซึ่งยกขึ้นมาสู้รบกับเยรูซาเล็ม

จะขึ้นไปนมัสการกษัตริย์ปีแล้วปีเล่า คือ พระเจ้าจอมโยธา และจะถือเทศกาลอยู่เพิง”

  1. ในวาระสุดท้ายพระนิเวศน์ของพระเจ้าจะถูกสถาปนาขึ้นบนยอดเขาของพระเจ้า

พระนิเวศน์ของพระเจ้าจะมาตั้งอยู่บนยอดแห่งภูเขา และพลเมืองของทุกๆประชาชาติก็จะมายัง

นิเวศน์ของพระเจ้า เพื่อพระองค์จะสอนวิถีของพระองค์

อสย.2:2-3 “เขาทั้งหลายจะกล่าวกับผู้อื่นว่า.....มาและให้เราไปยังภูเขาของพระเจ้า และไปยังพระ

นิเวศน์แห่งพระเจ้าของเรา และพระองค์จะสอนวิถีของพระองค์กับเรา และเราก็จะเดินในพระมรรคา”

มีคาห์4:2 “และประชาชาติเป็นอันมากจะมากล่าวว่า มาเถิดให้เราขึ้นไปยังภูเขาของพระเจ้า ยังพระ

นิเวศน์แห่งพระเจ้าของยาโคบ เพื่อพระองค์จะทรงสอนวิถีของพระองค์แก่เรา และเพื่อเราจะเดินใน

มรรคาของพระองค์ เพราะว่าพระธรรมจะออกมาจากศิโยน และวจนะของพระเจ้าจะออกมาจาก

เยรูซาเล็ม”

ใครก็ตามที่ปฎิเสธหรือไม่สนใจที่จะเข้ามาสู่การนมัสการก็จะถูกทำโทษ และฝนก็จะไม่ตกบน

แผ่นดิน

เศคาริยาห์14:17 “ถ้าตระกูลใดในพื้นพิภพไม่ขึ้นไปยังเยรูซาเล็ม เพื่อนมัสการกษัตริย์คือ พระเจ้า

จอมโยธา ฝนก็จะไม่ตกเหนือเขาเหล่านั้น” พระพรก็จะไม่อยู่เหนือเขาเหล่านั้น

ในวันนั้นคำรหัส คือ “........บริสุทธิ์แด่พระเจ้า “Holy For God”

เศคาริยาห์ 14:20 “และในวันนั้นลูกพรวนที่ผูกม้าจะมีคำจารึกว่า “บริสุทธิ์แด่พระเจ้า” และหม้อ

ซึ่งอยู่ในพระนิเวศน์ของพระเจ้าจะเป็นเหมือนชามซึ่งอยู่หน้าแท่นบูชา”

ในวันนั้น จะเป็นวันที่บริสุทธิ์แด่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ทุกคนที่มาถวายสัตวบูชาจะเอาหม้อ

ไปบ้าง และจะต้มเนื้อในหม้อเหล่านั้น ในวันนั้นจะไม่มีพ่อค้าในพระนิเวศน์ของพระเจ้าจอมโยธา

อีกต่อไป มีแต่คนชอบธรรมที่ได้รับการชำระแล้วด้วยเลือดที่บริสุทธิ์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าอยู่

ต่อหน้าแท่นบูชา เพื่อถวายแด่พระองค์จอมราชาของเราเป็นนิตย์

 

โอ้! มา...........ให้เราเข้ามาถวายเครื่องบูชาต่อพระองค์!! เพราะวันนั้นเป็นวันบริสุทธิ์

ของพระองค์ อาเมน..............

แก้ไขล่าสุด (วันพุธที่ 09 พฤษภาคม 2012 เวลา 16:57 น.)

 
ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บนี้ เพื่อรับข่าวสารดีๆจากเรา

 

มานาประจำวัน เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า บทความดีๆ คำเทศนา
ไทยคริสเตียน ศูนย์รวมเว็บศาสนาคริสต์

 

ข่าวอัพเดทใหม่วันนี้.. Latest News














คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?