gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.
  • 1.jpg
  • 2.jpg
  • 3.jpg
  • 4.jpg
  • 5.jpg
  • 6.png
  • 7.jpg
  • 8.jpg
  • 9.jpg
  • 10.jpg
  • 11.jpg
  • 12.jpg
  • 13.jpg
  • 14.jpg
  • 15.jpg
  • 16.jpg
  • 17.jpg
  • 18.jpg
  • 19.png

3.พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่และไม่เปลี่ยนแปลง (The Living and Consistent God)

พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่และไม่เปลี่ยนแปลง

(The Living and Consistent God)

เขียนโดยบรรพต เวชกามา (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2012 เวลา 14:00 น.


พระเจ้าในแบบที่เป็นบุคคล พระองค์ได้สำแดงตนโดยการติดต่อกับมนุษย์ ได้ตรัสกับเขา ซึ่งเป็นการสำแดงพระองค์ทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ ในพระคัมภีร์เดิมนั้นพระองค์เป็นพระเจ้าแห่งพระพิโรธ และการพิพากษาลงโทษ ซึ่งแตกต่างไปจากพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์ในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งมีความเมตตาและความสุภาพอ่อนโยน จึงดูเหมือนว่า พระเจ้าที่สำแดงในพระคัมภีร์เดิมนั้น แตกต่างจากพระเจ้าที่สำแดงในพระคัมภีร์ใหม่ ซึงไม่เป็นความจริง

การสำแดงของพระองค์ในพระคัมภีร์เดิมนั้นมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นว่าพระองค์เป็นพระเจ้าองค์เดียว แม้จะกล่าวถึงตรีเอกภาพ (Trinity) บ้าง แต่พระคัมภีร์ใหม่ได้เปิดเผยให้เห็นอย่างชัดเจนในคำตรัสของพระเยซูที่ตรัสว่า “ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย พระบุตรของเดียวผู้ทรงสถิตอยู่ในทรวงของพระบิดา พระองค์ได้ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว” (ยน 1:18) และพระองค์ได้ตรัสในห้องชั้นบนที่ว่า:

‘เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกท่านทั้งหลาย แต่เดี๋ยวนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้ เมื่อพระธรรมแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า พระธรรมทรงเอาสิ่งซึ่งเป็นของเรานั้นมาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย’ (ยน 16:12-15)

อย่างไรก็ตาม การสำแดงของพระเจ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ เป็นเหมือนกับจิตรการที่วาดภาพด้วยเริ่มด้วยการร่างก่อน แล้วค่อยๆ แต้มแต่งภาพนั้นจนกระทั่งภาพนั้นสำเร็จ (แท้จริงนั้นภาพนี้อยู่ในใจของจิตรกรแล้วตั้งแต่เริ่มวาด แต่ผู้ที่มองดูจะเห็นทีละขั้นเท่าที่จิตรกรจะวาดให้เห็นได้เท่านั้น) เช่นเดียวกันกับพระเจ้าที่จะค่อยๆ สำแดงทีละเล็กที่ละน้อยเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ในที่สุดการทรงสำแดงของพระองค์ก็สำเร็จในพระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระธรรมนั้น (Logos=มาเกิดเป็นมนุษย์) และในคำพยานของบรรดาอัครทูตของพระองค์

ดังที่ผู้เขียนจดหมายถึงชาวฮีบรู กล่าวถึงการสำแดงของพระเจ้านี้ว่า:

‘ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆ มากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางคนทรงของพระเจ้า แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร…’ (ฮบ 1:1,2)

ข้อความดังกล่าว ผู้เขียนบอกเราว่า วิธีการสำแดงในพระคัมภีร์เดิมต่างจากพระคัมภีร์ใหม่ เช่น ต่างวาระ (‘ในโบราณกาล’ และ ‘ในวาระสุดท้าย’) ต่างบุคคล (‘แก่บรรพบุรุษ’ และ ‘แก่เราทั้งหลาย’) และโดยเฉพาะแตกต่างกันในวิธีการ (‘ด้วยวิธีต่างๆมากมาย…ทางคนทรงของพระเจ้า’ และ ‘ทางพระบุตร’)

แม้ว่าทั้งเหตุการณ์ ผู้รับการสำแดง และวิธีการสำแดงแตกต่างกัน แต่ผู้ที่สำแดงนั้นเป็นองค์เดียวกัน คือพระเจ้า ผู้ซึ่งตรัสโดยวิธีต่างๆ แก่บรรพบุรุษทางคนทรงของพระองค์นั้น เป็นพระเจ้า ซึ่งได้ตรัสแก่เราทางพระบุตรของพระองค์

เนื่องจากความจริงดังกล่าว เราจึงยืนยันได้ว่า พระเจ้าองค์เดียวกันนี้แหละเป็นพระเจ้าผู้บันดาลให้มีหนังสือพระคัมภีร์เดิม และพระคัมภีร์ใหม่ขึ้น และให้เรียกพระคัมภีร์ทั้งหมดว่า พระคำของพระเจ้าในพระคัมภีร์นี้เราจะพบว่า พระเจ้าตรัสถึงเรื่องราวของพระองค์เอง เป็นเรื่องที่พระองค์ทรงวางแผนการ และทำให้แผนการนั้นสำเร็จ คือช่วยมนุษย์ผู้ล้มลงในความบาปให้หลุดพ้นทางพระเยซูคริสต์

พระเจ้าผู้ช่วยกู้มนุษย์ให้หลุดพ้นนี้ เป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่และทรงปกครองโลก และพระองค์ทรงเป็นอยู่อย่างเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ‘พระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง’ (ยก 1:17)

พระเจ้าองค์เที่ยงแท้ผู้ทรงพระชนม์อยู่ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ แตกต่างจากรูปเคารพ ที่ต้องใช้มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น และต้องใช้กำลังมนุษย์แบกหามไป แต่พระองค์เอง เป็นผู้แบกภาระของประชากรของพระองค์:

‘โอ วงศ์วานของยาโคบเอ๋ย จงฟังเรา คือบรรดาคนที่เหลืออยู่ในวงศ์ของอิสราเอล ผู้ซึ่งเราอุ้มมาตั้งแต่กำเนิด ชูมาตั้งแต่ในครรภ์ จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก เราได้สร้าง เราจะชูไว้ เราจะอุ้มและเราจะช่วยให้พ้น’ (อสย 46:3,4)

รูปเคารพเหล่านั้นช่วยคนให้หลุดพ้นไม่ได้ และคนทรงของพระเจ้ารู้สึกสะอิดสะเอียนเป็นอย่างมาก รูปเคารพเหล่านั้นเป็นสภาพอ้นไร้ชีวิต:

‘รูปเคารพของคนเหล่านั้นเป็นเงินและทองคำ

เป็นหัตถกรรมของมนุษย์

รูปเหล่านั้นมีปาก แต่พูดไม่ได้

มีตา แต่ดูไม่ได้

มีหู แต่ฟังไม่ได้ยิน

มีจมูก แต่ดมไม่ได้

มีมือ แต่คลำไม่ได้

มีเท้า แต่เดินไม่ได้

รูปเหล่านั้นทำเสียงในคอไม่ได้’

(สดด 115:4-7)

ส่วนพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่นั้น ตรงกันข้ามกับรูปเคารพ ‘พระเจ้าของเราทั้งหลายอยู่ฟ้าสวรรค์ สิ่งใดที่พระองค์พอพระทัย พระองค์ก็ทรงกระทำ’ (สดด 115:4-7) พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ทรงมองเห็น ทรงได้ยิน ตรัสได้ และทรงกระทำการทุกอย่าง

ในสภาพที่เป็นพระเจ้าแห่งธรรมชาตินั้น พระองค์ควบคุมความเป็นไปของจักรวาลที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นและบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหมด แม้จะเป็นภัยพิบัติตามธรรมชาติก็อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระองค์ ‘ทะเลเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างมัน’ (สดด 95:5) และ ‘ลมพายุ’ ได้กระทำให้พระบัญชาของพระองค์สำเร็จ (สดด 148:8)

ดังนั้น พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่จึงสำแดงพระองค์ทั้งในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ครอบครอง พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ตลอดไป พระองค์เป็นพรหมวิหารสี่ และพระพิโรธ พระองค์ช่วยให้หลุดพ้นและการพิพากษา บางทีดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้ากันไม่ได้เลย

เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วว่าพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิมเป็นพระเจ้าแห่งพระพิโรธ และพระเจ้าในพระคัมภีร์ใหม่เป็นพระเจ้าแห่งพระเมตตากรุณา ซึ่งนับว่าเป็นการเข้าใจผิดทีเดียว เพราะพระคัมภีร์เดิมก็แสดงถึงว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความเมตตากรุณาด้วย และในพระคัมภีร์ใหม่ก็มีการชี้ให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งการพิพากษาลงโทษด้วย พระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ ได้แสดงว่าพระองค์เป็นพระเจ้าแห่งพรหมวิหารสี่ และพระเจ้าแห่งพระพิโรธ ทั้งสองพระลักษณะในเวลาเดียวกัน

ยอห์นได้กล่าวไว้ว่า ‘พระเจ้าทรงมีพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาต่อโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์’ และในบทเดียวกันตอนท้ายก็บอกว่า ผู้ทีไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต แต่พระพิโธของพระเจ้าตกแก่เขา (ยน 3:16,36)

ทำนองเดียวกันเปาโลได้พรรณนานาถึงสภาพของผู้ที่รับจดหมายฝากไว้ว่า ‘เป็นคนควรแก่พระอาชญาเหมือนอย่างคนอื่น’ และในข้อต่อไปได้เขียนไว้ว่า พระเจ้า ‘ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา’ และทรงมีพรหมวิหารสี่ต่อเราอย่างใหญ่หลวง’ (อฟ 2:3,4)

คำอธิบายของพระคัมภีร์ในเรื่องพระเจ้าเป็นพรหมวิหารสี่ และความพิโรธ พระเจ้าเป็นความหลุดพ้นและการพิพากษา มีเพียงประการเดียว คือพระเจ้าทรงเป็นอย่างที่พระองค์เป็น และจะทรงกระทำตามพระลักษณะของพระองค์

ด้วยเหตุที่ ‘พระเจ้าทรงเป็นพรหมวิหารสี่’ ดังนั้นพระองค์จึงทรงมีพรหมวิหารสี่ต่อโลก และประทานพระบุตรของพระองค์ให้แก่เราทั้งหลาย (1 ยน 4:8,9) แต่ ‘พระเจ้าของเรานั้นทรงเป็นเพลิงที่เผาผลาญ’ ด้วย (ฮบ 12:29;ดูเปรียบเทียบกับ ฉธบ 4:24) ในพระลักษณะแห่งความบริสุทธิ์อย่างดีเลิศสมบูรณ์นั้นไม่สามารถจะอะลุ้มอล่วยให้กับความชั่วร้ายได้เลย แต่มันจะถูก ‘เผาผลาญ’ และพระองค์จะต่อสู้กับมันจนถึงที่สุด

ดังนั้นสิงที่สำคัญที่สุดคือ พระเจ้าได้ทรงสำแดง “พระคุณ” ของพระองค์ต่อเรา เพราะพระเจ้าในพระคัมภีร์เป็น ‘พระเจ้าผู้ทรงพระคุณล้ำเลิศ’ (1 ปต 5:10) พระคุณเป็นพรหมวิหารสี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พิเศษ

-เป็นสิ่งที่ถ่อมลง ยอมเสียสละ ยอมรับใช้

-เป็นสิ่งที่สำแดงความกรุณาต่อคนที่ไม่สมควร

-เป็นสิ่งที่จะต้องทำด้วยใจกว้างขวางต่อคนที่ไม่รู้ค่าและคนที่ไม่เหมาะสมที่จะได้รับพระคุณ

-เป็นพระกรุณาที่ประทานให้เปล่าๆ ไม่คิดมูลค่า คือมีความเมตตาต่อคนที่น่าชัง

-เป็นการติดตามหาคนที่ปฏิเสธพระองค์ คือช่วยคนสิ้นหวังให้ได้รับความหลุดพ้น

-เป็นการยกคนขอทานขึ้นจากกองขี้เถ้าให้นั่งกับบรรดาเจ้านาย (สดด 113:7,8)

พระคุณของพระเจ้านี่เองที่นำพระองค์ให้กระทำพันธสัญญากับชนชาติหนึ่งโดยเฉพาะ พระคุณพระเจ้าคือพระคุณแห่งพันธสัญญา แท้จริงนั้นพระคุณนี้ มีมาถึงทุกคนโดยปราศจากการเลือกที่รักมักที่ชังอยู่แล้วซึ่งเรียกว่า ‘พระคุณทั่วไป’ (Common Grace) อันเป็นพระคุณที่ทรงประทานพระพร เช่น ความมีเหตุมีผล และการมีใจสำนึกผิดชอบ ความรักและความสวยงาม ชีวิตและอาหาร การสมรสและการมีบุตร งานและการพักผ่อน ระบบแห่งความเป็นไปของโลก และของประทานอื่นๆ อีกหลายอย่างแก่คนทั่วๆไป โดยไม่เจาะจง

การที่พระเจ้ากระทำพันธสัญญาพิเศษกับชนชาติอิสราเอลเป็นการประทานพระคุณตามพระลักษณะของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงริเริ่มที่จะเลือกชนชาติหนึ่งเพื่อพระองค์เอง และให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา พระองค์ไม่ได้เลือกชนชาติอิสราเอลเพราว่ายิ่งใหญ่กว่าหรือวิเศษกว่าชนชาติอื่นๆ แต่เหตุผลในการเลือกสรรนั้นขึ้นอยู่กับพระองค์เอง ดังที่โมเสสอธิบายไว้ว่า:

‘พระเจ้า…ทรงเลือกท่านทั้งหลาย…เพราะพระเจ้าทรงมีพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาแก่ท่านทั้งหลาย’ (ฉธบ 7:7,8)

คำว่า ‘พันธสัญญา’ (Covenant) เป็นภาษาทางกฎหมาย ซึ่งหมายถึงข้อตกลงที่ผูกมัดให้ทั้งสองฝ่ายต้องกระทำตาม เมื่อนำมาใช้ในพระคัมภีร์เพื่อจะกล่าวถึงการกระทำของพระเจ้านั้นไม่ควรจะคิดว่าเป็นการตกลงกันระหว่างสองฝ่ายที่สิทธิ์เท่าเทียมกันเหมือนดังคำสัญญาธรรมดาทั่วไป

แต่พันธสัญญานี้เป็นเหมือน ‘พินัยกรรม’ (Testament or will) ซึ่งผู้กระทำมีสิทธิ์ขาดในการที่จะยกหรือมอบให้ผู้ใดก็ได้ ในพระคัมภีร์ได้แบ่งออกเป็นสองภาค คือภาค ‘พันธสัญญาเดิม’ กับภาค ‘พันธสัญญาใหม่’ คำว่า ดิอาเธเค (diatheke) ในภาษากรีกนั้นหมายถึง พินัยกรรมและพันธสัญญา

ในหนังสือจดหมายฝากผู้เขียนจึงเล่นกับคำสองคำนี้เพื่อชี้ให้เห็นชัดว่า พันธสัญญาของพระเจ้าที่เหมือนกับ ‘พินัยกรรม’ คือพระองค์เองทรงประทานพระสัญญาให้เป็นมรดก (กท 3:15-18;ฮบ 9:15-18)

อย่างไรก็ตามพระสัญญานี้ก็มีเงื่อนไข เพราะประชากรของพระองค์จำเป็นต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ นี่เป็นหน้าที่ในส่วนของประชากรเหล่านั้น และในส่วนของพระเจ้า พระองค์เองเป็นผู้ออกคำสั่งและประทานพระสัญญาด้วย เพราะเหตุนี้แม้พันธสัญญาของพระเจ้าที่ภูเขาซีนายก็เป็นพันธสัญญาแห่งพระคุณ

เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องเข้าใจว่า พันธสัญญาของพระเจ้านั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ตั้งแต่ทำไว้กับอับราฮัมจนถึงพระคริสต์ ฉะนั้นคนที่เป็นของพระคริสต์โดยความเชื่อก็เป็นบุตรของอับราฮัม และเป็นผู้สืบมรดกแห่พระสัญญาที่พระเจ้าทรงกระทำกับอับราฮัมนั้น (กท 3:24)

ธรรมบัญญัติที่ประทานให้ที่ภูเขาซีนายไม่ได้ลบล้างพันธสัญญาแห่งพระคุณ ตรงกันข้ามกลับยืนยันรับรองเสียอีก ธรรมบัญญัตินี้ย้ำให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม แต่ถ้าเราแยกธรรมบัญญัติออกจากพันธสัญญาแห่งพระคุณแล้ว ก็จะทำให้ดูเหมือนว่าธรรมบัญญัติแตกต่างจากบารมีพระเจ้าได้ และทำให้เห็นว่าธรรมบัญญัติเป็นบทลงโทษคนบาปเพราะความไม่เชื่อฟัง ในขณะที่บารมีพระเจ้าให้ชีวิตโดยพระคุณ

กล่าวโดยสรุป พระเจ้าแบบบุคคลนี้ ได้สำแดงพระองค์เองกับพวกอิสราเอล ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เป็นพระเจ้าผู้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นพระเจ้าของมนุษย์ทุกคน เป็นพระเจ้าของทุกศาสนา พระองค์ได้ทรงทำ “พันธสัญญา” กับอับราฮัม ว่าจะมาทำความหลุดพ้นให้แก่มนุษย์ พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งพรมหมวิหารสี่ และการพิพากษาลงโทษ ผู้ที่ต้องการจะพ้นจากการพิพากษาลงโทษของพระองค์ จะต้องมาพึ่งอาศัยในพระคุณ อาศัยในพรหมวิหารสี่ของพระองค์

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสที่ 30 พฤษภาคม 2012 เวลา 14:35 น.

(ข้อมูลที่นำมาเขียนในบทเรียน “พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่และไม่เปลี่ยนแปลง” (The Living and Consistent God) นี้ ส่วนหนึ่งแปล เรียบเรียง และดัดแปลงมาจากหนังสือ “Understanding the Bible by John R. W. Stott” PP. 159-168,1972.)


 

 

แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2012 เวลา 12:43 น.)

 
ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บนี้ เพื่อรับข่าวสารดีๆจากเรา

 

มานาประจำวัน เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า บทความดีๆ คำเทศนา
ไทยคริสเตียน ศูนย์รวมเว็บศาสนาคริสต์

 

ข่าวอัพเดทใหม่วันนี้.. Latest News














คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?