gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.
  • 1.jpg
  • 2.jpg
  • 3.jpg
  • 4.jpg
  • 5.jpg
  • 6.png
  • 7.jpg
  • 8.jpg
  • 9.jpg
  • 10.jpg
  • 11.jpg
  • 12.jpg
  • 13.jpg
  • 14.jpg
  • 15.jpg
  • 16.jpg
  • 17.jpg
  • 18.jpg
  • 19.png

6.เชื่อพระเยซู โดยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา

เชื่อพระเยซู โดยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา

(Believe in Jesus, not necessary to change religious)

เขียนโดยบรรพต เวชกามา (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม 2012 เวลา 15:20 น.


คนไทยหลายคน เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องของพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านจากใบปลิว หรือการฟังทางวิทยุ หรือโทรทัศน์ หรือฟังการเล่าเรื่องบารมีของพระเจ้าเป็นการส่วนตัว เขามักจะคิดว่า “ผม-ฉัน นับถือศาสนาพุทธ เป็นพุทธศาสนิกชน แล้วทำไมผม-ฉัน จะต้องเชื่อพระเยซู ทำไมผม-ฉัน จะต้องเปลี่ยนศาสนา หรือทำไมผม-ฉันจะต้องเป็นคริสเตียน

ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น อยากจะบอกไว้ก่อนว่า เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูนั้น ไม่ต้องเป็นคริสเตียน ไม่ต้องเปลี่ยนศาสนาก็ได้ ยังนับถือศาสนาพุทธ และยังเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนเดิม แต่เป็น “พุทธใหม่” เพราะ “พุทธเก่า”นั้น พึ่งอาศัยในตนเอง แต่พุทธใหม่นั้นพึ่งอาศัยในพระเจ้า พึ่งอาศัยในการกระทำของพระเยซูคริสต์เจ้า

ที่นี้กลับมาที่คำถามที่ว่า ผม/ฉัน นับถือศาสนาพุทธ (เก่า) แล้วทำไมจะต้องเปลี่ยนมานับถือพุทธ (ใหม่) ซึ่งก็คือการชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูคริสต์เจ้า ทำไมผม-ฉันต้องทำเช่นนั้น

คำตอบ ประการแรกก็คือ เพราะ การนับถือศาสนพุทธ (แบบเก่า) นั้น ไม่ได้ช่วยให้คุณหลุดพ้นได้ คำสอนเรื่องการหลุดพ้นในศาสนาพุทธนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของคุณเอง ดังภาษิตบาลีว่า “อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ” ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าคุณอยากหลุดพ้น อยากไปสวรรค์ อยากไปนิพพาน คุณจะต้องประพฤติ ปฏิบัติเอง ทำตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในพุทธศาสนา ไม่มีการไถ่บาป ไม่มีการทำแทน “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ไม่มีพระผู้ไถ่ หรือพระผู้ช่วยให้หลุดพ้น (Saviour) คุณทำอะไรก็ได้อย่างนั้น คุณทำดี ได้ดี คุณทำชั่วได้ชั่ว

แต่ปัญหาของคุณ (และผม) คือ เป็นคนบาป ถ้าบอกว่า เป็นคนบาป คุณอาจจะไม่ยอมรับ เพราะคำสอนในศาสนาพุทธ ไม่มี “บาปกำเนิด” (Original Sin) ซึ่งเป็นบาปที่ติดตัวมาจากการเกิดเป็นมนุษย์ สืบต่อเป็นทอดๆ มาจาก อาดัมเอวา ซึ่งเป็นมนุษย์คู่แรกของโลก

เขาทั้งสองได้ทำบาป คือฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า ความบาปนั้น จึงสืบทอด ถ่ายทอดลงไปในเลือดเนื้อ วิญญาณ จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนที่สืบทอดมาจากอาดัมเอวา ไม่ว่าคุณ (และผม) จะนับถือศาสนาอะไร เผ่าพันธุ์ไหน ชนชาติอะไร เพศอะไร อยู่ในวัยไหนก็ตาม ถ้าได้ชื่อว่าเป็นคน คุณมีบาปกำเนิด (Original Sin)

บาปกำเนิดนี้ ศาสนาพุทธสอนว่าคือ “กิเลส ราคะ ตัณหา” กิเลส ราคะ ตัณหา นี่แหละคือบาปกำเนิดตามคำสอนในพระคัมภีร์ไบเบิล ดังนั้น ถ้าคุณ (และผม) ไม่ยอมรับว่ามีบาปกำเนิดก็ไม่เป็นไร แต่คุณจะปฏิเสธเรื่อง กิเลส ราคะ ตัณหา ไม่ได้ เพราะเป็นคำสั่งสอนขององค์สมณะโคดม

กิเลส ราคะ ตัณหา ฝังอยู่ในร่างกาย เนื้อหนัง จิตใจ จิตวิญญาณของคุณ (และผม) ไม่มีทางที่จะเอาออกไปได้ ไม่ว่าคุณ (และผม) จะประพฤติ ปฏิบัติตามคำสั่งขององค์สมเด็จพระสมณะโคดมมากเท่าใด ก็ไม่มีทางที่ กิเลส ราคะ ตัณหาจะหมดไปจากจิตใจ จิตวิญญาณ และร่างกายของคุณ (และผม) ได้

ต่อให้ไปบวชจนสำเร็จพระอรหันต์ กิเลส ราคะ ตัณหา ก็ไม่หมดไป อาจจะน้อยลง หรือควบคุมมันให้อยู่ใน Control ของคุณ (และผม) ได้ แต่อย่าคิดว่า มันจะหมดไป ตราบใดที่คุณ (และผม) อยู่ในเนื้อหนังร่างกาย (ที่มีบาปกำเนิด มีกิเลส ราคะ ตัณหา) นี้ ไม่มีทางที่คุณ (และผม) จะเป็นคนบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส ราคะ ตัณหาได้เลย ต่อให้บวช รักษาศีล ภาวนา ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนานเท่าใด บาปกำเนิด กิเลส ราคะ ตัณหา ของคุณ (และผม) ก็ไม่มีวันหมดไป

เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณ (และผม) จะทำอย่างไร จึงจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหาเหล่านั้น ตามศาสนาพุทธ พระพุทธองค์ก็สอนว่า “ให้ละเว้นความชั่ว และประกอบกรรมดี” ให้รักษาศีลห้า ถ้าคุณทำได้ตามศีลห้านั้น คุณก็จะเป็นคนดี (แต่กิเลส ราคะ ตัณหา หรือบาปกำเนิด ของคุณก็ยังไม่หมดไป) แต่ถ้าคุณฝ่าฝืนศีลห้า คุณก็จะเป็นคนไม่ดี เป็นคนชั่ว ซึ่งคนไทยพุทธ (เก่า) จะบอกว่า คุณ (และผม) เป็นคนบาป ความจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะคนไทยพุทธ (เก่า) เข้าใจ และสอนกันว่า “ถ้าทำผิด ฝ่าฝืนบทบัญญัติ ฝ่าฝืนศีลห้า จึงเป็น “บาป” ถ้าไม่ฝ่าฝืนก็ไม่บาป

การทำผิด ฝ่าฝืนศีลห้าเป็นบาป

ดังนั้นเราจึงได้ยินอยู่เสมอว่า “ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต” เป็นบาป “ลักขโมยทรัพย์สมบัติ โกงเอาของๆคนอื่นมาเป็นของตน” เป็นบาป ผิดผัวผิดเมียคนอื่น เป็นบาป โกหกพกลม เป็นบาป และดื่มสุราก็เป็นบาป ถ้าไม่ทำ ก็ไม่บาป ถ้ารักษาศีลได้ก็ไม่เป็นบาป

ความเข้าใจเรื่องบาประหว่างพุทธ (เก่า) และพุทธ (ใหม่)

แสดงว่า คนไทยพุทธ (เก่า) และคนไทยพุทธ (ใหม่) เข้าใจ “ความบาป” ไม่เหมือนกัน บาปของคนไทยพุทธ (เก่า) คือการทำผิด การฝ่าฝืน บทบัญญัติ การฝ่าฝืนศีลห้า แต่บาปของคนไทยพุทธ (ใหม่) คือ การเกิดมาเป็นมนุษย์ ยังไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องฝ่าฝืนศีลห้า ไม่ต้องฝ่าฝืนบทบัญญัติอะไร ก็เป็นคนบาปแล้ว เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ก็มีบาปแล้ว นั่นคือ “การเห็นแก่ตัว อยากเป็นใหญ่ อยากเป็นคนสำคัญ ปฏิเสธพระเจ้า ไม่ยอมกลับหันหลังไปพึ่งพระเจ้า” สิ่งเหล่านี้ ชาวไทยพุทธ (เก่า) ไม่เรียกว่า “บาป” แต่เรียกว่า “กิเลส ราคะ ตัณหา” ซึ่งก็คือบาปในความเข้าใจของคนไทยพุทธ (ใหม่)นั่นเอง

ดังนั้น เราจึงต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า การมีกิเลศ ราคะ ตัณหา” ชีวิตมีทุกข์ การเวียนว่ายตายเกิด ชีวิตนี้เกิดมาพร้อมกับ ทุกขฺ อนิจจฺ อนตฺตา คือ ชีวิตนี้เป็นทุกข์ และเป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง ไม่ยังยืน และไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู-ของกู เกิดขึ้นมาสักพักหนึ่งก็ดับ หรือตายไปแล้ว สิ่งเหล่านี้แหละ คือ “บาป” ตามความหมายของคนไทยพุทธ (ใหม่)

ฉะนั้น เมื่อเราเกิดมาเป็นคน เราจึงมีบาปกำเนิด มีทุกข์ มีความเสื่อม เพราะชีวิตเป็น ทุกขฺ อนิจจฺ อนตฺตา ร่างกายเป็นอนิจจัง และในที่สุดก็จะตายไป เพราะไม่มีตัวตน พระพุทธองค์สอนว่า อย่าไปยึดติดเลย ให้ปล่อยวาง และรู้ทัน เราก็จะสามารถที่ขจัดความบาปที่เรามีนี้ได้

ปัญหาของมนุษย์

แต่ปัญหาของมนุษย์คือ ไม่มีศักยภาพพอที่จะทำตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ไม่สามารถที่จะทำตามศีลห้าได้ บางทีอาจจะทำได้ข้อหนึ่ง หรือสองข้อ หรือทำไม่ได้เลย การกระทำตามศีลห้านี้จะต้องทำให้ครบถ้วน ทำให้เป็นประจำ ทำตลอดเวลา เมื่อใดก็ตาม ที่เราฝ่าฝืน ก็แสดงว่า เราเป็นคนบาปแล้ว (ตามศาสนาพุทธเก่า)

ทางออกของคนที่ถือพุทธเก่า

เพราะเหตุนี้เอง ผู้ที่ยึดถือว่าจะต้องรักษาศีลห้า เพื่อจะได้หลุดพ้น เพื่อจะได้เป็นคนบุญ จึงสอนว่า “ขอให้ทำขอให้รักษาศีลห้า ทำได้เท่ากับ “ช้างแกว่งหู งูแลบลิ้น” ก็ได้บุญแล้ว ก็เป็นคนดีแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง จะทำได้มากกว่านั้น ก็ไม่สามารถที่จะลบ บาปกำเนิด หรือ กิเลส ราคะ ตัณหาที่มีอยู่ในเนื้อหนังร่างกายของเราได้

ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะทำอย่างไร ทางออกของศาสนาพุทธ (เก่า) ก็คือ ต้องปฏิบัติ ต้องกระทำ ต้องถือศีลภาวนา ต้องรู้ทันตัวเอง ประพฤติปฏิบัติไปเรื่อยๆ หวังว่า สักวันหนึ่ง จะสามารถทำตามศีลห้า (หรือศีลอื่นๆได้) และก็จะได้ไปสวรรค์ หรือไปนิพพาน ชีวิตก็จะพ้นทุกข์

ทางออกของคนที่ถือพุทธใหม่

แต่ทางออกของพุทธ (ใหม่) ไม่เป็นเช่นนั้น ทางออกของชาวพุทธ (ใหม่) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า เพราะมนุษย์เป็นคนบาป (มีบาปกำเนิด) มีกิเลส ราคะ ตัณหา ชีวิตวนเวียนอยู่กับการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่สามารถทำตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสมณะโคดมได้

พระเจ้าจึงได้ทำความหลุดพ้นให้กับมนุษย์ โดยได้ทำพันธสัญญาไว้กับ “อับราฮัม” ว่าพระองค์จะส่งให้ผู้หนึ่งมาเกิดในตระกูลของเขา เพื่อจะมาเป็น “ผู้ไถ่บาป” (ทั้งที่เป็นบาปกำเนิด กิเลส ราคะ ตัณหา หรือบาปที่เกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนบทบัญญัติ หรือศีลห้า) (คำสอนนี้ไม่มีอยู่ในศาสนาพุทธเก่า) ผู้ที่จะมาเกิดนั้น คือ “พระมาซีอะห์ (Mashiah) ในศาสนายูดาย หรือ พระศรีอาริย เมตไตรย ในศาสนาพุทธ (เก่า)

แผนการของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้น

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของของพวกอิสราเอล พระเจ้าก็เปิดเผยให้เห็นทีละเล็กละน้อยถึงการไถ่บาป พระองค์ยอมให้มีการบูชาไถ่บาป โดยใช้แกะเป็นเครื่องบูชา ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่อ้างถึงพระผู้ไถ่ที่จะมาเกิดในอนาคต ในที่สุด พระผู้ไถ่ หรือพระมาซีอะห์ (หรือพระศรีอาริย์ เมตไตรย) ก็ลงมาเกิดตามพระสัญญา มาเกิดเป็น “พระเยซู” ผู้เป็นพระสัญญาของพระเจ้า ผู้เป็นพระคริสต์ของชาวกรีก เป็นพระมาซีอะห์ของชาวฮีบรู หรือเป็น “พระศรีอาริย เมตไตรย” ของชาวไทยพุทธเก่า

การกระทำของพระเจ้าเพื่อมนุษย์

เมื่อพระองค์มาเกิดแล้ว พระองค์ได้มาทำแทนมนุษย์ชาติ ประการแรกที่พระองค์ทำ คือ การทำตามธรรมบัญญัติ (ซึ่งหมายถึงศีลห้า ศีลสิบ หรือบทบัญญัติอื่น รวมทั้งข้อความในพระคัมภีร์หมวดธรรมบัญญัติของยิว และหนังสือพระคัมภีร์ทั้งเล่ม) แสดงว่า คำสอนที่ว่า จงกระทำตามศีลห้า (และศีลอื่นๆ) เพื่อจะได้หลุดพ้น เพื่อจะได้เป็นคนดีนั้น พระเยซูได้กระทำแล้วอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เหตุที่พระองค์ทำได้ เพราะพระองค์ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นพระเจ้า เป็นผู้ที่มีศักยภาพที่จะทำได้

พระองค์เป็นพระเจ้าในรูปแบบที่ไม่เป็นบุคคล คือเป็น “พระธรรม (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “พระวาทะ”) ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นสง่าราศีของพระองค์ คือสง่าราศีอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา” (ยน 1:14)

เมื่อพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว พระองค์ไม่ได้มาลายธรรมบัญญัติ หรือศีลต่างๆ แต่มาทำให้สมบูรณ์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า “อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะทำลายธรรมบัญญัติหรือคำของคนทรงของพระเจ้าเสีย เรามิได้มาเพื่อจะทำลาย แต่มาเพื่อจะให้สำเร็จ เพราะเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถึงฟ้าและดินจะล่วงไป แม้อักษรหนึ่งหรือจุดๆหนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าจะสำเร็จทั้งสิ้น เหตุฉะนั้น ผู้ใดได้ทำให้ข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่งในพระบัญญัตินี้เบาลง ทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย ผู้นั้นจะได้ชื่อว่า เป็นผู้น้อยที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามพระบัญญัติ ผู้นั้นจะได้ชื่อว่า เป็นใหญ่ในอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าบุญของท่านไม่ยิ่งกว่าบุญของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้” (มธ 5:17-19)

นอกจากพระองค์จะมาทำตามศีลห้า มาทำตามบทบัญญัติต่างๆ แล้ว พระองค์ยังมาตายเพื่อไถ่บาปด้วย เพราะความบาป (ที่เป็นบาปกำเนิด เป็นกิเลส ราคะ ตัณหา ฯลฯ) นั้นไม่มีทางหมดไปด้วยการประพฤติของคน พระเจ้าในพระเยซู จึงได้มาทำแทน มาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป เพราะว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย (ทั้งทางฝ่ายร่างกาย และจิตวิญญาณ) แต่ของประทานของพระเจ้าคือชีวิตเข้าสู่นิพพาน ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (รม 6:23)

ผู้ที่จะไถ่บาป และผู้ที่จะรับการไถ่บาป

ในการไถ่บาปนั้น ต้องไถ่กับพระเจ้า เพราะมนุษย์มาจากพระเจ้า เป็นหนี้ความบาป และความตายอยู่กับพระเจ้า จะต้องมีการไถ่ หรือการใช้หนี้ ความตาย (ของมนุษย์) จะต้องไถ่ด้วยความตายของพระเจ้า (ในพระเยซู) มนุษย์ไม่มีศักยภาพพอที่จะไถ่ตัวเองได้ เพราะถ้าทำเช่นนั้น มนุษย์จะต้องตกนรกตลอดไปเป็นนิตย์ แต่พระเจ้าในพระเยซู พระองค์มาตาย และตกนรกแทนมนุษย์ในสามวันที่พระองค์ตายนั้น

หลังจากนั้น พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย มีร่างกายใหม่ เป็นร่างกายที่ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ “ทุกขฺ อนิจจฺ อนตฺตา แต่เป็นร่างกายที่ “สุขฺ นิจจฺ อตฺตา คือ จะเป็นเหมือนร่างกายของอาดัมก่อนที่จะล้มลงในความบาป และจะมีความสัมพันธ์กับพระองค์ อยู่กับพระองค์ตลอดไป เป็นร่างกายหรือชีวิตที่เข้าสู่นิพพาน คือจะไม่มี บาป (ไม่ว่าจะเป็นบาปกำเนิด) ไม่มีกิเลส ราคะ ตัณหา อีกเลย

หนทางที่จะหลุดพ้นของคนที่เป็นพุทธ (ใหม่)

กล่าวโดยสรุปคือ เพราะคุณ (และผม) เป็นคนบาป (มีบาปกำเนิด มีกิเลส ราคะ ตัณหา) ไม่สามารถที่จะพ้นบาปได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะทำอย่างไร จะพยายามอย่างไร จะถือศีล หรือบวชเป็นสมณะ ก็ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นจากบาป ไม่สามารถจะหลุดพ้นจาก กิเลส ราคะ ตัณหานี้ได้ ดังนั้นพระเจ้า จึงได้มาทำแทน มาทำตามธรรมบัญญัติ มาตาย และเป็นขึ้นจากความตายแทนเรา ถ้าคุณ (และผม) อยากจะพ้นบาป คุณจะต้องมาพึ่งพระองค์ เชื่อวางใจในพระองค์ แล้วคุณ (และผม) ก็จะหลุดพ้นได้ นี่คือคำตอบที่ว่า ทำไมคุณจึงต้องเชื่อพึ่งพระเยซูคริสต์

ขอย้ำอีกว่า การเชื่อในพระเยซูนี้ เป็นการเปลี่ยนศาสนาไหม? คำตอบก็คือ ไม่ใช่การเปลี่ยนศาสนา คุณไม่ต้องนับถือศาสนาคริสต์ (รูปแบบ วัฒธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักรตะวันตก) คุณเพียงแต่เชื่อพึ่งอาศัย วางใจในการกระทำของพระเยซูเพื่อคุณเท่านั้นเป็นพอ

เชื่อพระเยซูไม่ใช่การเปลี่ยนศาสนา แต่เป็นการเปลี่ยนที่พึ่ง

คุณยังเป็นคนไทยพุทธเหมือนเดิม ภายนอกคุณเป็นพุทธ คือยังใช้รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย แต่ภายในคุณเปลี่ยนแปลงใหม่ คือไม่พึ่งอาศัยในตนเองอีกต่อไป แต่เชื่อพระเยซู การเชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูนี้ ไม่ใช่การเปลี่ยนศาสนา แต่เป็น “การเปลี่ยนที่พึ่ง” แต่ก่อนนั้นเมื่อครั้งที่คุณยังเป็นพุทธ (เก่า) อยู่นั้น คุณพึ่งในตนเอง พึ่งในความสามารถของตนเอง ทำดีเอง ถือศาสนาด้วยตนเอง เพื่อจะหลุดพ้น และคุณ (และผม) ก็รู้ว่า ทางนั้นตัน ไปไม่ได้ เพราะคุณ (และผม) เป็นมนุษย์ ไม่มีศักยภาพพอที่จะทำตามพอที่จะหลุดพ้นได้

ดังนั้นพระเจ้าในพระเยซู จึงได้มาทำแทนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และตอนนี้ คุณ (และผม) ได้ย้ายที่พึ่ง (ไม่ใช่เปลี่ยนศาสนา) จากการพึ่งตนเอง มาพึ่งพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ภายนอกของคุณยังเป็น รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยอยู่ แต่จิตใจของคุณ ได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้ว คือคือพึ่งพระเจ้า ในพระเยซู

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ตอบคำถามของคุณ (และผม) แล้วใช่ไหมล่ะว่า ทำไมคุณ (และผม) ที่เป็นพุทธ (เก่า) จึงต้องมาเป็นพุทธ (ใหม่) เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซู หวังว่าที่บรรยายมาอย่างยืดยาวนี้ จะตอบคำถามของคุณได้บ้าง

ท้ายที่สุด โดยการเชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูเท่านั้นที่เราจะหลุดพ้นได้ หากคุณต้องการให้พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้หลุดพ้น และต้องการให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ ขอให้คุณสวดอ้อนวอน หรือพูดกับพระเจ้า จะออกเสียงหรือพูดในใจก็ได้ แล้วบอกพระองค์ว่าคุณต้องการรับความหลุดพ้นโดยทางพระเยซู

ตัวอย่างการสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง ที่คุณจะสวดอ้อนวอน หรือพูดกับพระเจ้า: “สาธุพระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงรักลูก ขอบคุณพระองค์สำหรับการเสียสละพระองค์เองเพื่อลูก ขอบคุณที่พระองค์สำหรับการให้อภัยและประทานความหลุดพ้นให้ ลูกขอรับของขวัญแห่งความหลุดพ้นโดยทางพระเยซู ลูกขอต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้หลุดพ้นของลูกตลอดไป ลูกขอสวดอ้อนวอนในนามพระเยซูคริสต์เจ้า สาธุ”

ถ้าคุณได้สวดอ้อนวอนตามนี้แล้ว คุณก็ได้เชื่อพึ่งอาศัยพระเจ้า คุณได้เป็นลูกของพระองค์ ได้รับการชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 และจะเข้าร่างกายใหม่ เข้าสู่สวรรค์ เข้าสู่นิพพาน ในความหลุดพ้นขั้นที่ 3 นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสที่ 29 พฤษภาคม 2012 เวลา 19:10 น.


 


 

แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2012 เวลา 12:43 น.)

 
ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บนี้ เพื่อรับข่าวสารดีๆจากเรา

 

มานาประจำวัน เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า บทความดีๆ คำเทศนา
ไทยคริสเตียน ศูนย์รวมเว็บศาสนาคริสต์

 

ข่าวอัพเดทใหม่วันนี้.. Latest News














คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?