gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.
  • 1.jpg
  • 2.jpg
  • 3.jpg
  • 4.jpg
  • 5.jpg
  • 6.png
  • 7.jpg
  • 8.jpg
  • 9.jpg
  • 10.jpg
  • 11.jpg
  • 12.jpg
  • 13.jpg
  • 14.jpg
  • 15.jpg
  • 16.jpg
  • 17.jpg
  • 18.jpg
  • 19.png

10.พระเจ้าเรียกคุณนะ

พระเจ้าเรียกคุณนะ

พระเจ้าองค์ไหนล่ะ

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเปลี่ยนศาสนาไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเป็นคริสเตียนไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องนับถือศาสนาคริสต์ไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ไหม?

เชื่อพระเจ้าแล้วได้รับความหลุดพ้นจากบาปกรรม

เชื่อพระเจ้าแล้วได้เป็นลูกของพระองค์ คือเป็นคนบุญในร่างของคนบาป

เชื่อพระเจ้าแล้วได้รับการคืนดีกับพระเจ้า มีความสุขในพระองค์

เชื่อพระเจ้าแล้วได้เข้าสู่นิพพาน

 

พระเจ้าเรียกคุณนะ

พระเจ้าองค์ไหนล่ะ

คุณผู้อ่านที่รักและเคารพ (คุณจะเป็นใคร อยู่ในวัยไหน เพศอะไร หรืออยู่ในฐานะอะไรก็ตาม) ได้โปรด! อย่าเพิ่งวางบทความนี้ลง ขอให้อ่านก่อนนะ ไม่มากนักหรอก เราอยากจะบอกคุณว่า พระเจ้าเรียกคุณนะ คุณคงมีคำถามว่า “พระเจ้าองค์ไหนล่ะ พระเจ้าในศาสนาไหน” พระเจ้าในศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม หรือศาสนายูดาย ฯลฯ” คุณอาจจะมีคำถามอีกว่า “เอ๊ะ ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้านี่ พระเจ้ามีแต่ในศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนายูดาย ฯลฯ ไม่ใช่หรือ?” คำตอบก็คือ ในศาสนาพุทธก็มีพระเจ้าเหมือนกัน แต่เรียกว่า “พระธรรม” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ตถาคต” (หมายถึงพระองค์เอง) จะเกิดหรือไม่เกิดก็ตาม พระธรรมมีอยู่แล้ว และพระธรรมนั่นแหละคือพระเจ้า พระองค์เป็นพระเจ้าในศาสนาเหล่านี้นี่แหละ พระองค์เป็นพระเจ้าองค์เดียว เป็นพระเจ้าที่ใช้คนเป็นรูปแบบ(Model)ในการอธิบายพระองค์ พระองค์เคยสำแดงกับมนุษย์แล้วในหลายสถานการณ์ พระองค์เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่มีชีวิตทั้งมวล โลกนี้และจักรวาลเกิดขึ้นจากการทรงสร้างของพระองค์ มนุษย์เราก็มาจากการทรงสร้างของพระเจ้าด้วย ถ้าจะพูดในแง่ของพระพุทธศาสนาก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจาก “พระธรรม” ที่ว่าพระองค์เป็น “กฎธรรมชาติ” กฎธรรมชาติเป็นผู้กำหนด และเป็นผู้สร้างไว้ กฎธรรมชาตินี้เป็นพระเจ้าที่ไม่เป็นบุคคล แต่พระเจ้าผู้เป็นบุคคลเป็นผู้ที่สร้างกฎธรรมชาตินั้นขึ้นมา

พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์

พระองค์สร้างมนุษย์ขึ้นมา ตอนแรกมนุษย์ปราศจาก กิเลศ-ตัณหา (ยังไม่มี ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ) ซึ่งบางที่เรียกว่าบาปกรรมหรือเวรกรรม ตอนนั้นมนุษย์เป็นเพื่อนกับพระเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างลึกซึ้ง ในฐานะผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง ในการสร้างมนุษย์นั้น พระองค์ไม่ได้สร้างให้เขาเป็นเหมือนตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์ แต่พระองค์ให้เขามีอิสระ เสรีภาพที่จะเลือกพึ่งพาในพระองค์หรือพึ่งพาในตัวเอง โดยพระองค์มีเงื่อนไขกับเขาว่า ภายในสวนสวรรค์ที่พระองค์มอบให้แก่เขานั้น มี“ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว”ต้นหนึ่ง พระองค์ห้ามไม่ให้เขากิน ถ้าเขาฝ่าฝืนวันใด เขาจะต้องตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ เขาจะกลายเป็นศัตรูกับพระเจ้า และขาดจากความสัมพันธ์อันดีกับพระองค์ เขาจะมีบาปกรรม เวรกรรม (กิเลส ราคะ ตัณหา) ติดตัวไปชั่วลูกชั่วหลาน (ปฐมกาล 2:15-16)

มนุษย์แยกทางจากพระเจ้า

มนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น (ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา) ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ กินผลไม้นั้น เขาจึงกลายเป็นศัตรูกับพระเจ้า และพบกับความตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ มีบาปกรรม เวรกรรมในเนื้อหนังร่างกาย ตั้งแต่นั้นมามนุษย์จึงตกอยู่ภายใต้กิเลส-ตัณหา (มีราคะ โลภะ โทสะ โมหะ) เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ยึดตัวเองเป็นที่พึ่ง ยึดตัวเองเป็นใหญ่ ยึดว่ามีตัวกู-ของกู ไม่ยอมกลับไปพึ่งพระองค์ผู้ทรงสร้างเขามาแต่แรก

วันเวลาล่วงเลยผ่านมา ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ห่างเหินออกไปทุกที แต่จิตสำนึกของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ยังโหยหา และแสวงหาพระเจ้า เราจะเห็นได้จากการที่มนุษย์พยายามสร้างพระเจ้าขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูปเคารพ (ที่เป็นรูปมนุษย์หรือรูปสัตว์) หรือเทพเจ้า เทวดาอารักษ์ หรือบางที่ก็เรียกว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” สิ่งเหล่านี้แหละสะท้อนให้เห็นว่าจิตสำนึกของมนุษย์ยังต้องการพระเจ้าและแสวงหาพระองค์อยู่

พระเจ้าเตรียมแผนการที่จะให้มนุษย์คืนดีกับพระองค์

ส่วนพระเจ้าองค์แท้จริงที่ภาษาบาลีเรียกพระองค์ว่าพระธรรม และภาษาฮีบรูเรียกพระองค์ว่า “พระเยโฮวาห์” ที่เป็นผู้สร้าง “กฎธรรมชาติ” เป็นผู้ที่สร้างมนุษย์มานั้น พระองค์ไม่เคยลืมมนุษย์ พระองค์ยังรักและเป็นห่วงเขา หาทางที่จะนำเขาให้หันกลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระองค์ได้เรียกชายคนหนึ่งคือ “อับราฮัม” (เป็นต้นตระกูลแห่งชนชาติอิสราเอล) และทำพันธสัญญากับเขาว่าพระองค์จะให้มีผู้มาเกิดในเผ่าพันธุ์ของเขา และผู้นั้นจะผู้มาตายไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์ชาติ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอล ได้มีคำทำนายเอาไว้ว่า พระเจ้าจะให้มีผู้ลงมาเกิดเพื่อไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์ในชนชาติของเขา ภาษากรีกเรียกผู้นั้นว่า “พระคริสต์” (Christos) ภาษาฮีบรูเรียกว่า “มาซีอาห์” (Messiah) ภาษาบาลีเขียนว่า “เมตฺเตยฺย” (Metteyya) อ่านว่า เมตฺเตย (Metteya) ส่วนภาษาสันสกฤตว่า  “เมตฺเตย” (Mettraiya)

คำทำนายผญาภาษิตอีสานเกี่ยวกับพระศรีอาริย์

ในพระพุทธศาสนานั้น ขณะนี้อยู่ใน “ภัทรกัป” มีพระพุทธเจ้าอยู่ 5 พระองค์ คือ พระกุกุสันโธ พระโกณา คมโน พระกัสสโป พระโคตโม ทั้งสามพระองค์นั้นผ่านไปแล้ว ในปัจจุบันนี้อยู่ในสมัยของพระโคตโม หรือ “พระโคดม” เป็นปีที่อยู่ในระยะกึ่งพุทธกาล คือ 2500 ปี และกำลังรอคอยผู้ที่จะมาไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์คือ “พระศรีอาริยเมตตรัยโย” เกี่ยวกับการมาตรัสหรือมาเกิดของพระองค์นั้น มีคำผญา-ภาษิตอีสานว่า เมื่อพระศรีอาริย์มาถึงแล้วจะเป็นดังต่อไปนี้

-ถนนหนทางสิเป็นตาหมากหาบ แผ่นดินสิฮาบคือหน้ากลองชัย (หมากหาบ=ตาราง, ฮาบ=ราบ) (ความหมายคือทุกคนจะเท่าเทียมกัน)

-ม้าสิโป่งเขา เสาสิออกดอก (ม้าโป่งเขา=ม้ามีเขา) (ม้ามีเขาคือ มอเตอร์ไซด์ เสาออกดอกคือ เสาไฟฟ้า มีไฟเวลากลางคืน)

-คนขี้ไฮ้สิได้เกิดเป็นดี ขี้ซีสิเซาเป็นกระบองไต้ ไง้นำกกเสา ไฟลุกพรึบ (คนขี้ไฮ้=คนไม่ดี คนบาป,ขี้ซี=น้ำมันยางนา,เซา=หยุด เลิก, กระบองไต้=คบเพลิง,ไง้=เปิด,กกเสา=ต้นเสา) (ความหมายคือ ทุกข์ไม่ดี คนบาป คนยากคนจน จะได้เป็นคนดี ขี้ไต้จะไม่นำมาใช้งานอีก เวลาเราเปิดปลั๊กไฟที่เสาไฟ ไฟก็จะลุกขึ้น)

-สงฆ์สิเป็นผู้ฮ้ายขายฮูปฮอยพระองค์ สงฆ์บ่มีวินัยไพร่เมืองบ่ยำย้าน มีแต่มหานั่นแหล่วสิล่อหลอกกินกัน เอาสวรรค์มาขายหลอกคนให้หลงเซ่อ ไผละเมอนำคำเว้าของมหาสิถืกหลอก เขาสิบอกให้เจ้าเอาเงินให้แก่เขา (ฮูปฮอย=รูปภาพ,บ่ยำย้าน=ไม่เกรงกลัว,คำเว้า=คำพูด,ถืก=ถูก)

-พระศรีอาริย์มาแล้วคนสิหน่ายแหนงซัง มวลคณาแนวเซื้อสหายเกลอรังเกียจ บังเบียดเจ้าซังแท้ผู้เดียว พระบาทเจ้าใจซื่อถือศีล ยินดีกับฝูงชนหมู่แหนแสนตื้อ ไผดึงดื้อหัวแข็งตาบอด เจ้าสิจอดแอ้งแม้งตายแท้แน่นอน (แนวเชื้อ=เชื้อสาย)

-พระศรีอาริย์มาแล้วหัวดำสิออกก่อน หัวด่อนสินำหลัง (ดูภาพนายก และร.ม.ต.มหาดไทยจะเห็นภาพได้) ไผมีหูจงฟังแล้วฮิ่นตรองเอาไว้ ในตอนนั้นคนหัวขาวแข้วหล่อน เขาสิห้อยอ้อนต้อนนำก้นหนุ่มสาว ฟังดี ๆ เด้อเจ้าชาวโลกโลกา พระศรีอาริย์ลงมาเมื่อเถิงเวลานั้น (หัวด่อน=หัวขาวหรือผมหงอก,ฮิ่นตรอง=พิจารณา,แข้วหล่อน=ฟันหัก)

-ฮอดบ่อนบั้น สมัยเกิ่งศาสนาพุทธ มนุษย์ในแดนดินสิป่วงวินเป็นบ้า อันว่าโลกากว้างเกิดสงครามม้างมุ่น ไผมีบุญจั่งสิพ้อ เห็นหน้าพระศรีฯ (เกิ่ง=กึ่ง,ป่วงวิน=งุนงุง)

-นับแต่สองพันห้า เทวดาองค์ใหม่ ยาฮากไม้กินได้กะบ่ดี (ยากฮากไม้=ยาสมุนไพรที่ทำจากรากไม้)

-เมื่อฮอดสองพันห้า โลกาสิไหวหวั่น โลกสิปี้น เมืองบ้านสิหล่มหลวง อันว่าโลกากว้าง สิมีภัยทุกหนแห่ง เพิ่นแสดงไว้แล้ว เป็นจริงแท้แน่นอน (ปิ้น= พลิกคว่ำ,หล่มหลวง=ล่มสลาย)

-เมื่อฮอดสองพันห้าเขิงคำสิมาฮ่อน ไผผู้เหลืออยู่ค้างได้ไปแท้สู่นิพพาน ฟังดี ๆ เด้อท่านผู้ถือศาสนาพุทธ ผู้มาฉุดมาดึงแม่นพระศรีอารยิ์เจ้า ขอให้ชาวไทยเชื้อทั้งหลายให้คิดฮ่ำ คันเขิงคำฮ่อนเจ้าได้ไปแท้สู่นิพพาน (เขิง=ภาชนะที่ร่อนรำที่ได้จากการตำข้าว,คำ มีความหมาย 2 อย่างคือ พระคำ หรือธรรมะ และ ทองคำ,ฮ่อน=ร่อน,)

-เมื่อฮอดสองพันห้าเพิ่นสิมาโลกลุ่ม สิมาตุ้มพี่น้องเข้าสามฮ่มโพธิ์ศรี ไผผู้มีใจคดสิบ่เห็นพระองค์เจ้า ไผผู้มีใจแจ้งถือศีลทุกเช้าค่ำ ยึดถือคำเพิ่นไว้ได้ไปแท้สู่ฮ่มโพธิ์”

พระเจ้ามาไถ่โทษแทนมนุษย์

พระเจ้าผู้ที่จะมาช่วยเหลือมนุษย์ ที่เรียกชื่อกันไปต่างๆกันนี้ พระองค์จะต้องมาเพื่อตายไถ่โทษบาปกรรมของมนุษย์ ฉะนั้นจึงมีคำถามว่า “ทำไมต้องมีการตายไถ่โทษบาป” คำตอบก็คือ เพราะว่ามนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า แยกทางจากพระองค์ เป็นศัตรูกับพระองค์ มีบาปกรรม (มีกิเลส ราคะ ตัณหา) เป็นหนี้ต่อพระองค์ เขาจะต้องใช้หนี้ด้วยความตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ เมื่อเป็นหนี้แล้วต้องใช้หนี้ ไม่ใช้หนี้ไม่ได้ เพราะไม่เป็นการยุติธรรม มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถที่จะตายไถ่โทษบาปได้ ในสมัยโบราณพระเจ้าให้ใช้แกะเป็นสัญลักษณ์ของการไถ่โทษบาป ต่อมาพระเจ้าจึงได้แบ่งภาค หรืออวตาร (Incarnation) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะตายไถ่โทษบาปแทนมนุษย์ทุกคน พระเจ้าเป็นเจ้าหนี้ มนุษย์เป็นลูกหนี้ จะต้องใช้หนี้ความตายต่อพระเจ้า พระองค์ไม่ประสงค์จะให้มนุษย์ทุกคนต้องตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ พระองค์จึงได้ลงมาตายแทนเขา จากพระธรรมผู้ที่เป็นพระเจ้า และเป็นผู้สร้างนั้น ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ คือ “พระเยซูผู้เป็นพระศรีอาริย์” (เรียกแบบกรีกว่า “พระเยซูคริสต์” เรียกแบบยิวว่า “พระเยซูมาไซอะ”) พระองค์ตายบนกางเขน มนุษย์เป็นผู้ประหารชีวิตของพระองค์ฝ่ายร่างกาย แต่พระเจ้าเป็นผู้ปรับโทษพระองค์ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ การตายของพระองค์จึงเป็นการตายใช้หนี้บาปกรรมของมวลมนุษย์ชาติ เมื่อพระเจ้าปรับโทษบาปกรรมของมนุษย์ในพระเยซูแล้ว พระองค์ก็ปลดปล่อยมวลมนุษย์ให้เป็นไท มนุษย์ทุกคนที่ “อยู่ในพระเยซู” จะเป็นคนบาปที่ไม่มีค่าของความบาปอีกต่อไป เพราะหนี้ที่มีอยู่นั้นได้รับการใช้หนี้แล้ว การกระทำของพระเจ้า “ในพระเยซู” นี้เรียกว่าพระคุณ (คือสิ่งที่เราไม่สมควรจะได้รับ)

ถามว่า “ค่าของความบาปของมนุษย์หายไปไหน” ตอบว่า “ค่าของบาปหรือการเป็นหนี้บาปได้รับการใช้หนี้แล้วโดยการตายของพระเยซู” (ผู้เป็นพระมาไซอะของชาวยิว เป็นพระคริสต์ของชาวกรีก และเป็นพระศรีอาริย์ของชาวไทย) ดังนั้น คนที่เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูจึงเป็น“คนบุญในร่างของคนบาป” คือยังเป็นคนที่อยู่ในร่างกายเดิม แต่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว คือเปลี่ยนแปลงค่านิยม เปลี่ยนแปลงที่พึ่งใหม่ แต่เดิมนั้นพึ่งในตนเอง แต่เมื่อเชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้าแล้ว เขาได้พึ่งในพระองค์ เขาได้ละทิ้งตัวกู-ของกู และยอมแบกกางเขนตามพระองค์ไป (ลูกา 9:23)

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเปลี่ยนศาสนาไหม?

คุณอาจจะถามว่า “แล้วผม (ฉัน) จะคืนดีกับพระเจ้าองค์นี้ได้อย่างไร” คำตอบก็คือ “เชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้า โดยยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี มีกิเลส-ตัณหา (มีราคะ โลภะ โทสะ โมหะ) ซึ่งก็คือเป็นคนมีบาปกรรม เป็นศัตรูกับพระเจ้า” เพราะว่า “ถ้าคุณจะรับด้วยปากของคุณว่า พระเยซูเป็นพระเจ้า และเชื่อใจจิตใจของคุณว่า พระเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย คุณจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหาต่างๆ ด้วยว่าความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่การเป็นคนบุญ (ไม่มีค่าจ้างของความบาปอีก) และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา ต่างๆ ” (โรม 10:9-10) คุณอาจจะมีคำถามต่อไปว่า “เชื่อในพระเยซูแล้ว เป็นการเข้าจารีตนับถือศาสนาคริสต์ไหม” คำตอบก็คือ “ไม่…คุณไม่ต้องนับถือศาสนาคริสต์” คุณยังเป็นคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ อยู่ในวัฒนธรรมของศาสนาพุทธเหมือนเดิม แต่คุณมอบจิตใจให้แก่พระเจ้า สวดอ้อนวอน (พูดกับพระเจ้า) ขอให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ แล้วคุณจะเป็นของพระองค์ หลุดพ้นจากบาปกรรม เวรกรรมต่างๆ มีความสัมพันธ์กับพระองค์ เป็นสหายของพระองค์อีกเหมือนบรรพบุรุษของเรา

เชื่อพระเจ้าแล้วต้องเป็นคริสเตียนไหม?

การเชื่อในพระเจ้านี้ คุณไม่จำเป็นต้องเป็น “คริสเตียน” หรือ “นับถือศาสนาคริสต์” และไม่ต้องไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ด้วย คุณยังเป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธ อยู่ในวัฒนธรรมของศาสนาพุทธเหมือนเดิม แต่เป็น “พุทธใหม่” คุณยังสามารถทำบุญ ตักบาตรให้พระสงฆ์ได้เหมือนเดิม แต่คุณต้องบอกตัวเอง (หรือบอกกับพระสงฆ์นั้น) ว่า ที่คุณทำบุญทำทาน ตักบาตรนั้น คุณไม่ได้ต้องการบุญ แต่เพราะคุณได้บุญแล้ว คุณได้เป็นคนที่ไม่มีค่าจ้างของความบาปอีกแล้ว คุณเป็นพุทธใหม่ เพราะว่าพุทธเก่านั้น การจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา หรือบาปกรรมต่างๆ คุณต้องหลุดพ้นด้วยตัวเอง ทำด้วยตัวเอง คุณก็รู้ว่า คุณไม่มีความสามารถที่จะทำตามพอที่จะหลุดพ้นได้ แต่พุทธใหม่นี้ คุณจะหลุดพ้นจากกิเลส ราคะ ตัณหา บาปกรรมต่างๆนานาด้วยบารมีของพระเยซูผู้เป็นพระศรีอาริย์ เมื่อคุณเป็นพุทธใหม่แล้ว คุณต้องศึกษาพระคัมภีร์ อ่านพระคัมภีร์ ถ้าอ่านไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่อง คุณต้องหาทางไปพบกับคนที่รู้เรื่อง ที่ไม่พยายามบังคับให้คุณเป็นคริสเตียน (คุณอาจจะเขียนอีเมล์ไปถามที่ banpote1947@gmail.com) แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก เพราะถ้าคุณอ่านพระคัมภีร์ไปเรื่อยๆ พระเจ้าผู้มีฤทธิ์อำนาจนั้นจะเปิดตาเปิดใจของคุณให้รู้เรื่องได้เอง

พระเจ้าเข้ามาอยู่ในจิตใจคุณแล้วหรือยัง

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณได้ยินเสียงของพระองค์ที่เรียกร้องอยู่ในจิตใจของคุณหรือยัง ถ้ายัง ลองคิดทบทวนอีกที อย่าลืมสวดอ้อนวอน (พูดกับพระองค์) ขอให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ สารภาพต่อพระองค์ว่า คุณเป็นคนที่มีกิเลส ราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือเป็นคนมีบาปกรรม เป็นศัตรูกับพระเจ้า แล้วพระองค์จะอภัยบาปกรรมเหล่านั้นให้กับคุณ ตามที่พระองค์กล่าวไว้ในพระคำของพระองค์ว่า “ถ้าใครก็ตามสารภาพบาปกรรมของเขา พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม จะทรงชำระล้างเขาให้พ้นจากบาปกรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:9)

เชื่อพระเจ้าแล้วได้รับความหลุดพ้น

อย่าลืมว่า ถ้าคุณได้ยินเสียงของพระเจ้าแล้ว และยอมรับพระองค์ ยอมให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ แสดงว่าคุณเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นคนที่มีชีวิตใหม่แล้ว คุณได้กลับไปมีความสัมพันธ์กับพระองค์ดังเดิมเหมือนบรรพบุรุษของเรา ดังที่พระองค์กล่าวไว้ในพระคำของพระองค์ว่า “ใครก็ตามที่ต้อนรับพระองค์ เชื่อพึ่งอาศัยในนามของพระองค์ พระองค์ก็จะมอบสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้าได้ ซึ่งฐานะนั้นเป็นผู้ที่ไม่ได้เกิดจากเลือดเนื้อ หรือกาม หรือความประสงค์ของมนุษย์ แต่เกิดจากพระเจ้า” (ยอห์น 1:12-13) นอกจากจะได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว คุณยังได้หลุดพ้นบาปกรรมต่างๆนานา หลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด หลุดพ้นจากความทุกข์ที่สุมหัวใจของคุณอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หลุดพ้นจากการถูกลงโทษจากการทำผิดศีลห้า หลุดพ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ผูกมัด กักขังหัวใจของคุณ นั่นก็หมายความว่าค่าของความบาปได้รับการใช้หนี้แล้ว กิเลศ ราคะ ตัณหาของคุณได้รับการดับลงโดยพระคุณของพระเจ้าแล้ว บัดนี้ได้คุณได้เข้าสู่นิพพานแล้ว คือกิเลส ราคะ ตัณหาจะไม่เผาผลาญคุณอีกต่อไป

เป็นยังไงล่ะ เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณยังจะลังเลอะไรอีกล่ะ เมื่อได้ยินเสียงของพระเจ้าแล้ว ก็ให้รีบเปิดใจให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณ ยอมสารภาพว่าคุณเป็นคนที่มีกิเลศ ราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือเป็นคนที่มีบาปกรรมนั่นแหละ เมื่อคุณทำเช่นนี้ คุณก็จะกลายเป็น “คนบุญในร่างของคนบาป” ไม่ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมล่ะ พระเจ้าเรียกคุณแล้ว เปิดใจให้พระองค์เข้ามาอยู่ในจิตใจของคุณเถอะ อย่าลังเลเลย ถ้าคุณยังสวดอ้อนวอน (พูดกับพระเจ้า) ไม่เป็น ลองสวดตามตัวอย่างต่อไปนี้ก็ได้นะ

ตัวอย่างของคำสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า

“สาธุ สาธุ สาธุ    พระเจ้า ผู้เป็นพระธรรม    พระองค์เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง   พระองค์เป็นผู้สร้างโลกนี้ขึ้นมา ลูกนี้เป็นคนที่มีความทุกข์ระทมขมใจ มีกิเลส ราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือเป็นคนที่มีบาปกรรม ลูกไม่สามารถหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวของลูกเอง ไม่ว่าลูกจะพยายามทำตามคำสอน รักษาศีลห้า ลูกก็ไม่สามารถทำตามให้ครบถ้วนได้ ดังนั้นลูกจึงขอพึ่งพระองค์ ขอให้พระองค์อภัยโทษ อภัยในบาปกรรมของลูกที่เกิดขึ้น ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจในทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ด้วยเถิด ลูกอ้อนวอนขอในนามของพระเยซูผู้เป็นพระศรีอาริย์ สาธุ”

นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คุณได้เป็นลูกชาย-หญิงของพระเจ้าแล้ว “เป็นคนบุญในร่างของคนบาป” เป็นคนที่มีพระธรรมของพระเจ้าเข้ามาอยู่ในจิตใจ ดีไหมล่ะ คุณไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องไปโบสถ์ ไม่ต้องออกบวช ไม่ต้องพยายามรักษาศีลห้า ไม่ต้องทำบุญเพื่อจะได้ความหลุดพ้น คุณก็มีพระธรรมของพระเจ้ามาอยู่ในจิตใจของคุณได้ อย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเพราะพระเจ้า พระองค์เป็นผู้กระทำ ไม่ใช่คุณเป็นผู้กระทำ คุณเพียงแต่ “รับด้วยปากของคุณว่า พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจของคุณว่าพระเจ้าได้บันดาลให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย คุณก็จะหลุดพ้น จากกิเลส ราคะ ตัณหา ซึ่งเป็นความบาปต่างๆ นั้น ด้วยว่า ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่การเป็นคนบุญ และการยอมรับความจริงของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความหลุดพ้น” (รม 10:9-10) ดีไหมล่ะ ง่ายกว่าที่คิดใช่ไหมล่ะ

ตั้งแต่นี้ไป คุณได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว มีความสัมพันธ์กับพระองค์แล้ว หลุดพ้นจากบาปกรรม เวรกรรมทุกอย่างแล้ว มีชีวิตใหม่แล้ว อย่าลืมว่าคุณสามารถติดต่อกับพระองค์ได้เสมอ ถ้าคุณมีปัญหาหนักอกหนักใจอะไร ก็ให้สวดอ้อนวอน (พูดกับพระองค์) ต่อพระองค์ได้ทุกเวลา แล้วพระองค์ก็จะตอบสนองคำขอของคุณตามใจของพระองค์   

สนใจอยากรู้จักพระเจ้ามากขึ้น ติดต่อ  www.zionbangkok.org


 

แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2012 เวลา 12:44 น.)

 
ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บนี้ เพื่อรับข่าวสารดีๆจากเรา

 

มานาประจำวัน เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า บทความดีๆ คำเทศนา
ไทยคริสเตียน ศูนย์รวมเว็บศาสนาคริสต์

 

ข่าวอัพเดทใหม่วันนี้.. Latest News














คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?