gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.
  • 1.jpg
  • 2.jpg
  • 3.jpg
  • 4.jpg
  • 5.jpg
  • 6.png
  • 7.jpg
  • 8.jpg
  • 9.jpg
  • 10.jpg
  • 11.jpg
  • 12.jpg
  • 13.jpg
  • 14.jpg
  • 15.jpg
  • 16.jpg
  • 17.jpg
  • 18.jpg
  • 19.png

9.เรื่อง ความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (ตอน 1/1) (Sanctification) เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์

เรื่อง ความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (ตอน 1/1) (Sanctification)

เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์

เขียนโดยบรรพต เวชกามา (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

วันพุธที่ 29 เมษายน 2012 เวลา 11:25 น.


เกี่ยวกับความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ที่เราถูกชำระให้บริสุทธิ์ในนี้ พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “การชำระให้บริสุทธิ์”เท่านั้น ไม่มีคำว่า “ความหลุดพ้นขั้นที่ 2” แต่ตามความเป็นจริงแล้ว การชำระให้บริสุทธิ์นี้ เป็นขบวนการต่อเนื่องจากความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) ที่พระเจ้าชำระให้เราเป็นคนบุญ (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “คนชอบธรรม”) ดังนั้น ผู้ที่ได้รับการชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 แล้ว จะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ในขั้นที่ 2  (Sanctification) และในที่สุดจะได้ชีวิตเข้าสู่นิพาน (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “ชีวิตนิรันดร์”) ในความหลุดพ้นขั้นที่ 3 (Glorification) ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า

-แต่เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายพ้นจากการเป็นทาสของบาป และกลับมาเป็นทาสของพระเจ้าแล้ว ผลสนองที่ท่านได้รับก็คือการชำระให้บริสุทธิ์ ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 และผลสุดท้ายคือชีวิตเข้าสู่นิพพานในความหลุดพ้นขั้นที่ 3 (รม 6:22)

ความหมายของการชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่สอง (Sanctification)

การชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 ภาษากรีกคือ hagiasmos หมายถึงการทำให้บริสุทธิ์ (holy) การอุทิศ การแยกออกจากโลก และการแยกออกจากบาป เพื่อที่เราจะได้มีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับพระเจ้า และรับใช้พระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี

1. สิ่งที่จะต้องกระทำ หลังจากถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 แล้ว ผู้ที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 แล้ว (1ธส.5:23) ยังจะต้องกระทำในสิ่งต่อไปนี้…

1.1 รักพระเจ้าด้วยสุดใจสุดจิต และด้วยสิ้นสุดความคิด (มธ.22:37)

1.2 เป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากข้อตำหนิ (1ธส.3:13)

1.3 มีความบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ (2 คร.7:1)

1.4 มีความรักซึ่งเกิดจากใจอันบริสุทธิ์ และจากมโนธรรมที่ดี และจากความเชื่อที่จริงใจ (1ทธ.1:5)

1.5 เป็นคนบริสุทธิ์และเป็นคนที่ไม่มีที่ติในวันแห่งพระคริสต์ (ฟป.1:10)

1.6 เป็นคนที่พ้นจากบาปแล้ว (รม.6:18)

1.7 เป็นคนที่ตายต่อบาป (รม.6:2)

1.8 เป็นทาสของความชอบธรรม เพื่อให้ถึงการชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (รม.6:19)

1.9 เป็นคนที่ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ เพราะได้เป็นคนบุญแล้วในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 ไม่ใช่ประพฤติตามเพื่อจะได้รับความหลุดพ้น (1ยน.3:22)

1.10 เป็นคนที่มีชัยต่อโลก โดยการทรงนำของพระธรรมของพระเจ้า (1ยน.5:4)

-ในการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 ที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์นี้ เป็นการทำงานของพระธรรมที่เป็นความหลุดพ้นในพระเยซูคริสต์ โดยการที่พระองค์ทรงปลดปล่อยเราจากพันธนาการและฤทธิ์อำนาจของบาป (รม.6:1-11) แยกเราออกจากการประพฤติอันเป็นบาปแห่งโลกปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงชีวิตเราใหม่ตามพระฉายของพระคริสต์ สร้างผลงานของพระธรรมในชีวิตของเรา และทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์ และเป็นชีวิตที่มีชัยชนะในการอุทิศตัวให้กับพระเจ้า (ยน.17:15-19,23;รม.6:5,13,16,19;12:1;กท.5:16,22-23)

2. ความจริงเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 การดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ที่เรากำลังถูกชำระให้บริสุทธิ์นั้น

-ไม่ได้หมายความว่าเรามีความสมบูรณ์แบบไร้ขีดจำกัด หรือไม่ได้หมายความว่า เราทำได้ด้วยตนเอง แต่หมายถึงการเป็นคนบุญในด้านจริยธรรม เป็นคนที่กำลังได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตในด้านการประพฤติ การพูดจา และความคิดหรือค่านิยม เพื่อจะได้เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีที่ติ และไร้ความผิด (ฟป.2:14-15, คส.1:22, 1ธส.2:10, ลก.1:6)

-โดยพระคุณของพระเจ้า เราจึงได้ตายแล้วในพระคริสต์ เป็นทาสของความชอบธรรม ได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจบาป (รม.6:18) ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องกลัวบาปและไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับความบาป แต่เราสามารถมีชัยชนะได้ในพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้หลุดพ้นของเรา

-โดยพระธรรมของพระเจ้า “เราสามารถที่จะไม่ทำบาปได้ และถ้าเราทำบาป เราก็มีผู้ช่วยทูลขอพระบิดาเพื่อเรา” (1ยน 2:1) เพราะ “ผู้ที่อยู่ในพระองค์ไม่กระทำบาปอีกต่อไป ส่วนผู้ที่กระทำบาปอยู่เรื่อยๆ คนนั้นยังไม่เห็นพระองค์ และยังไม่รู้จักพระองค์” (1ยน 3:6) ขณะที่เราอาศัยอยู่ในโลกนี้ เราอาศัยอยู่ในร่างกายเก่า คือร่างกายที่มีความบาปนั้น เราไม่อาจไปอาศัยอยู่ในร่างกายอื่นได้ หรือไม่อาจหลบหนีไปอยู่ในที่ที่ไม่มีการทดลอง และสถานที่ที่บาปไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้

3. การถูกชำระให้บริสุทธิ์ ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ในพระคัมภีร์เดิมนั้น การถูกชำระให้เป็นคนบริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับชนชาติอิสราเอล พวกเขาต้องดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์หรือมีชีวิตที่รับการชำระ โดยแยกตัวออกจากวิถีชีวิตของประชาชาติที่อยู่ล้อมรอบพวกเขา (อพย.19:6;ลนต.11:44;ลนต.19:2;2พศด.29:5)

-ในทำนองเดียวกัน ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ การถูกชำระให้บริสุทธิ์ ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าเรียกร้องจากผู้เชื่อในพระคริสต์ พระองค์ต้องการให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ในพระองค์เช่นเดียวกัน

-พระคัมภีร์สอนว่า “ถ้าใจไม่บริสุทธิ์ก็จะไม่มีผู้ใดได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย” (ฮบ.12:14)

4. คนของพระเจ้ารับการชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 โดยความเชื่อ (กจ.26:18)

-โดยการเข้าส่วนในการตายและการเป็นขึ้นมาของพระคริสต์ (ยน.15:4-10;รม.6:1-11;1คร.1:30)

-โดยพระโลหิตของพระคริสต์ (1ยน.1:7-9)

-โดยพระคำของพระเจ้า (ยน.17:17)

-และโดยการกระทำของพระธรรมในการชำระและสร้างใจของผู้เชื่อขึ้นใหม่ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (ยรม.31:31-34;รม.8:13;1คร.6:11;ฟป.2:12-13;2ธส.2:13)

5. การถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) นั้นเป็นทั้งส่วนของพระเจ้าและส่วนของผู้เชื่อ (ฟป.2:12-13)

-เพื่อที่จะให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จ ในการชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ผู้เชื่อจะต้องมีส่วนร่วมในงานแห่งการชำระของพระธรรมด้วยการหยุดทำสิ่งชั่วร้าย (รม.6:1-2) ชำระตนเองจาก “มลทินทุกอย่างของเนื้อหนังและวิญญาณจิต” (2คร.7:1;รม.6:12;กท.5:16-25) และรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลก (ยก.1:27;รม.6:13,19;8:13;12:1-2;13:14;อฟ.4:31;5:18;คส.3:5,10;ฮบ.6:1, ยก.4:8)

6. การถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) เรียกร้องให้ผู้เชื่อรักษาความสัมพันธ์สนิทกับพระคริสต์ (ยน.15:4) ผูกพันกับผู้เชื่อคนอื่นๆในการร่วมสามัคคีธรรมกัน (อฟ.4:15-16), อุทิศตนในการอธิษฐาน (มธ.6:5-13;คส.4:2) เชื่อฟังพระคำ (ยน.17:17) ไวต่อการทรงสถิตและความห่วงใยของพระเจ้า (มธ.6:25-34) รักความชอบธรรมและเกลียดชังความชั่วร้าย (ฮบ.1:9) กำจัดบาป (รม.6) ยอมจำนนต่อการแก้ไขชีวิตจากพระเจ้า (ฮบ.12:5-11) เชื่อฟังอย่างต่อเนื่อง และยอมให้พระธรรมของพระเจ้าทรงนำ (รม.8:14,อฟ.5:18)

7. ภาพของการถูกชำระบริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ในพระคัมภีร์ใหม่ ไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นช้าๆ ค่อยทิ้งบาปทีละน้อยๆ

-ในทางตรงกันข้าม เป็นภาพของการกระทำที่เด็ดขาดที่ผู้เชื่อถูกปลดปล่อยจากอำนาจของซาตาน และแสดงการแตกหักอย่างชัดเจนกับบาปโดยพระคุณของพระเจ้า เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ (รม.6:18, 2คร.5:17, อฟ.2:4-6, คส.3:1-3)

-ในเวลาเดียวกัน การถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ยังเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต ซึ่งผู้เชื่อต้องกำจัดการกระทำที่ไม่ถูกต้องออกจากชีวิตอย่างต่อเนื่อง (2 คร.3:18) เติบโตในพระคุณ (2ปต.3:18) และฝึกฝนที่จะรักพระเจ้าและรักคนอื่นมากขึ้น (มธ.22:37-39;1ยน.4:7-8;11,20-21)

8. การถูกชำระให้บริสุทธิ์ ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ยังเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หลังจากถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 แล้ว

-ผู้เชื่อจะต้องสำแดงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าออกมาอย่างชัดเจน และจะต้องตระหนักว่าพระเจ้าทรงเรียกพวกเขามา ให้แยกตัวออกจากบาปและค่านิยมของโลกอย่างชัดเจน และให้เขาดำเนินชีวิตอย่างใกล้ชิดกับพระเจ้า (2 คร.6:16-18) ซึ่งทำให้ผู้เชื่อจะต้องต่อสู้ระหว่างความปรารถนาของเนื้อหนัง กับความต้องการของพระเจ้าในชีวิตของเขา

-ดังนั้น ผู้เชื่อที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) จึงต้องดำเนินชีวิตกับพระเจ้า ถวายตัวให้เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่และดำเนินชีวิตในพระคุณ ในความบริสุทธิ์ ฤทธิ์เดช และชัยชนะโดยพระธรรม ซึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า (รม.6:19-22;12:1-2)

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสที่ 11 พฤษภาคม 2012 เวลา 13:05 น.

(ข้อมูลที่นำมาเขียนในบทเรียน “เรื่อง ความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์” นี้ แปลและเรียบเรียงมาจากหนังสือ “Basic Introduction to the New Testament by John R. W. Stott” PP. 52-78,1964.)

 

บทเรียนพระคัมภีร์

เรื่อง ความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (ตอน 1/2)

(Sanctification)

เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์

เขียนโดยบรรพต เวชกามา (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม 2012 เวลา 13:35 น.


ความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้านี้ เป็นเรื่องที่คริสเตียนไทยทั่วไปไม่ค่อยจะเข้าใจ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า เมื่อได้รับความหลุดพ้นแล้ว ก็ยังอาศัยอยู่ในเนื้อหนังที่มีบาปอยู่เช่นเดิม (เป็นคนบุญที่อาศัยอยู่ในร่างของคนบาป) บางครั้งก็มีการล่วงละเมิดหรือทำผิดทำบาปอยู่เป็นประจำ จึงทำให้เข้าใจผิด และคิดว่า อาจจะไม่หลุดพ้น

บางคนก็คิดว่า หลุดพ้นโดยพระคุณ เป็นเรื่องง่ายเกินไป เป็นเรื่องที่พระเจ้าส่งเสริมให้คนทำบาปไม่รู้จักหยุดจักหย่อน การเข้าใจเช่นนี้เป็นการเข้าใจผิด เป็นการดูหมิ่นพระคุณ หรือการมาตายใช้หนี้บาปมวลมนุษย์ชาติของพระเยซูคริสต์เจ้า เพราะเอาเรื่องการทำผิดบาปขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ได้เอาเรื่องการเป็นคนบาปขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่ การเป็นคนบาปนั้น คือการมีกิเลส ราคะ ตัณหา เห็นแก่ตัว อยากเป็นใหญ่กว่าพระเจ้า และคนอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีโอกาสที่จะทำผิดบาป แม้ว่าจะเชื่อในพระเจ้า ได้รับความหลุดพ้นแล้วก็ตาม

ความหมายของการเป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1

-คือเป็นบุญที่ได้รับการพิพากษาและตัดสินแล้วในชั้นศาล ซึ่งเกิดขึ้นในทันทีทันใด ถ้าคนบาปคนนั้นกลับใจหันมาเชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งตายไถ่โทษบาป และเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พระเจ้าทรงประกาศและวินิจฉัยว่า เขาเป็นคนบุญ

-พระเจ้ายอมรับเขาด้วยพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาของพระองค์ (อฟ 1:6) เขาเป็นคนบุญในพระคริสต์ (กท 2:17)

สิ่งที่ผู้อยู่ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 ได้รับ

-การเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆให้เหมือนกับพระคริสต์ (2 คร 3:18)

-อำนาจหรือพลังของพระเจ้าที่มีอยู่ภายในจิตใจของเราจะผลักดันให้เราเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในความหลุดพ้นขั้นที่ 2

-เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นมาจากความตายเหมือนกันกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ในความตาย

-เขาได้ตายจากความบาปแล้วในความตายของพระองค์และพระคริสต์ได้ตายไถ่โทษบาปของเขาแล้ว

-เขาก็ได้เป็นขึ้นมากับพระคริสต์ มีชีวิตใหม่กับพระองค์แล้ว (รม 6:1-11;2;คร 5:14-15;คส 2:20-3:4)

-ถ้าพระเจ้าให้พระคริสต์เป็นบุญของเราในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 ของเรา พระเจ้าก็ให้พระองค์เป็นบุญ หรือชำระเราให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 เหมือนกัน” (1 คร 1:30)

-ถ้าเราอยู่ในพระคริสต์เพื่อพระเจ้าจะได้ยอมรับ เราก็อยู่ในพระคริสต์เพื่อจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ด้วยเหมือนกัน แท้จริงเราทั้งหลาย “หลุดพ้นเป็นคนบุญแล้ว” แต่เราจะต้องประพฤติปฏิบัติในความหลุดพ้นทุกๆวันด้วย ทั้งนี้ไม่ใช่ต้องการความหลุดพ้นในขั้นที่ 1 เพิ่มขึ้นอีก

-แต่เพราะได้รับความหลุดพ้นแล้ว เราจะต้องประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมกับที่เป็นคนบุญแล้ว ด้วยความยำเกรงพระเจ้า ถ้าเราไม่ทำเช่นนั้นแสดงว่า ยังไม่เข้าใจในความหลุดพ้นของพระเจ้า (ฟป 2:12-13)

หลักคำสอนของเปาโลสามารถแบ่งแยกออกได้เป็น 2 ส่วน

-ส่วนหนึ่ง คือหลักคำสอน

-ส่วนที่สอง คือหลักจริยธรรมที่ต้องประพฤติตาม

-อย่างแรกนั้นเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์อยู่กับความเชื่อ อย่างที่สองสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องอยู่กับการดำเนินชีวิต (เทียบกับ รม 1-11;12-16;กท 1-4;5-6;อฟ 1-3;4-6;คส 1-2,3-4)

-ในจดหมายฝากของท่านหลายเล่ม จะอ้างถึงการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อพระเจ้าอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือเอเฟซัส 5:22-26,29;โคโลสี 3:18-4:1 และโรม 13:1-7 ท่านแนะนำหน้าที่ของการเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าดังนี้คือ:

-สามีต้องรักภรรยา และภรรยาต้องยอมเชื่อฟังสามีของตน

-บุตรต้องยอมเชื่อฟังบิดามารดา และบิดามารดาต้องอบรมสั่งสอนบุตร

-ทาสต้องรับใช้ผู้เป็นนายของตน และผู้เป็นนายก็ต้องปฏิบัติต่อทาสด้วยความเที่ยงธรรม

-ประชาชนต้องทำหน้าที่ของตน โดยยอมเชื่อฟังต่ออำนาจของเจ้าบ้านผ่านเมืองยอมเสียภาษีให้แก่แผ่นดิน (ไม่โกงภาษี)

คำตักเตือนของเปาโลในการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่ 2

-ให้เลิกพูดเท็จ ให้เลิกยั่วโทสะกันให้กันโกรธ

-ให้เลิกลักเล็กขโมยน้อย ให้เลิกพูดจาหยาบคาย

-ให้เลิกการเป็นคนดื้อดึงเอาแต่ใจตนฝ่ายเดียว

-ให้ระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี

-ให้ทำตนให้บริสุทธิ์ในการประพฤติทั้งกายวาจาใจ

-ให้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ไม่ให้เมาเหล้าอันเหตุให้เสียคน

-ให้ชื่นชมยินดี ทำตนให้มีคุณค่าและถ่อมใจ (อฟ 4:25-5:2 ; 5:3-14 ;15-21)

-ให้เห็นคุณงามความดีของการเป็นมนุษย์ และไม่ให้เห็นแก่ตัว (ฟป 4:1-11)

-ให้ชื่นชมยินดี ให้อธิษฐาน ให้มีสันติภาพ และให้มีความพอใจ (ฟป 4:4-13)

-ให้ทำงานประกอบอาชีพอย่าได้เกียจคร้าน (1 ธส 4:9-12;2 ธส 3:6-13)

-ให้ใช้ชีวิตที่บริสุทธิ์ทางจริยธรรม ไม่ใช่จมอยู่ในความบาป (1 คร 5; 6:9-11;1 ธส 4:1-8)

-จะต้องไม่หาหนทางแก้แค้น (รม 12:14-21) แต่ให้มีพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุรา มุทิตา อุเบกขาต่อกันและกัน

-ให้มีพรหมวิหารสี่ต่อทุกๆคน เพราะพรหมวิหารสี่เป็นความสำเร็จของธรรมบัญญัติ (รม 13:8-11;กท 5:13-15)

สิ่งที่ผู้เชื่อพระเจ้าควรทำในการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่ 2

-เมื่อเป็นคนบุญแล้วโดยพระคุณในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 จึงไม่พยายามที่จะเป็นคนบุญโดยการกระทำดีของตนเองตามธรรมบัญญัติในขั้นที่ 2

-จะต้องสวมเกราะของพระเจ้า ถ้าเรามีความหวัง เราก็สามารถต่อต้านอำนาจชั่วของซาตานได้ เพราะเราจะเข้มแข็งมีกำลังได้ก็ด้วยอำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น (อฟ 6:10-20)

ศัตรูของผู้เชื่อในพระเจ้า

-ไม่ใช่เทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพ วิญญาณชั่วในสถานอากาศเท่านั้น

-แต่ยังรวมถึงเลือดเนื้อ หรือเนื้อหนัง (กิเลส ราคะ ตัณหา) ของเราด้วย (อฟ 6:12)

-ธรรมชาติฝ่ายต่ำ ที่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง และเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเป็นความบาปดั้งเดิมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด (Original Sin)

-ความบาปดั้งเดิมนี้ ได้แก่ การเห็นแก่ตัว อยากเป็นใหญ่กว่าพระเจ้าและคนทั้งปวง ความบาปนี้เองบังคับให้เราทำผิด โดยตัวของธรรมบัญญัติเอง ไม่ใช่สิ่งเสียหายเลย (เป็นสิ่งดีด้วยซ้ำไป)

-ความบาป ความอ่อนแอของเนื้อหนังต่างหากที่ทำให้ไม่สามารถที่จะทำตามมาตรฐานของพระเจ้าได้ เพราะเนื้อหนังทำให้เราอ่อนกำลังลง (รม 8:3)

ดังนั้น ในตัวของธรรมบัญญัติเอง ไม่สามารถที่จะทำให้เราเป็นคนดีขึ้นมาได้ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 เหมือนกับไม่ได้ทำให้เราเป็นคนบุญได้ในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพระคุณของพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่พึ่งธรรมบัญญัติของโมเสส

สิ่งที่คนบาปได้รับเมื่อเชื่อพึ่งในพระเยซูคริสต์

-ของประทานแห่งพระธรรมผ่านทางคนที่เชื่อพึ่งอาศัยในอำนาจของความบริสุทธิ์ของพระเจ้าด้วย คนบาปมีความเชื่อในพระองค์จึงได้เป็นคนบุญ (กท 2:16) และได้รับพระธรรม (กท 3:2)

-ความบริสุทธิ์และการเจริญเติบโตขึ้นทางจริยธรรมของผู้เชื่อ ไม่ใช่เกิดจากการตะเกียกตะกายดิ้นรนเชื่อฟังธรรมบัญญัติแล้วประพฤติตาม แต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการเชื่อพึ่งอาศัยพระเจ้าภายในใจ

-ในการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 นี้ ถ้าเรายอมทำตามเนื้อหนัง ผลของเนื้อหนังก็จะปรากฏออกมา แต่ถ้าเรายอมทำตามพระธรรม ผลของพระธรรมก็จะปรากฏออกมา ซึ่งแตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัด

-ผลของเนื้อหนัง (กิเลส ราคะ ตัณหา) ที่ปรากฏอย่างเห็นได้ชัด คือ การผิดศีลธรรม การขาดพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และการเมาเหล้า การเป็นศัตรูฆ่ารันฟันแทงกัน (ดู กท 5:19-21)

-ผลของพระธรรมที่จะหลั่งไหลออกมาจากชีวิตภายในของเรา ถ้าเรายอม ได้แก่พรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ความชื่นชมยินดี สันติภาพ ความอดทน ความปรานี (ใจดี) ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อมว่านอนสอนง่าย และการรู้จักบังคับตนเอง (กท 5:22-23)

สิ่งที่ผู้เชื่อพระเจ้าต้องทำในการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่สอง

-เอาเนื้อหนังและความอยาก ตลอดจนกิเลศ ราคะตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขน (กท 5:24)

-ต้องมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ให้เนื้อหนังครอบงำ แต่จะดำเนินชีวิตการเป็นลูกของพระเจ้าในพระธรรม (กท 5:16)

-ดำเนินชีวิตโดยให้พระองค์เป็นผู้ควบคุม ไม่ยอมให้เนื้อหนัง (กิเลส ราคะ ตัณหา) เป็นผู้ควบคุม และไม่ยอมสนองความต้องการของเนื้อหนัง (กท 5:16)

-ต้องดำเนินในพระธรรม จึงจะสามารถทำให้สิ่งที่ธรรมบัญญัติสั่งไว้ สำเร็จในชีวิตของเราทั้งหลายได้ (รม 8:4;7:13-8:9)

ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าที่ดำเนินชีวิตอยู่ในความหลุดพ้นขั้นที่สอง มีธรรมชาติ 2 อย่าง

-ธรรมชาติเก่า หรือชีวิตเก่า ถูกปกครองโดยเนื้อหนัง (กิเลส ราคะ ตัณหา)

-ธรรมชาติใหม่ พระธรรมเป็นผู้ควบคุม

-ชีวิตเก่าสิ้นสุดลงแล้ว เพราะได้มาพึ่งอาศัยในพระองค์ผู้เป็นชีวิตใหม่ (1 คร 2:14-3:4;รม8:9;เทียบกับ ยูดา 19)

-ชีวิตใหม่เป็นชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่มีพระธรรมของพระเจ้าสถิตอยู่ (1 คร2:-3:2)

-ชีวิตใหม่กำลังถูกชำระเราหรือทำให้เราเจริญเติบโตขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณทุกวัน (1 คร 3:3-4)

การดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่สองของผู้ที่เป็นลูกพระเจ้าตามคำสอนของเปาโล

-ต้องถ่อมใจลงเหมือนดังพระคริสต์ที่ยอมถ่อมใจลง (ฟป 2:5-7) เ

-ต้องดำเนินชีวิตในพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มิทิตา อุเบกขา (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “ความรัก”) เหมือนดังพระคริสต์ที่มีต่อเรา และยอมสละพระองค์เองเพื่อเรา (อฟ 5:2)

-ต้องต้อนรับกันและกัน เช่นเดียวกันกับพระคริสต์ที่ต้อนรับเรา (รม 15:7) เ

-ต้องยอมกันและกัน เพราะพระคริสต์ผู้อยู่ในเรา แนะนำเราให้ยอมกันและกัน และจงทำให้เกิดความบริสุทธิ์แก่กันด้วยความเกรงกลัวในพระเจ้า ผู้ซึ่งเราพึ่งอาศัยอยู่กับพระองค์ในปัจจุบันนี้ (อฟ 5:21;2 คร 7:1)

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำของผู้เชื่อพระเจ้าในการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่สอง

-ไม่สมควรที่เราจะจมอยู่ในความบาปอีกต่อไป (รม 6:1-11)

-ต้องประหารโลกีย์วิสัยในตัวของเรา แล้วแสวงหาสิ่งที่อยู่เบื้องบน ในที่ซึ่งพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ (คส 2:20-3:7)

-เราได้รับพระธรรมแล้ว ดังนั้นเราจะต้องดำเนินชีวิตกับพระองค์ (กท 5:25)

-เราจะต้องถอดตัวเก่าทิ้ง (ละทิ้งตัวกู-ของกู) และสวมตัวใหม่ ซึ่งหมายความว่า เราจะต้องละทิ้งการโกรธ การโกหกพกลม และสวมพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “ความรัก”) และความเห็นใจเข้ามาแทนที่ (คส 3:8-14)

-ร่างกายของเราเป็นอวัยวะของพระคริสต์ และพระธรรมอาศัยอยู่ในร่างกายของเรา และเราจะได้เป็นขึ้นมาใหม่โดยพระบิดา ดังนั้นเราจะต้องยกย่องพระเจ้าด้วยกายของเรา ไม่นำกายของเราไปทำผิดบาปที่น่าอัปยศอดสู (1 คร 6:12-20)

-เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า ดังนั้นเราต้องทำตนให้บริสุทธิ์ และปราศจากมลทินอยู่เสมอ อย่าอ้างว่าทำไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำด้วยตนเอง แต่เราทำด้วยอำนาจของพระเจ้าที่อยู่ในเรา (2 คร 6:14-7:1)

การกระทำของผู้เชื่อพระเจ้าขณะรอคอยการเสด็จมาของพระเยซู

-ให้รักษาเนื้อรักษาตัวให้ปราศจากความผิด จนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา (ดู 1 คร 17-8;1 ธส 5:23;3:11-13;2:18 ฯลฯ)

-วันที่พระเยซูจะเสด็จกลับมานั้น จะเหมือนวันที่ขโมยขึ้นบ้าน คือไม่มีใครรู้มาก่อน ดังนั้นคนของพระเจ้าจะต้องพร้อมอยู่เสมอ

-จะต้องไม่ดำเนินชีวิตในความมืด แต่ดำเนินชีวิตในความสว่าง คอยเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมาอยู่เสมอๆ (รม 13:11-14;1 ธส 5:1-11)

คน 2 ประเภทที่เข้าใจผิดเรื่องการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่ 2

-ฝ่ายหนึ่ง เชื่อว่าหลุดพ้นโดยพระคุณเท่านั้นไม่พอ จะต้องประพฤติปฏิบัติตามธรรมบัญญัติด้วย ความหลุดพ้นจึงจะสมบูรณ์ ดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะประพฤติปฏิบัติตาม พยายามที่จะเป็นคนดี พยายามที่จะช่วยพระเจ้า ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นไม่ได้ เพราะเขายังอาศัยอยู่ในเนื้อหนังที่มีบาป และเนื้อหนังที่มีบาปนั้นก็อ่อนกำลัง เมื่อทำไม่ได้จริงๆ เขาก็จะหาทางหลอกตนเองและผู้อื่นโดยการปิดบังซ่อนไว้ ให้อภัยแก่ตนเอง เข้าข้างตนเองอยู่เสมอ คิดว่าตนเองดีกว่าคนอื่นอยู่เสมอ

-อีกฝ่ายหนึ่ง เข้าใจผิดคิดว่า ทำอะไรก็ได้ พระเจ้าไม่ถือ พระเจ้าได้ให้อภัยแล้ว จึงดำเนินชีวิตจมอยู่ในความบาป ไม่รู้จักละอาย ในการดำเนินชีวิตการเป็นลูกของพระเจ้าแต่ละวันๆนั้นสำแดงแต่ผลของเนื้อหนัง (ทำตามกิเลส ราคะ ตัณหา) ไม่สำแดงผลของพระธรรม เพราะเข้าใจผิดคิดว่า พระเจ้าให้อภัยแล้ว เป็นคนบุญแล้ว ทำอะไรก็ได้

ความประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อผู้เชื่อในพระองค์

-พระเจ้ามีพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาต่อเรา ได้สละชีวิตอันมีค่ามาไถ่เรา ไม่ใช่ให้เราจมอยู่ในความบาป แต่ให้เราพ้นจากบาป และพระองค์ก็ไม่ต้องการให้เราช่วยพระองค์ในการเป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 ด้วย

-ในเมื่อเราเป็นคนบุญโดยพระคุณของพระเจ้าแล้วในขั้นที่ 1 เราก็ย่อมจะเป็นคนบุญโดยพระคุณของพระเจ้าในขั้นที่ 2 ด้วย

-การที่เราทำผิดบาป หรือละเมิดธรรมบัญญัติในการดำเนินชีวิตในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 พระเจ้าก็ย่อมให้อภัยเรา ถ้าเราสารภาพกลับใจ (1 ยน 1:9-10)

-ในเมื่อขณะที่เราเป็นคนบาปอยู่นั้น พระเจ้ายังมาตายไถ่บาปเรา (รม 5:6-11) ในเมื่อเราเป็นคนบุญในขั้นที่ 2 (เป็นคนบาปที่ไม่มีค่าของความบาป) ทำไมพระองค์จะไม่อภัยให้เราอีกเล่า การกล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่ส่งเสริมให้ทำบาปโดยไม่หยุดหย่อน แต่เป็นการกล่าวตามความจริงของพระคำพระเจ้า เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว หนทางแห่งความหลุดพ้น ก็จะไม่มีเลย

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสที่ 11 พฤษภาคม 2012 เวลา 13:20 น.

(ข้อมูลที่นำมาเขียนในบทเรียน “เรื่อง ความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์” นี้ แปลและเรียบเรียงมาจากหนังสือ “Basic Introduction to the New Testament by John R. W. Stott” PP. 52-78,1964.)


 


 

 

 

 

 
ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บนี้ เพื่อรับข่าวสารดีๆจากเรา

 

มานาประจำวัน เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า บทความดีๆ คำเทศนา
ไทยคริสเตียน ศูนย์รวมเว็บศาสนาคริสต์

 

ข่าวอัพเดทใหม่วันนี้.. Latest News














คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?