gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.

กับดักศิษยาภิบาล หลุมพรางที่มารซาตานใช้ได้ผลเสมอ

กับดักศิษยาภิบาล  
หลุมพรางที่มารซาตานใช้ได้ผลเสมอ
ภาพ  หลุมยักษ์ หลุม กัวเตมาลา 2007
ภาพจากเน็ต http://hilight.kapook.com/view/49284

ธวัช  เย็นใจ

ผู้นำในองค์กรของเราจะพบกันทุกๆสามเดือน

คราวนี้ (๒๕-๒๗ มิย.๑๒) เราไปจัดประชุมที่คริสตจักร

แบ๊บติสต์แม่อาย จ.เชียงใหม่ ติดชายแดนเหนือสุด

และได้เชิญอาจารย์รอน ฮาม มิชชันนารีคณะ AMG

มาเป็นวิทยากร ตลอดเวลาสองวัน อาจารย์รอน

ได้แบ่งปันพระวจนะของพระเจ้าแก่พวกเราในเรื่อง

“กับดักของศิษยาภิบาล  ๑๔ ประการ” ซึ่งเป็นประโยชน์

อย่างมากในฝ่ายวิญญาณ ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตก๊อปปี้

นำมาเสนอต่อแฟนคลับเว็บไซต์ของเรา

อาจารย์รอนเริ่มต้นด้วยการอ่านพระคัมภีร์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้เลี้ยงแกะ ศิษยาภิบาล และผู้นำคริสตจักร คือพระธรรมทิตัส ๑.๙ กล่าวถึงคำเตือนของเปาโลที่ให้ยึดมั่นในคำสอนอันมีหลักอย่างแท้จริง และในเอเสเคียล ๓๔.๑-๑๐ บอกถึงว่าพระเจ้าจะทรงลงโทษบรรดาผู้เลี้ยงแกะที่เลี้ยงตนเอง แต่ไม่ยอมเลี้ยงแกะของพระองค์  ๑ ปต. ๕.๑-๕ เปโตรในฐานะของผู้อาวุโสฝ่ายวิญญาณเตือนบรรดาผู้ใหญ่ในคริสตจักรต่างๆ(ในแคว้นทั้งห้า) ให้ดูแลเอาใจใส่สมาชิกในคริสตจักร ด้วยความจริงใจและจริงจัง มิใช่ทำไปเพราะเห็นแก่สินจ้างรางวัล  เพื่อจะได้รับมงกุฎแห่งศักดิ์ศรีในอนาคต

ดังนั้น บรรดาผู้นำของคริสตจักรทั้งหลาย จะต้องระมัดระวังการดำเนินชีวิตให้ดี เพราะมีกับดักที่มีอันตรายนานา ประการ เรียงรายอยู่ตามหนทางแห่งการรับใช้พระเจ้า

อาจารย์รอนได้ตั้งหัวเรื่องในการสอนครั้งนี้ว่า “แนวโน้ม ๑๔ ประการของศิษยาภิบาล” แต่ผมอยากจะเป็นเปลี่ยน “กับดักของซาตาน” เพราะเมื่อฟังคำสอนแล้ว เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้นำ และถือว่านี่เป็นคำเตือนสอนจากพระเจ้าที่มาถึงสำหรับชีวิตของผมเองโดยตรงทีเดียว

(๑)ความเฉื่อยชา (indifferent)

เราพบความจริงว่า ในปัจจุบันนี้มีศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรหลายคน ที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่อยากจะสนใจ ไม่แยแสหรือเข้าไปเกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมในงานรับใช้พระเจ้า พวกเขาหมดเรี่ยวแรงฝ่ายจิตวิญญาณ เมินเฉย เฉื่อยชาและเกียจคร้าน

ด้วยเหตุนี้เปโตรในฐานะของอัครทูตและผู้นำคริสตจักร จึงกล่าวเตือนว่า “จงเฝ้าระวังทั้งตัวท่านเองและฝูงแกะซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตั้งพวกท่านไว้ให้เป็นผู้ดูแล และให้เลี้ยงดูคริสตจักรของพระเจ้าที่พระองค์ทรงได้มาด้วยพระโลหิตพระบุตรของพระองค์” ( ๑ ปต. ๕.๒๘)

(๒)การประนีประนอม (compromise)

มีผู้นำคริสตจักรจำนวนไม่น้อยที่ชอบอะลุ่มอล่วย ยินยอม โอนอ่อนผ่อนตามความคิดเห็นของคนที่มีอิทธิพลทางด้านการเงินในคริสตจักร ซึ่งอาจจะเป็นผู้นำ ผู้ปกครอง หรือคณะกรรมการ คนเก่าคนแก่หรือผู้เริ่มก่อตั้งโบสถ์ เนื่องจากความเกรงใจในพวกบุคคลดังกล่าว จึงทำให้ศิษยาภิบาลไม่กล้าที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า หรือปฏิบัติตามสิ่งพระคัมภีร์สอนไว้

ด้วยนิสัยแห่งความประนีประนอมนี้เอง จึงทำให้เขาไม่อยากจะ“ขัดแข้งขัดขา” และเหยียบหัวแม่เท้าของผู้อื่นที่มีอำนาจในโบสถ์ เขาเป็นเหมือนผู้เผยพระวจนะแห่งยูดาห์(ในพระคัมภีร์เดิม)ที่พระเจ้าสั่งให้ไปตักเตือนกษัตริย์เยโรโบอัมถึงความผิดบาป และบอกแก่ผู้เผยพระวจนะว่า “อย่ารับประทานอาหารในเมืองนั้นเด็ดขาด”  แต่ต่อมาก็มีผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าเหมือนกัน ที่อยู่ในเมืองดังกล่าวทำการพูดจาหลอกล่อให้รับประทานอาหาร และอ้างว่าเป็นคำสั่งที่มาจากพระเจ้าด้วยเช่นกัน จนกระทั่งผู้เผยพระวจนะไขว้เขวและหลงทำตาม จึงต้องพบกับจุดจบในชีวิตอย่างน่าอนาถ (๑ พกษ. ๑๓.๑-๓๔)

(๓)มีความแตกแยก ไม่ลงรอยกัน (inconsistent)

เป็นไปได้ที่ผู้นำบางคนของคริสตจักรจะมีคำสอนที่ดีมาก แต่ความประพฤติของเขาไม่สอดคล้องกับคำสอนนั้น มีความคิดเห็นที่แตกแยก ไม่ลงรอยกับคนอื่น เขาไม่กล้าที่จะกล่าวเหมือนกับเปาโลที่ว่า “ท่านทั้งหลายจงทำตามแบบอย่างของข้าพเจ้า เหมือนที่ข้าพเจ้าทำตามอย่างพระคริสต์” (๑ คร. ๑๑.๑)

คนแบบนี้จะกล่าวว่า “จงทำตามคำสอนของข้าพเจ้า แต่อย่าทำตามอย่างข้าพเจ้า”

พระคัมภีร์บอกว่าคนเหล่านี้ “ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ” (๒ ทธ. ๓.๕) ฉบับมาตรฐานแปลว่า “ยึดถือทางของพระเจ้าแต่เพียงเปลือกนอก แต่ปฏิเสธฤทธิ์เดชของทางนั้น คนเช่นนี้ท่านอย่าคบ”  หรือเหมือนที่พระเยซูตรัสว่า “ชนชาตินี้ให้เกียรติเราแต่ปาก ใจของเขาห่างไกลจากเรา พวกเขานมัสการเราโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเอากฎเกณฑ์ของมนุษย์มาเป็นพระดำรัสสอน” (มธ. ๑๕.๘)

(๔)สนใจในการบันเทิงเริงรมย์ (entertainment & distractions)

ผู้นำบางคนให้ความใส่ใจในสิ่งเหล่านี้มากกว่าการเตรียมเทศน์เตรียมสอนพระวจนะของพระเจ้า หลายสิ่งที่ได้ขโมยเวลาของเขาไปเสีย โดยเฉพาะวัตถุที่มีจอ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี ภาพยนตร์ กีฬา และอื่นๆ ผู้นำคริสตจักรบางคนคิดว่า จะต้องมีการแสดง(เสแสร้ง)ฝ่ายจิตวิญญาณ คิดว่าเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ พยายามทำให้ทุกสิ่งในโบสถ์นั้นเป็นสิ่งบันเทิง สนุกสนานและผู้เข้าร่วมประชุมชอบอกชอบใจ

สื่ออิเลคทรอนิกนั้นจะต้องนำมาใช้อย่างเหมาะสม ถ้ามากไปก็อาจจะกลายเป็นความผิดบาปได้  เหมือนดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า คนเหล่านี้ “รักความสนุกสนานยิ่งกว่ารักพระเจ้า” (๒ ทธ. ๓.๓)

(๕)รับเอาความเห็นของมนุษย์มากกว่าของพระเจ้า

ยอห์นได้กล่าวถึงผู้คนในสมัยที่พระเยซูยังทรงสั่งสอนอยู่ในโลกว่า “อย่างไรก็ดี แม้แต่ในพวกเจ้าหน้าที่เองก็มีหลายคนวางใจในพระองค์ แต่พวกเขาไม่ยอมรับพระองค์อย่างเกิดเผยเพราะกลัวพวกฟาริสี เขากลัวว่าจะถูกขับออกจากธรรมศาลา เพราะพวกเขารักการชมเชยจากมนุษย์ มากกว่าการชมเชยจากพระเจ้า” (ยน. ๑๒.๔๒-๔๒)

เราพบความจริงว่า มีผู้นำหลายคนในคริสตจักรสมัยปัจจุบันก็เข้าข่ายนี้ ชอบการยกยอปอปั้นของมนุษย์ มากกว่าความพอพระทัยของพระเจ้า

เปาโลได้บอกแก่พี่น้องคริสเตียนชาวเมืองเธสะโลนิกาว่า การมาเยี่ยมของท่านนั้นไม่ไร้ประโยชน์ แม้จะต้องพบกับความทุกข์ยากลำบากนานาประการ เพราะท่านแน่ใจว่าคำเทศนาสั่งสอนของท่านนั้นมาจากเจตนาบริสุทธิ์ มิได้เกิดจากความคิดแบบผิดๆ ยกยอปอปั้น แฝงไว้ด้วยความโลภหรือกลอุบาย  “เราจึงประกาศไปไม่ใช่เพื่อให้เป็นที่พอใจของมนุษย์ แต่ให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจเรา” (๑ ธส. ๒.๑-๖)

(๖)ยุ่งอยู่กับการทำสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด

ผู้นำฝ่ายวิญญาณบางคนมีลักษณะของนักธุรกิจมากกว่าเป็นผู้เลี้ยงแกะของพระเจ้า สามารถที่จะหลอกลวงและอวดอ้างว่า เขาเองเป็นคนที่เก่งกาจทางด้านจิตวิญญาณมากกว่าคนอื่นๆ เขาต้องการซื่อเสียง เกียรติและแสวงหาเงินทองเข้าพกเข้าห่อตนเองและพรรคพวกของตนเอง ดังที่มีข่าวปรากฏอยู่เนืองๆว่า นักเทศน์และศิษยาภิบาลที่มีชื่อเสียงบางคนถูกตรวจสอบทางด้านการเงิน

จุดประสงค์ของพระเจ้าสำหรับผู้รับใช้คืออะไร?  พระองค์ตรัสแก่โมเสสขณะที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารว่าให้คนอิสราเอล(ปัจจุบันคือคริสเตียนทุกคน) “ให้ยำเกรงพระเจ้าของท่าน ให้ดำเนินตามทางทั้งปวงของพระองค์ ให้รักพระองค์ ให้ปรนนิบัติพระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน” (ฉธบ. ๑๐๑๒-๑๓)

(๗)เห็นแก่ตัวและเห็นแก่เงิน

ผู้นำคริสตจักรมักจะใช้พระวจนะของพระเจ้า เพื่อนำไปสู่การเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน ความสะดวกสบาย ความมั่งคั่งและความสมบูรณ์พูนสุข เขามักจะอ้างสิทธิพิเศษในการรับใช้พระเจ้าหรือการเป็นคริสเตียน บางครั้งพูดหมือนกับว่าเขาสามารถที่จะทำให้พระเจ้าทำตามคำสั่งของตนเองได้ หรือคิดว่าพระองค์ทรงเป็นหนี้อะไรบางอย่างเขาอยู่ “ผู้มีใจทรามและไร้ความสัตย์จริง คิดว่าทางของพระเจ้านั้นเป็นทางที่จะได้รับประโยชน์(ฝ่ายโลก)” (๑ ทธ. ๖.๕)

บางคริสตจักรเน้นว่ามาเชื่อพระเยซูแล้วจะร่ำรวย มีบ้าน ที่ดิน เงินในธนาคารและมีรถยนต์ป้ายแดงขับ!

คนพวกนี้จะเน้นในเรื่องที่ว่า เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว จะมีสุขภาพดี และร่ำรวย ในภาษาอังกฤษว่า Health, wealth, and prosperity Gospel  (กลุ่มผู้เชื่อที่เน้นในเรื่องพระกิตติคุณแห่งความมั่งคั่ง) เปาโลได้กล่าวว่า “เพราะเราไม่เหมือนกับคนเป็นอันมาก ที่เอาพระวจนะของพระเจ้าไปขายกิน แต่เราประกาศด้วยอาศัยพระคริสต์อย่างคนซื่อสัตย์ อย่างคนที่มาจากพระเจ้า และอย่างคนที่อยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า” (๒ คร. ๒.๑๗)

นอกจากนี้แล้ว พระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึงพฤติกรรมของคนโลภมักได้ไว้อีกมากมาย โดยยกตัวอย่างชัดเจนจากชีวิตของผู้รับใช้คนหนึ่งชื่อบาลาอัม ที่พร้อมจะทำผิดบาปถ้ามีคนจ้างเขาด้วยเงิน เรียกว่า “เห็นเงินตาโต” (๒ ปต. ๒.๑๒-๑๖, ๒ ทธ. ๓.๑-๔)

(๘)ชอบใช้เวลาอยู่กับคริสเตียนด้วยกัน

ผู้นำคริสตจักรแบบนี้จะไม่ชอบใช้เวลาอยู่กับผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้า เขาจะนั่งอยู่ที่โบสถ์และรอให้คนบาปเดินเข้ามาหาเอง เขาทำตรงกันข้ามกับคำสอนของพระเยซูคริสต์ที่ตรัสว่า จงออกไปประกาศข่าวประเสริฐ นำคนรับเชื่อ ให้บัพติสมาและเลี้ยงดู(สร้างสาวก)ให้เติบโตขึ้น (มธ. ๒๘.๑๙-๒๐)

คริสเตียนที่ไม่มีเพื่อนเป็นคนนอก(ยังไม่เชื่อพระเยซู) ย่อมเป็นคนผิดปกติ!

(๙)หลีกเลี่ยงที่จะสอนพระคัมภีร์บางตอน

ผู้นำบางคนไม่กล้าที่จะสอนพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม โดยเฉพาะตอนที่เกี่ยวข้องกับความทุกข์ยากลำบาก เมื่อใครก็ตามที่ติดตามเป็นสาวกของพระเยซูอย่างแท้จริง ให้เขาได้รับทราบความจริง ไม่กล้าที่จะแตะต้องความผิดบาปบางอย่าง ไม่กล้าสอนเรื่องความบริสุทธิ์ของพระเยซูและของคริสเตียน เขาไม่กล้าที่จะสอนพระธรรมวิวรณ์โดยอ้างว่าเข้าใจยากมาก เขาไม่กล้าที่จะดำเนินชีวิตแบบที่แตกต่างจากชาวโลก แต่ชอบความสะดวกสบายเหมือนกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า

พระคัมภีร์สอนว่า “ให้ทิ้งตัวเก่าของพวกท่าน ที่คู่กับการประพฤติแบบเดิม ซึ่งถูกตัณหาล่อลวงทำให้พินาศไป และให้วิญญาณจิตของพวกท่านได้รับการเปลี่ยนใหม่ และรับการสอนให้สวมสภาพใหม่ ซึ่งได้ทรงสร้างขึ้นตามแบบอย่างของพระเจ้าในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง” (อฟ. ๔.๒๒-๒๔) นอกจากนั้น เปาโลยังบอกถึงชีวิตของคริสเตียนที่แท้จริงคือความสว่าง “อย่ามีส่วนในกิจการของความมืดที่ไร้ผล แต่จงเปิดเผยกิจการนั้นให้ปรากฏดีกว่า” (อฟ. ๕.๑๑)

 

(๑๐)ไม่ได้สอนด้วยสิทธิอำนาจของพระเจ้า

ผู้นำคริสตจักรแบบนี้อาจจะมีความรู้มากมายก่ายกอง แต่ทว่าปราศจากความกระตือรือร้น เขาสอนเหมือนกับว่า “ถ้าคุณอยากทำตามนี้ก็ได้ แต่ถ้าไม่อยากทำตามก็ไม่เป็นไร เลือกได้ตามสบายเลย” เรื่องตัวอย่างที่เขายกขึ้นมาอ้างขณะเทศนานั้นน่าสนใจมากกว่าพระวจนะของพระเจ้าเสียอีก

เมื่อเทศนาจบแล้ว ผู้คนจะจำเรื่องเล่าได้ดี แต่ลืมคำสอนในพระคัมภีร์ไปเสียหมดสิ้น!

หลังจากวันอาทิตย์แล้ว บรรดาสมาชิกในคริสตจักรแทบจะจำบทเรียนจากพระวจนะไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ให้จิตวิญญาณไม่เจริญเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น

พระคัมภีร์บอกอย่างชัดเจนถึงลักษณะนิสัยของคนสมัยนี้ว่า “เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่ถูกต้องไม่ได้ แต่พวกเขาจะรวบรวมบรรดาครูไว้สำหรับตน ตามความอยากของตนเองเพื่อสนองหูที่คัน พวกเขาจะเลิกฟังความจริงและหันไปฟังนิยายต่างๆ”

แต่เปาโลได้กำชับทิโมธีอย่างเคร่งครัดว่า “แต่ท่านจงหนักแน่นมั่นคงทุกเรื่อง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และจงทำพันธกิจของท่านให้ครบบริบูรณ์” (๒ ทธ. ๔.๓-๕)

เราพบว่าเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสั่งสอนนั้นมีความแตกต่างจากพวกนักศาสนาชาวยิวอย่างมากมาย “เมื่อพระเยซูตรัสคำเหล่านั้นเสร็จแล้ว ฝูงชนก็อัศจรรย์ใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสั่งสอนพวกเขาอย่างผู้มีสิทธิอำนาจ ไม่เหมือนกับคำสอนบรรดาธรรมาจารย์ของเขา” (มธ. ๗.๒๘)

(๑๑)ไม่มีการลงวินัยในคริสตจักร

ศิษยาภิบาลหรือผู้นำคริสตจักรไม่กล้าเข้าไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อผู้นำหรือสมาชิกทำความผิดบาป หรือกำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอำนาจกันในโบสถ์ เปาโลได้แนะนำคริสเตียนชาวกาลาเทียว่า “พี่น้องทั้งหลาย แม้จับใครที่ละเมิดประการใดได้ พวกท่านซึ่งอยู่ฝ่ายวิญญาณ จงช่วยคนนั้นด้วยใจสุภาพอ่อนโยน ให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเอง เกรงว่าท่านจะถูกทดลองด้วย” (กท. ๖.๑)

เมื่อเปาโลได้ข่าวว่า สมาชิกในคริสตจักรโครินธ์ได้ทำผิดล่วงประเวณีระหว่างลูกเลี้ยงกับแม่เลี้ยง ท่านแนะนำหั้ดการอย่างเด็ดขาดคือ “ขับคนที่ทำผิดนั้นออกไปเสีย” อย่าเพิกเฉยละเลยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะจะทำให้พระนามของพระเยซูเสื่อมเสีย (๑ คร. ๕.๑-๘)

ในพระคัมภีร์เดิมมีผู้รับใช้คนหนึ่งชื่อเอลี มีลูกชายสองคนแต่ปล่อยปละละเลยให้กลายเป็นอันธพาล ละเมิดสิทธิอำนาจของพระเจ้าเกี่ยวกับเครื่องสัตวบูชาในพระวิหาร ยิ่งกว่านั้นก็ทำการล่วงประเวณีกับหญิงรับใช้ในเต็นท์นัดพบของพระองค์ด้วย  เมื่อเอลีได้ยินเรื่องราวอันชั่วร้ายแทนที่จะมีการลงวินัยอย่างเด็ดขาด เขากลับห้ามปรามด้วยถ้อยคำที่เบาบาง นี่เองเป็นเหตุทำให้ตัวเอลีและลูกชายทั้งสองต้องพบความตายอย่างน่าอนาถ (๑ ซมอ. ๒.๑๒-๒๓)

(๑๒)ดูภาพลามกทางอินเตอร์เนท

ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรในปัจจุบันเป็นจำนวนมาก ตกลงในความผิดบาปดูภาพลามกอนาจารทางสื่อออนไลน์ มันค่อยๆซึมซับเข้าไปในชีวิตจิตใจ จนกระทั่งติดเป็นนิสัยถึงขั้นทำชั่วล่วงประเวณีกับหญิงอื่น ในสหรัฐอเมริกาได้มีการสำรวจพบว่า ศิษยาภิบาล ๒ ใน ๓ ดูภาพลามกในอินเตอร์เนท

ปัจจุบันผู้คนมักหลีกเลี่ยงคำว่าอนาจาร โดยหันไปใช้คำว่า “ภาพศิลปะ” แทน

ครั้งหนึ่งมีการประชุมของผู้รับใช้พระเจ้า(ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย) ผู้นำประชุมได้ถามว่า “ใครชอบเรื่องเพศสัมพันธ์บ้าง?” ปรากฏว่าผู้ชายส่วนใหญ่ยกมือขึ้น ผู้นำประชุมจึงกล่าวว่า “นี่แสดงว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ยกมือขึ้นยอมรับความจริง ส่วนอีก ๕ เปอร์เซ็นต์นั้นโกหก!”

อาจารย์รอนกล่าวว่า น่าเสียใจและน่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่มีศิษยาภิบาลบางคนถูกจับได้ว่า ชอบดูภาพลามกทางอินเตอร์เนท เขาจึงถูกไล่ออก”

ความบาปของผู้ชายมักจะเริ่มต้นจากการมองเห็น พระเยซูตรัสว่า “ตาเป็นประทีปของร่างกาย เมื่อตาของท่านปกติ ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย แต่เมื่อตาของท่านผิดปกติ ทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วย เหตุฉะนั้น จงระวังให้ดี ไม่ให้ความสว่างของท่านซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไป” (ลก. ๑๑.๓๔-๓๕)  เปาโลได้เตือนคริสเตียนเอเฟซัสว่า “การเอ่ยถึงการล่วงประเวณี การลามกต่างๆ และการละโมบ อย่าให้มีขึ้นในหมู่พวกท่านเลย...ท่านจงรู้แน่ว่า คนล่วงประเวณี คนลามก คนละโมบ จะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า” (อฟ. ๕.๓-๕)

(๑๓)รักร่วมเพศ (homosexual)

กะเทย เกย์ ตุ๊ด ทอม-ดี้ และอีแอบ

มีผู้นำคริสเตียนหลายคนที่ไม่กล้าแตะต้องเรื่องรักร่วมเพศ เพราะมันไปกระทบกับหลายคนในคริสตจักร รวมไปถึงระดับผู้นำบางคนด้วยที่มีพฤติกรรมชอบไม้ป่าเดียวกัน เมื่อเร็วๆนี้บารัค โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้ออกมารับรองว่า ผู้ชายสามารถแต่งงานกันผู้ชายได้ และผู้หญิงก็แต่งงานกันผู้หญิงได้เหมือนกัน

ขอให้เข้าใจว่า เราไม่ได้ต่อต้านคนที่รักร่วมเพศ แต่เราเกลียดชังพฤติกรรมอันชั่วช้าเลวทรามของพวกเขา

พระคัมภีร์กล่าวถึงความผิดบาปในเรื่อง “รักร่วมเพศ” ไว้อย่างชัดเจน “เหล่าทูตสวรรค์ที่ไม่พอใจอธิปไตยที่พระเจ้าทรงประทานให้ แต่ได้ละทิ้งถิ่นฐานอันเหมาะสมของตนนั้น พระองค์ได้ทรงจำจองไว้ด้วยเครื่องพันธการอันไม่รู้จักสลาย ขังไว้ในที่มืด จนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาในวันสำคัญยิ่งนั้น เช่นเดียวกับเมืองโสดมและเมืองโกโมราห์ และเมืองที่อยู่รอบๆนั้น ที่ได้ประพฤติชั่วและมัวเมาในกามวิตถาร ก็ได้ทรงบัญญัติไว้เป็นตัวอย่างของการที่จะต้องได้รับอาชญาในไฟนิรันดร” (ยูดาห์ ๖-๗)

พระธรรมปฐมกาลบันทึกถึงความพินาศของเมืองโสดมกับโกโมราห์ เพราะความผิดบาปรักร่วมเพศ “เกย์และกะเทย” ขอสังเกตคำที่พระวจนะกล่าวถึง “ประพฤติชั่ว” และ “มัวเมาในกามวิตถาร”   (พจนานุกรมได้อธิบายกามวิตถาร

ว่า การประกอบกามกิจที่ผิดปรกติวิสัย) ในปัจจุบันนี้ประเทศต่างๆที่สนับสนุนและเห็นดีเห็นงามไปกับพวกรักร่วมเพศ จะต้องถูกทำลายด้วยไฟกำมะถันเช่นกัน

(๔)เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า

เมื่อไม่นานมานี้ มีศิษยาภิบาลของคริสตจักรเพนเตคอสคนหนึ่ง ทำงานรับใช้พระเจ้ามานานถึง ๓๐ ปี และได้ออกมาปฏิเสธความเชื่อว่า “พระเจ้าไม่มีอยู่จริง เพราะว่าเมื่อผมอธิษฐาน และไม่ได้รับคำตอบจากพระองค์” จากนั้นเขาลาออกจากคริสตจักรไป

ทุกวันนี้มีกลุ่มคนออกมาเรียกร้องให้พวกคริสเตียนเปิดใจออกให้กว้างๆ ยอมอดทนและอดกลั้นต่อคนที่หลาก หลายความเชื่อ (tolerance) ไม่มีความคิดแปลกแยก ไม่ถือเขาถือเรา  แต่ยอมรับคนที่แตกต่างออกไป เพื่อความสงบสุขและความเป็นอันหนึ่งอันเดียว

แต่พระคัมภีร์สอนว่าอย่างไร?

“คนโง่รำพึงอยู่ในใจของตนว่า ไม่มีพระเจ้า เขาทั้งหลายเลวทรามลง กระทำกิจการที่น่าเกลียดน่าชัง ไม่มีสักคนเดียวที่ทำดี” (สดด. ๑๔.๑)  พระเยซูได้ตรัสบอกแก่พวกสาวกล่วงหน้าไว้แล้วว่าในวาระสุดท้าย “จะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น พวกเขาทำหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ เพื่อล่อลวงผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงไป” (มธ. ๑๓.๒๒)

สรุป ภายหลังจากที่อาจารย์รอน ฮาม สอนจบแล้ว ก็ได้ส่งเรื่องนี้ไปให้แก่เพื่อนคนหนึ่งทางอีเมล เมื่อเพื่อนคนนั้นได้รับและอ่านจบแล้ว จึงส่งอีเมลตอบกลับมาว่า “ในจำนวน ๑๔ เรื่องนั้น ผมได้ทำผิดบาปถึง ๑๓ เรื่องด้วยกัน

ผมจึงต้องคุกเข่าลงอธิษฐานสารภาพกับพระเจ้า”

แล้วพวกเราคริสเตียนทั้งหลายล่ะ?

เราน่าจะลองเช็คตัวเองดู หากสิ่งใดที่ผิดพลาดหรือบกพร่อง ขอให้เราอธิษฐานและเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้าได้          แน่นอน พระคุณและความรักของพระองค์นั้นยังมีเพียงพออยู่เสมอ

วันนี้จึงยังไม่สายเกินไปครับ.

แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 06 กรกฏาคม 2012 เวลา 16:15 น.)

 
คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?