gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.

ธรรมชีวิต 17-23 กรกฎาคม 2012‏

17 กรกฎาคม 2012

“พระเจ้าแห่งการชูใจ”

สาธุการแด่พระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา พระบิดาผู้ทรงเมตตา พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้นที่มีความทุกข์ยากอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความชูใจ ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า

2 โครินธ์ 1 : 3 -4

ดิฉันยกย่องผู้ที่รู้ว่าควรจะกล่าวคำชูใจแก่ผู้อื่นอย่างไรเสมอ บ่อยครั้งที่พวกเขาเหล่านั้นสามารถใช้ความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นในชีวิตและนำประสบการณ์นั้นไปหนุนใจผู้ที่กำลังเจ็บปวดได้ ดิฉันมักจะอธิฐานขอให้ตนเองทำเช่นนั้นได้บ้างแต่จะทำได้อย่างไร ดิฉันไม่เคยพบกับความเจ็บปวดแสนสาหัสใด ๆ เลยในชีวิต โดยเฉพาะความเศร้าโศกอันเลวร้ายที่หลายคนต้องเผชิญมาแล้ว แต่แล้วพระผู้เป็นเจ้าก็ได้สำแดงความจริงข้อนี้แก่ดิฉัน ดิฉันอาจจะไม่เคยเป็นมะเร็ง สูญเสียบุตรหรือถูกกระทำทารุณกรรมใด ๆ แต่ดิฉันเคยผ่านการหย่าร้างและสูญเสียบิดาและน้องชายมาแล้ว ประสบการณ์ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันมักจะเป็นการตกงาน รู้สึกกลัว รู้สึกว้าเหว่หรือเดินเข้าไปในห้องแล้วไม่รู้จักใครสักคนก็มากเกินพอแล้วที่จะใช้เป็นสิ่งที่จะชูใจผู้อื่นได้ แม้จะปราศจากถ้อยคำที่จะพูดแต่ดิฉันสามารถอยู่กับคนที่ต้องการรู้ว่าพระเจ้ายังคงห่วงใยเขา

พระเจ้าไม่ได้บอกให้เราหนุนใจแต่ในเรื่องใหญ่ ๆ แต่เพื่อชูใจผู้อื่นในทุก ๆ สิ่ง เรามีโอกาสมากมายที่หนุนใจคนเหล่านั้นในสิ่งเล็กน้อยมากกว่าในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และเราไม่จำเป็นต้องขยักการปลอบประโลมไว้แล้วแสดงความเห็นอกเห็นใจของพระเจ้าเฉพาะในยามทุกข์โศกเท่านั้น โอกาสอันเล็กน้อยทั้งหลายเกิดขึ้นทุกวันในชีวิตของทุกคนเพื่อที่จะหนุนใจผู้อื่น

ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไวต่อความรู้สึกของผู้ที่อยู่รอบตัวตัวข้าพระองค์ โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์รู้ว่าควรจะชูใจผู้ที่เจ็บปวดได้อย่างไร ไม่ว่าสาเหตุนั้นจะคืออะไรก็ตาม อธิษฐานในนามแห่งองค์พระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

18 กรกฎาคม 2012

“เป็นพร”

...ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกันเป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดีที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า

1 เปโตร 4 : 10

ผมกำลังยุ่งอยู่กับการกล่าวลาสมาชิกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่จะลาออกจากจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ใบหน้าที่คุ้นเคยตรงมุมห้องทำให้ผมสนใจ ชายชราที่ใจดีชื่อ “ลุงแดง” นั่นเอง ลุงแดงมาร่วมกลุ่มร้องเพลงอย่างสม่ำเสมอ ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักเพลงนมัสการที่เราร้อง และบางครั้งก็ขอร้องเพลงที่เขาชอบด้วย ผมอยากรู้เกี่ยวกับอดีตของลุง แต่ก็ไม่เคยสอดรู้สอดเห็น

เมื่อผมเดินเข้าไปหาเขา ลุงจับมือผมอย่างยินดี ผมรู้ได้ว่าเขามีอะไรบางอย่างจะบอกผม “เมื่อผมยังเป็นหนุ่ม” เขาเริ่มต้นอย่างช้าๆ “พระเจ้าทรงเรียกให้ผมเป็นนักเทศน์ แต่ผมกลับมีความคิดเป็นอย่างอื่น” น้ำตาคลออยู่ที่ดวงตาของเขา “ตอนนี้ผมยังคงดำเนินชีวิตอย่างคริสเตียน แต่ก็เสียใจที่ไม่ได้รับใช้พระเจ้าอย่างที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้ผมทำ”

ผมรออยู่สักสองสามวินาทีก่อนจะพูดอะไร “ลุงครับ มันยังไม่สายเกินไป” ผมตอบเขา “พระเจ้าสามารถใช้ลุงที่นี่ได้ คนเหล่านี้ต้องการการชี้นำและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ลุงยังคงเป็นพรสำหรับพวกเขาได้” เขาพยักหน้าและยิ้ม ผมรู้ว่าความหมายนั้นไม่ได้มีเพื่อลุงเท่านั้น พระเจ้าทรงเตือนผมด้วยว่า พันธกิจไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแค่บนธรรมาสน์เท่านั้น พระเจ้าทรงต้องการให้เราแต่ละคนรับใช้พระองค์ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ตอบรับการทรงเรียก โปรดสอนให้ข้าพระองค์รักและรับใช้ผู้อื่นในสังคมของข้าพระองค์และในที่อื่นๆ ด้วย ทูลอธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

19 กรกฎาคม 2012

“เมื่อทุกสิ่งล้มเหลว”

บุตรชายของเราเอ๋ย จงฟังคำสั่งสอนของพ่อเจ้าอย่างตั้งใจ เพื่อเจ้าจะได้รับความรอบรู้

สุภาษิต 4 : 1

“เมื่อทุกอย่างล้มเหลว จงอ่านคำแนะนำ” คำแนะนำนี้เป็นประโยชน์แก่ดิฉันหลายต่อหลายครั้ง บ่อยครั้งที่ดิฉันกระตือรือร้นที่จะเริ่มประกอบสิ่งใหม่โดยละเลยคำแนะนำที่กำกับไว้ เนื้อแท้แห่งความไม่อดทนของดิฉันไม่มีทางจะยอมอ่านอย่างแน่นอน แต่แล้วเมื่อทำไปได้ครึ่งทางดิฉันก็ติดขัดแล้วสงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ในที่สุดเมื่ออ่านคำแนะนำก็พบว่าตนเองข้ามขั้นตอนที่สำคัญไป

พระเจ้าทรงจัดเตรียมหนังสือแนะนำในการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อไว้ให้เราทั้งหลาย แต่ทำไมเราจึงยังคงสับสนพยายามที่จะหาข้อสรุปแห่งความไม่แน่นอนของชีวิตและความลึกลับต่างๆ ด้วยตนเอง

พระเจ้าทรงประทานสติปัญญาไว้ในพระคัมภีร์เพื่อที่จะนำทางในขณะที่เราพบกับสิ่งใหม่ๆ ทุกวัน เพราะพระองค์ทรงรักและต้องการช่วยเหลือเรา เราจะไม่ได้อะไรเลยถ้ามัวแต่คอยจนกระทั่ง “ทุกสิ่งล้มเหลว” ก่อนที่จะมุ่งมั่นในคำสั่งสอนของพระเจ้า เราจะพบความช่วยเหลือสำหรับ “สิ่งต่างๆ” ในชีวิตของเราและหลีกเลี่ยงปัญหามากมายได้ด้วยการอธิษฐาน และการอ่านพระวจนะของพระเจ้า

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงจัดเตรียมพระคัมภีร์ไว้เป็นคำสั่งสอน โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ติดตามการทรงนำนั้นด้วยความไว้วางใจ ทูลอธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

20 กรกฎาคม 2012

“การจดจำ”

ณ ริมฝั่งลำน้ำแห่งบาบิโลนเรานั่งลง เมื่อได้ระลึกถึงศิโยน เราก็ร่ำไห้

สดุดี 137:1

นานมาแล้วตอนเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา ผมไปดูพิธีรำลึกถึงทหารผ่านศึกเวียดนามที่กรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งมีประชาชนและนักท่องเที่ยวไปร่วมด้วยอย่างคับคั่ง ฝูงชนเป็นเหมือนคำสดุดีอันมีชีวิตแด่ผู้ที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม มันเป็นสิ่งสำคัญที่พวกเราจะระลึกถึงคนเหล่านั้นที่ยอมสละชีวิตของเขา

เรายังระลึกถึงช่วงเวลาอื่นๆ ที่ต้องประสบกับปัญหาต่างๆ และช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ดิ้นรน คนที่ผ่านช่วงเวลาของความอดยากมาแล้ว จึงจะสามารถสอนให้เรารู้ถึงคุณค่าของการเสียสละได้ คนที่ผ่านการถูกข่มเหงมาแล้วจึงจะสามารถสอนให้เรารู้ว่าควรจะปกป้องตนเองได้อย่างไร และคนที่ผ่านสงครามมาแล้วจึงจะสอนให้เรารู้ว่าสงครามนั้นเป็นอย่างไร และพร้อมที่จะสนับสนุนสันติภาพ

โดยเฉพาะคริสเตียนเองมีบางสิ่งที่ควรจดจำ มีบางคนที่ควรจะขอบคุณ ในฐานะประชากรแห่งอาณาจักรของพระเจ้า เราเป็นหนี้พระคุณขององค์พระผู้ทรงยอมสละพระชนม์ชีพเพื่อเราทั้งหลายจะได้เป็นไทจากความบาปและความตายในวันนี้และตลอดไป พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ไม่ใช่เพราะพระองค์ต้องทำ แต่เพราะทรงรักเรา

ข้าแต่พระเยซูคริสต์เจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้ชีวิต โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตด้วยการสำนึกในพระคุณ เพื่อพระสง่าราศีแห่งอาณาจักรของพระองค์ ทูลอธิษฐานในนามแห่งองค์พระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

21 กรกฎาคม 2012

“เผชิญปัญหา”

จงรอคอยพระเจ้า จงเข้มแข็งและให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า

สดุดี 27:14

ตอนที่ดิฉันสอนอยู่ในวิทยาลัยพยาบาล ดิฉันพักอยู่ตึกสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เป็นโสด หลังจากที่สอนมาตลอดทั้งวัน ดิฉันก็เดินกลับไปที่ตึกเห็นโน้ตจากคุณลุงพนักงานฝ่ายบำรุงรักษาฯ บอกว่าได้ซ่อมไฟให้แล้วและขณะนี้มันเดินเป็นปกติ เขายังเขียนข้อพระคัมภีร์สดุดี 27:14 ไว้ด้วยพร้อมเซ็นชื่อไว้ข้างท้าย

ต่อมาไม่นานเมื่อดิฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่ ดิฉันหันไปอ่านพระคัมภีร์เพื่อขอรับการทรงนำและพละกำลัง ดิฉันต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกทั้งรับการบำบัดทางเคมีถึง 52 ครั้ง ทำให้รู้ว่าพระคุณของพระเจ้าสามารถช่วยได้ ในขณะที่เปิดพระคัมภีร์อยู่นั้น ดิฉันเจอใบสั่งซ่อมที่เก็บสอดไว้ในนั้นจึงรีบอ่านพระธรรมสดุดี 27 และสันติสุขก็หลั่งเข้ามาสู่ความคิดและจิตใจ ดิฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงใช้คุณลุงฝ่ายซ่อมบำรุงให้เป็นเหมือนทูตสวรรค์ ที่จะเตรียมดิฉันให้พร้อมสำหรับอุปสรรคครั้งนี้

เป็นเวลาแปดปีแล้วที่มะเร็งไม่ได้กลับมา ดิฉันรู้สึกอัศจรรย์กับการทำงานของพระเจ้าอยู่เสมอ ปัญหาที่เกิดขึ้นนำดิฉันให้เข้าใกล้พระองค์มากยิ่งขึ้น และยังสอนว่าแม้จะตกอยู่ในความหวาดกลัวและความท้อแท้อย่างแสนสาหัสเพียงใดพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราตลอดเวลา ประทานความกล้าหาญและความมั่นใจแก่เราเสมอ

ข้าแต่พระเจ้าที่ข้าพระองค์ทั้งหลายรักมากที่สุด พระองค์ทรงเสด็จเคียงข้างข้าพระองค์ทุกย่างก้าวในโลกนี้โปรดให้ข้าพระองค์พึ่งในพลกำลัง ความกล้าหาญและความมั่นใจจากพระองค์อยู่เสมอ กราบทูลในนามพระเยชคริสต์เจ้า อาเมน

22 กรกฎาคม 2012

“ใช้พระวจนะผิดอย่างไร?”

...ศักดิ์ศรีของท่านถูกประหารเสียแล้ว...

2 ซามูเอล 1 : 19

เรามักจะได้ยินถ้อยคำจากพระคัมภีร์ในประโยคธรรมดาๆ ที่พูดกันอยู่ตลอดเวลา มีหลายครั้งที่คำพูดนั้นมีเพื่อทำให้ถ้อยคำของผู้พูดมีอำนาจ แม้บางครั้งการกล่าวอ้างมีเพื่อสนับสนุนความคิดที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากความหมายดั้งเดิมในพระคัมภีร์ ศักดิ์ศรีของท่านถูกประหารเสียแล้ว ก็เป็นตัวอย่างของคำอ้างแบบนี้ ทุกครั้งที่ผมได้ยินประโยคนี้ มันมักจะถูกใช้ไปในทางลบอันหมายถึงคนที่สูญเสียสถานภาพ ความมั่งคั่งหรือความรัก มันบ่งชี้ไปทำนองที่ว่าในที่สุดคนๆ นั้นต้องยอมทนทุกข์ต่อโชคร้ายที่เขาสมควรจะได้รับ อย่างไรก็ตาม เมื่อกษัตริย์ดาวิดร้องถ้อยคำเหล่านี้มันคือความโศกสลดที่มีต่อสหายของพระองค์คือโยนาธาน และพระบิดาของโยนาธานคือกษัตริย์ซาอูล ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นการสดุดีถึงการกระทำของบุรุษทั้งสองพระองค์และเป็นการแสดงออกถึงความทุกข์โศกของกษัตริย์ดาวิดที่มีต่อความตายของทั้งสอง กษัตริย์ดาวิดได้ขอให้อาณาจักรยูดาห์ทั้งหมดกล่าวถ้อยคำเหล่านั้น และโศกเศร้าไปกับพระองค์ด้วยวิธีนี้เองที่โศก  นาฎกรรมแห่งการสูญเสียได้กลับกลายเป็นการสรรเสริญและการชื่นชมยินดี ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะมีความหมายยิ่งนักต่อผู้ที่รักโยนาธานและกษัตริย์ซาอูล อีกทั้งยังบ่งบอกถึงความกรุณาอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ดาวิด ทุกคนเคยประสบกับความสูญเสียมาแล้วในชีวิตการสูญเสียนั้นอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเป็นเรื่องที่สาธารณะชนรับรู้ทั่วไป การสูญเสียอาจจะอยู่ในหลายรูปแบบรวมทั้งความตายด้วย ถ้าเราประสบกับความสูญเสียจนปรารถนาที่จะกล่าวว่า “ศักดิ์ศรีของท่านถูกประหารเสียแล้ว” บางทีเราก็สมควรที่จะร่วมเศร้าโศกไปกับพวกเขาด้วย แน่นอนว่าพระเจ้าทรงห่วงใยพวกเขา และเราก็ห่วงใยเขาเช่นกัน

แต่พระเจ้า โปรดอวยพระพรและยกผู้ที่กำลังตกต่ำขึ้น ขอโปรดประทานจิตใจแห่งความเมตตากรุณาแก่ข้าพระองค์เพื่อสำแดงแก่คนอื่นๆ ทูลอธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

23 กรกฎาคม 2012

“พละกำลังใหม่”

พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ยและแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง

อิสยาห์ 40 : 29

ดิฉันเป็นคริสเตียนเมื่ออายุเก้าขวบ ตอนนั้นดิฉันและคุณปู่เดินทางโดยรถประจำทางเพื่อไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ดิฉันมีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับครูสอนรวีวารศึกษาสองคนคือ อ.ติ๊กและ อ.ก้อย นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ดิฉันผ่านช่วงชีวิตที่มีทั้งขึ้นและลง มีช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างดิฉันและพระเจ้าห่างเหินกันไป เดี๋ยวนี้ดิฉันเป็นผู้ใหญ่ขึ้นดิฉันตระหนักว่าเมื่อเราเสาะหาพระเจ้า พระองค์ทรงตอบและยอมรับเราเสมอ ความเชื่อของดิฉันเติบโตมั่นคงยิ่งขึ้น

บางอาทิตย์นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ดิฉันจะไปโบสถ์ โบสถ์อยู่ค่อนข้างไกลจากบ้าน และดิฉันก็ไม่มีรถใช้เป็นประจำ ดิฉันเองเป็นโรคไขข้ออักเสบและอากาศก็ไม่ช่วยทำให้สถานการณ์ของดิฉันดีขึ้น แต่เมื่อใดที่ดิฉันสามารถไปร่วมนมัสการ ฟังคำเทศนา ร้องเพลงนมัสการและอธิษฐานร่วมกับธรรมิกชน จิตวิญญาณของดิฉันก็อิ่มเอม ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณได้รับการสร้างใหม่ ดิฉันเชื่อมั่นคงในพระธรรมอิสยาห์ว่า “พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย”

แท้จริงแล้ว ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าจะได้รับพละกำลังใหม่และได้รับพระคุณที่จะเชื่อมั่นในองค์พระผู้ทรงเรียกพวกเขาเหล่านั้น

ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงความรัก ข้าพระองค์สำนึกในพระเมตตาคุณที่ทรงค้ำจุนข้าพระองค์ในยามที่ชีวิตต้องเผชิญทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่เลวร้าย โปรดประทานกำลังให้แก่ข้าพระองค์ใหม่ทุกวัน เพื่อข้าพระองค์จะรับใช้พระองค์ทุกขณะตลอดชีวิตของข้าพระองค์ อธิษฐานในนามอันบริสุทธิ์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

 

 
ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บนี้ เพื่อรับข่าวสารดีๆจากเรา

 

มานาประจำวัน เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า บทความดีๆ คำเทศนา
ไทยคริสเตียน ศูนย์รวมเว็บศาสนาคริสต์

 

ข่าวอัพเดทใหม่วันนี้.. Latest News














คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?