gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.
  • 1.jpg
  • 2.jpg
  • 3.jpg
  • 4.jpg
  • 5.jpg
  • 6.png
  • 7.jpg
  • 8.jpg
  • 9.jpg
  • 10.jpg
  • 11.jpg
  • 12.jpg
  • 13.jpg
  • 14.jpg
  • 15.jpg
  • 16.jpg
  • 17.jpg
  • 18.jpg
  • 19.png

13.ใครช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นบาปได้ (Who Saves Man?)

บทเรียนพระคัมภีร์

ใครช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นบาปได้

(Who Saves Man?)

เขียนโดยบรรพต เวชกามา (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)


มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ เป็นคนบาปมีธรรมชาติบาป มีกิเลส ราคะ ตัณหา

มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ เป็นคนบาป แม้ว่าจะถือศีล 5 รักษาศีล 5 ก็ไม่สามารถที่จะกลายเป็นคนบุญที่ไม่มีบาปกรรม ไม่มีเวรกรรมได้ ยิ่งถือศีลห้ายิ่งเป็นการเพิ่มบาปกรรมให้กับเรามากยิ่งขึ้น เพราะยิ่งถือเคร่งครัดเท่าใด ก็ยิ่งฝ่าฝืนมากเท่านั้น

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะคนเราเป็นคนที่มีธรรมชาติบาป มีกิเลส ราคะ ตัณหา (เกิดขึ้นมาอยู่ในวัฏจักรแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย) ซึ่งก็คือเป็นคนที่มีบาปกรรม หรือเวรกรรมนั่นเอง ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า:

ไม่มีผู้ใดเป็นคนบุญสักคนเดียว ไม่มีเลย

ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า

เขาทุกคนหลงทางไปหมด

เขาทั้งปวงเลวทรามเหมือนกันทั้งสิ้น

ไม่มีสักคนเดียวที่ทำดี ไม่มีเลย

ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่

เขาใช้ปากของเขาในการล่อลวง

ภายใต้ริมฝีปากของเขามีพิษของงูร้าย

ปากของเขาเต็มด้วยคำแช่งด่า และคำเผ็ดร้อน

เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด

ในทางเดินของเขามีความพินาศและความทุกข์

และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติภาพ

เขาไม่เคยคิดที่จะเกรงกลัวพระเจ้าเลย

(รม 3:10-18)

มนุษย์ไม่สามารถจะเป็นคนบุญได้ด้วยตัวเอง

นั่นคือสภาพที่แท้จริงของมนุษย์ ไม่ว่าใครก็ตามล้วนแต่อยู่ในสภาพนั้น ไม่สามารถทำดีได้ หรือไม่สามารถรักษาศีล 5 ได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงมักจะมีคนมาบอกว่า ไม่เป็นไร ทำได้หนึ่งข้อ สองข้อ ก็ดีกว่าไม่ทำตามเลย

เราจะทำได้กี่ข้อ หรือทำไม่ได้เลยก็ไม่แปลก และแตกต่างกัน แม้ว่าทำได้หนึ่งข้อ หรือสองข้อ เราก็ยังเป็นคนที่มีธรรมชาติบาป มีกิเลส ราคะตัณหา เหมือนเดิม เหมือนกับคนที่ทำไมได้เลย ไม่ใช่ว่า เมื่อทำตามได้แล้ว เราจะกลายเป็นคนบุญที่ไม่มีธรรมชาติบาป กิเลศ ราคะ ตัณหาหายไป

ไม่มีทางเป็นเช่นนั้น กิเลส ราคะ ตัณหา ของเราไม่มีวันที่จะหายไปได้ ตราบใดที่คุณอาศัยอยู่ในร่างกายที่เป็นเนื้อหนังนี้ เราอาจจะรักษาศีล ถือศีลได้ ข่มใจลง และทำให้กิเลส ราคะ ตัณหา น้อยลง แต่ไม่มีทางที่มันจะหมดไปจากเรา เพราะเราเกิดมาพร้อมกับกิเลส ราคะ ตัณหา

ตราบใดที่เรายังอาศัยอยู่ในร่างกายนี้ ไม่มีทางที่จะเป็นคนบุญได้ แม้ว่าจะรักษาศีล 5 เคร่งครัดเท่าใด หรือเราอาจจะไปเป็นนักบวช เราก็ยังมีธรรมชาติบาป มีกิเลส ราคะ ตัณหา อยู่เหมือนเดิม

เราอาจจะบอกว่า กิเลส ราคะ ตัณหา น้อยลง แต่จะให้หมดไปนั้น ไม่มีทาง ตราบใดที่เรายังเป็นลูกหลานของอาดัม-เอวา (ปู่สางกะสา ย่าสางกะสี) อยู่

และศีล 5 (หรือศีลอื่นๆ) ก็ไม่มีหน้าที่ทำให้เราเป็นคนบุญ เพียงแต่มีหน้าที่บอกว่า เราเป็นคนที่มีธรรมชาติบาป มีกิเลส ราคะ ตัณหา เท่านั้น ซึ่งก็คือการเป็นคนที่มีบาปกรรมนั่นเอง

ถ้าจะเปรียบเทียบ ศีลก็เหมือนกับ กระจกเงา ที่ใช้ส่องให้เห็นว่า หน้าตาเราเป็นอย่างไร กระจกเงานั้นไม่มีหน้าที่ที่จะชำระหน้าตาที่สกปรกของเรา ผู้ที่จะชำระเราให้สะอาด เป็นคนบุญได้คือพระเจ้า ไม่ใช่ศีลห้า (หรือศีลอื่นๆ) เพราะว่าในสายตาของพระเจ้า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นคนบุญได้โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ (ศีลห้า หรือศีลอื่นๆ) เพราะว่าโดยธรรมบัญญัติ(ศีลห้า หรือศีลอื่นๆ) นั้นทำให้เรารู้จักบาปได้ (รม 3:20)

ดังนั้น การที่เราจะเป็นคนบุญได้ ก็ต้องหาทางใหม่ ต้องเดินทางใหม่ นั่นคือการเชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้า พระเจ้าเท่านั้นที่จะให้เราเป็นคนบุญได้ โดยการเชื่อพึ่งอาศัยในพระองค์ ไม่ใช่การทำตามศีลห้า หรือหรักษาศีลห้า

ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ว่าธรรมบัญญัติ (ศีลห้า หรือศีลอื่นๆ) คือบาปหรือ หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ว่าถ้ามิใช่เพราะธรรมบัญญัติ (ศีลห้า และศีลอื่นๆ) แล้ว ข้าพเจ้าก็จะไม่รู้จักบาป เพราะว่าถ้าธรรมบัญญัติ (ศีลห้า และศีลอื่นๆ) มิได้ห้ามว่า อย่าโลภ ข้าพเจ้าก็จะไม่รู้ว่าอะไรคือความโลภ (รม 7:7)

พระเจ้าให้มนุษย์หลุดพ้นโดยพึ่งในพระคุณของพระองค์

ดังนั้น เราจึงจำเป็นจะต้องเชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้า ในเมื่อเราเป็นคนที่มีธรรมชาติบาป มีกิเลส ราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือมีบาปกรรม เวรกรรม ที่ฝังอยู่ในร่างกายจิตใจของเรา เราไม่มีทางที่จะหลุดพ้นได้ด้วยตัวเองโดยการถือศีลห้า (หรือศีลอื่นๆ)

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราอาจจะถามว่า เชื่อพระเจ้าแล้วจะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้หรือ ตอบว่า ใช่แล้ว เมื่อเชื่อพระเจ้าแล้วจะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ทันที เราอาจจะถามต่อไปว่า เชื่อพระเจ้าแล้วจะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

คำตอบก็คือ คุณจะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้โดยพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าผู้ที่มีฤทธิ์อำนาจ เห็นว่ามนุษย์ไม่สามารถทำตามมาตรฐานของพระองค์ที่กำหนดไว้ตามหลักศีลห้า ศีลสิบ หรือศีลอะไรก็ตาม พระองค์จึงได้มาทำแทนเขา ซึ่งเรียกว่า พระคุณ

สภาพที่แท้จริงของมนุษย์

ความหลุดพ้นนี้ (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “ความรอด”) เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับมนุษย์ชาติ เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้ว และขอย้ำอีกครั้งว่า มนุษย์ทุกคนในโลกนี้

-เป็นคนบาป (มีกิเลส ราคะ ตัณหา)

-เสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า

-จิตวิญญาณของเขามืดบอดไป

-เขาต้องพบกับความตาย (ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ) เพราะการฝ่าฝืนและการทำบาป

-ในที่สุดเขาจะต้องถูกจับโยนลงในบึงไฟ

-เขาไม่สามารถที่จะช่วยตนเองให้พ้นจากสภาพที่เป็นคนบาปนี้ได้เลย

พระเจ้าช่วยเหลือมนุษย์ให้หลุดพ้น

ดังนั้นพระเจ้าจึงได้วางแผนการณ์ และเป็นผู้มาช่วยเขาให้หลุดพ้น ความสำคัญของความหลุดพ้นนี้ คือ

-การช่วยกู้ หรือช่วยเหลือให้มนุษย์พ้นจากความตายและการทนทุกข์ทรมานในบึงไฟ

การที่มนุษย์จะหลุดพ้นจากความบาปความตายเข้าสู่ชีวิตได้ มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือ พึ่งการกระทำของพระเยซูคริสต์เจ้า และบุญบารมีของพระองค์ที่ประทานให้แก่มนุษย์

ตามพระคัมภีร์ ความหลุดพ้นเป็นของประทานของพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์ทำเอง คนเราไม่สามารถที่จะทำความหลุดพ้นได้ด้วยตนเอง พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้โดยพระเยซูคริสต์ เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความหลุดพ้นด้วยพระคุณเพราะความเชื่อ ความหลุดพ้นนี้มิใช่มาจากตัวท่าน แต่เป็นของจากพระเจ้า (อฟ 2:8)

ความหมายของคำว่าหลุดพ้นตามภาษากรีก

แท้จริงคำว่า ความหลุดพ้น แปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Salvation” และคำนี้แปลมาจากภาษากรีกอีกทีว่า โซเทเรีย(Soteria) ในพระคัมภีร์ภาษาไทย แปลคำนี้ว่า ความรอดเท่านั้น (ซึ่งเป็นคำที่คนไทยทั่วไปไม่ใช้และไม่เข้าใจและเป็นภาษาเฉพาะของคริสเตียน) คำนี้ในภาษากรีก มีความหมายหลายอย่าง คือ

-หลุดพ้นจากศัตรู

-หลุดพ้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วย

-หลุดพ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ หรือภัยสงคราม

แต่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เพราะมนุษย์เป็นคนบาป (มีกิเลส ราคะ ตัณหา) โลกนี้ตกอยู่ใต้อำนาจบาป ตกอยู่ภายใต้การสาปแช่งของพระเจ้า การหลุดพ้นที่สูงสุด และสำคัญที่สุด คือ

-การหลุดพ้นจากบาป (ได้แก่การ มีกิเลส ราคะ ตัณหา)

-หลุดพ้นจากความตาย (ฝ่ายจิตวิญญาณ)

-หลุดพ้นจากการแช่งสาปของพระเจ้า

เพื่อจะให้เข้าใจได้ทันที ว่าความหลุดพ้นในที่นี้คือ การหลุดพ้นจากบาป ดังนั้น ในบทเรียนนี้ เราจึงใช้คำว่า ความหลุดพ้น แทนคำว่า ความรอด

มนุษย์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้หลุดพ้นได้

มนุษย์ในโลกนี้ เปรียบเสมือนคนที่ตกลงไปในน้ำและว่ายน้ำไม่เป็น และกำลังจะจมน้ำตาย เขาจะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ถ้าจะรอดพ้นจากความตายได้ จะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งช่วยเหลือเขาให้พ้นจากการจมน้ำนั้น

เมื่อครั้งคนทรงของพระเจ้า (พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับปี 1971 และฉบับมาตรฐานปี 2011 แปลว่า ผู้เผยพระวจนะพระคัมภี่ร์ฉบับแปลจาก KJV แปลว่า ศาสดาพยากรณ์ ส่วนคาทอลิกแปลว่า ประกาศกของพระเจ้า”) ที่ชื่อโยนาห์ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า และถูกจับโยนลงในทะเล มีปลาขนาดใหญ่ตัวหนึ่งกลืนเขาไว้ในท้อง และเขาไม่สามารถออกมาจากท้องปลานั้นได้ เขาจึงสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าว่า ในคราวที่ข้าพระองค์ตกทุกข์ได้ยาก ข้าพระองค์ร้องทุกข์ต่อพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงสดับข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้องทูลจากท้องของนรก และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์”(โยนาห์ 2:2)

จากนั้นพระเจ้าก็ทรงช่วยเหลือโยนาห์ โดยให้ปลาไปสำรอกเขาออกที่ชายฝั่ง เขาจึงรอดพ้นจากความตาย การที่ช่วยกู้นั้นเป็นของพระเจ้า” (โยนาห์ 2:9) ไม่ใช่ของโยนาห์เอง

เมื่อพวกอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ เดินทางรอนแรมอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เพื่อจะเข้าสู่คานาอันแผ่นดินแห่งพันธสัญญา เขาบ่นตำหนิติเตียนต่อว่าพระเจ้าและโมเสส พระเจ้าจึงได้ส่งงูแมวเซา ซึ่งเป็นงูพิษให้มากัดพวกเขาพบกับความตาย หลายคนตาย หลายคนกำลังจะตาย ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอดตายจากพิษของงูนั้นได้เลย เขาจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถช่วยตัวเองให้หลุดพ้นได้

ดังนั้นโมเสสจึงสวดอ้อนวอนขอต่อพระเจ้า เพื่อให้ช่วยเหลือเขาเหล่านั้น และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า จงทำงูแมวเซาตัวหนึ่งติดไว้ที่เสา ทุกคนที่ถูกงูกัดเมื่อเขามองดูเขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้” (กดว 21:8) ผู้ที่เชื่อฟังถ้อยคำของโมเสส และมองดูงูนั้นปลอดภัยจากพิษงูนั้น

เมื่อลาซารัสตาย พระเยซูเสด็จไปยังอุโมงค์ฝังศพและกล่าวว่า จงเอาหินออกเสีย มารธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์ว่า พระอาจารย์ขา ป่านนี้ศพมีกลิ่นเหม็นแล้ว เพราะตายมาสามสี่วันแล้ว” (ยน 11:39) ลาซารัสตายไปสามสี่วันแล้ว เนื้อหนังของเขาจะต้องเน่าเปื่อยแน่นอน เขาไม่สามารถจะช่วยเหลือตัวเองให้หลุดจากความตายได้เลย พระเยซูจึงตรัสกับเขาด้วยเสียงอันดังว่า ลาซารัสเอ๋ย ออกมาเถิด ผู้ตายนั้นก็ออกมา มีผ้าพันมือและเท้า และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “จงแก้ผ้าที่พันออกเสีย แล้วปล่อยเขาเถิด” (ยน 11:43-44)

ข้อพระคัมภีร์ทื่ยืนยันว่าพระเจ้าช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้น

ตามพระคัมภีร์ แม้ว่าเรายังหายใจอยู่ แต่เราทั้งหลายตายแล้วในการละเมิด และความบาป ดังที่เปาโลกล่าวว่า พระองค์ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีชีวิตอยู่ แม้ว่าท่านตายแล้วโดยการละเมิดและการบาป ครั้งเมื่อก่อนท่านเคยประพฤติในการบาปนั้นตามวิถีของโลก ตามเจ้าแห่งย่านอากาศ คือวิญญาณที่ครองครองอยู่ในคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟัง” (อฟ 2:1-2)

คนตายแล้วจะไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีความรู้สึก และไม่มีจิตใจ เขาไม่สามารถที่จะช่วยให้ตนเองมีชีวิตอยู่ได้ ฉะนั้น เมื่อเราตายแล้ว หรือเป็นคนที่ตายแล้ว ความหลุดพ้นจึงไม่ได้หลุดพ้นโดยเราเอง แต่มีคนอื่นมาช่วย เพราะคนที่ตายแล้วไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตนเองได้เลย

และท่านที่ตายแล้วด้วยการละเมิดทั้งหลายของท่าน และด้วยเหตุที่เนื้อหนังของท่านมิได้เข้าสุหนัต พระองค์ได้ทรงให้ท่านมีชีวิตร่วมกับพระองค์ และทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน” (คส 2:13)

ถึงแม้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาป พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ (ซึ่งท่านทั้งหลายหลุดพ้นนั้นก็หลุดพ้นโดยพระคุณ)” (อฟ 2:5)

ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง ก็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระธรรมก็คือชีวิตและสันติภาพ” (รม 8:6)

จากพระคำของพระเจ้าที่ยกมาทั้งหมด เราจะเห็นว่า มนุษย์ไม่สามารถที่จะช่วยตนเองให้หลุดพ้นได้ พระเจ้าจึงได้มาช่วยเขาให้หลุดพ้นจากความตาย

พระเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นได้

การช่วยเหลือมนุษย์ให้หลุดพ้นนั้น เป็นการกระทำของพระเจ้า มีแต่พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้ เพราะมนุษย์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เพราะเขาตายแล้ว แม้ว่าเขายังไม่ได้ตายจริงๆ (ทางเนื้อหนัง) แต่เขาก็ได้ตายแล้ว เขาไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้หลุดพ้นได้ พระองค์จึงได้มาช่วยเขาให้พ้นจากความตาย โดยการตายของพระเยซูคริสต์เจ้า เพื่อไถ่โทษเขา และนำเขาออกจาความตายเข้าสู่ชีวิต

ข้อพระคัมภีร์ที่ยืนยันว่าพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นได้

ในพระคัมภีร์เดิมโดยคนทรงของพระเจ้าที่ชื่อโยนาห์ ได้กล่าวไว้ว่า แต่ข้าพระองค์จะถวายสัตว์บูชาแด่พระองค์ พร้อมด้วยเสียงโมทนาพระคุณ ข้าพระองค์บนไว้อย่างไร ข้าพระองค์จะแก้บนอย่างนั้น การที่ช่วยกู้นั้นเป็นของพระเจ้า” (โยนาห์ 2:9)

พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความหลุดพ้นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะกลัวผู้ใดเล่า พระเจ้าทรงเป็นที่กำลังเข้มแข็งแห่งชีวิตข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องเกรงใคร” (สดด 27:1)

ความหลุดพ้นของคนบุญมาจากพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยของเขาในเวลายากลำบาก” (สดด 37:39)

จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยท่าพระเจ้าแต่องค์เดียว ความหลุดพ้นของข้าพเจ้ามาจากพระองค์” (สดด 62:1)

ขณะที่เปโตรถูกจับกุม และถูกสอบสวนโดยผู้ครอบครอง กับพวกผู้ใหญ่ และพวกคัมภาจารย์ ท่านได้ยืนยันกับพวกเขาว่า ในผู้อื่นความหลุดพ้นไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายหลุดพ้นได้ไม่ทรงโปรดให้มีในท่างกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กจ 4:12)

และเปาโลได้กล่าวไว้ในหนังสือกิจการว่า เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงรู้ว่า พระเจ้าทรงใช้คนให้นำความหลุดพ้นของพระองค์ไปยังคนต่างชาติแล้ว เขาก็จะฟัง” (กจ 28:28)

เมื่อผู้เขียนหนังสือฮีบรู เขียนจดหมายไปยังชุมชนของพระเจ้าชาวฮีบรู ท่านก็ได้บอกคนเหล่านั้นว่า ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมยอมเชื่อฟังโดยความทุกข์ลำบากที่พระองค์ได้ทรงทน เมื่อพระเจ้าทรงทำให้พระเยซูเพียบพร้อมทุกประการแล้ว พระเยซูก็เลยทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่ง ความหลุดพ้นนิรันดร์สำหรับคนทั้งปวงที่เชื่อพระองค์” (ฮบ 5:8-9)

เมื่ออัครทุตยอห์นเขียนหนังสือวิวรณ์ ท่านก็บอกว่า คนเหล่านั้นร้องเสียงดังว่า ความหลุดพ้นขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง และขึ้นอยู่กับลูกแกะของพระเจ้า”(พระคัมภีร์ภาษาไทยเป็นภาษาเฉพาของตนเองว่า พระเมษโปดกของพระเจ้า) (วว 7:10)

จากพระคำของพระเจ้าเหล่านี้ ยืนยันว่า ความหลุดพ้นของเรามาจากพระเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น เราไม่มีทางที่จะสร้างหรือทำความหลุดพ้นขึ้นมาได้ เพราะเราเป็นคนตาย คนตายไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ฉันใด เราก็เป็นฉันนั้น ดังนั้น เราจึงต้องพึ่งพระเจ้าในพระเยซูเพื่อจะได้รับความหลุดพ้น

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2012 เวลา 10:55 น.

 

 

 
ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บนี้ เพื่อรับข่าวสารดีๆจากเรา

 

มานาประจำวัน เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า บทความดีๆ คำเทศนา
ไทยคริสเตียน ศูนย์รวมเว็บศาสนาคริสต์

 

ข่าวอัพเดทใหม่วันนี้.. Latest News














คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?