gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.
  • 1.jpg
  • 2.jpg
  • 3.jpg
  • 4.jpg
  • 5.jpg
  • 6.png
  • 7.jpg
  • 8.jpg
  • 9.jpg
  • 10.jpg
  • 11.jpg
  • 12.jpg
  • 13.jpg
  • 14.jpg
  • 15.jpg
  • 16.jpg
  • 17.jpg
  • 18.jpg
  • 19.png

19.หลุดพ้นโดยความเชื่อ…หรือการประพฤติ?

บทเรียนพระคัมภีร์

ความหลุดพ้น

ในคำสอนของเปาโลและยากอบ

(หลุดพ้นโดยความเชื่อหรือการประพฤติ?)

Salvation according to Paul & James

Saved by Faith or by work

เขียนโดยบรรพต เวชกามา


หลุดพ้นโดยความเชื่อ หรือโดยการประพฤติ?

เรื่องความหลุดพ้นโดยพระคุณพระเจ้านี้ เป็นเรื่องที่ผู้เชื่อพระเจ้าชาวไทย ไม่ค่อยเข้าใจ หลายคนเชื่อและคิดว่า หลุดพ้นโดยพระคุณ แต่จะต้องประพฤติตามด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะไม่หลุดพ้น เขามักจะพูดกันอยู่เสมอว่า ความเชื่อถ้าไม่ประพฤติตาม ก็เป็นความเชื่อที่ตายแล้ว ดังนั้น เขาจึงพยายามที่จะทำดี ประพฤติดี เพื่อจะหลุดพ้น เพื่อจะช่วยพระเจ้า

คนที่คิด พูด และกระทำเช่นนี้ แสดงว่า เขาไม่เข้าใจ ความหลุดพ้น 3 ขั้นตอน (Three Steps of Salvation) และไม่เข้าใจหลักคำสอนว่าด้วย “ความหลุดพ้น” ของเปาโลและยากอบ มักจะคิดว่า ทั้งสองท่านสอนขัดแย้งกัน เปาโลสอนว่า “หลุดพ้นโดยพระคุณ” (Saved by Grace) ส่วนยากอบสอนว่า หลุดพ้นโดยการประพฤติ (Saved by Work)

ความเข้าใจผิดของชุมชนของพระเจ้าเรื่องความหลุดพ้น

การไม่เข้าใจในหลักคำสอนว่าด้วยความหลุดพ้นนี้ ไม่ใช่เฉพาะผู้เชื่อพระเจ้าชาวไทยสมัยนี้เท่านั้น ในสมัยก่อนนั้น ชุมชนของพระเจ้า (The Churches of God) อยู่ภายใต้การปกครองของนิกายคาทอลิกเท่านั้น และมีคำสอนสอนว่า ความหลุดพ้นได้มาโดยความเชื่อ แต่จะต้องประพฤติตามด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะไม่หลุดพ้น

ชุมชนของพระเจ้า ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลแห่งคำสอนนี้เป็นเวลานานหลายศตวรรษ จนกระทั่งเกิดการปฏิรูปชุมชนของพระเจ้าขึ้น โดย มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) ได้แยกตัวออกมาจากนิกายคาทอลิก มาเป็นนิกายโปรแตสแตนท์ ซึ่งมีความเชื่อตามพระคัมภีร์ว่า ความหลุดพ้นนั้นได้มาโดยความเชื่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ส่วนการประพฤตินั้นเป็นผลที่ได้จากการหลุดพ้นเพราะมีความเชื่อแล้ว กล่าวคือ เมื่อได้รับความหลุดพ้นโดยความเชื่อแล้ว ก็มีการตอบสนองความเชื่อนั้น โดยการประพฤติ ปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระคำของพระเจ้า การประพฤตินี้ไม่ใช่เพื่ออยากจะได้ความหลุดพ้น แต่เพราะว่าได้รับการชำระให้เป็นคนบุญแล้ว หลุดพ้นแล้วในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification)

สาเหตุที่ถามว่า หลุดพ้นโดยความเชื่อเพียงอย่างเดียวพอไหม?

คำถามที่ว่า ความหลุดพ้นได้มาโดยความเชื่อเพียงอย่างเดียว หรือได้มาโดยความเชื่อบวกการประพฤตินั้น เกิดขึ้นเพราะไม่เข้าใจคำสอนของเปาโลที่กล่าวไว้ว่า เพราะเราเห็นว่าคนหนึ่งคนใดจะถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า คนชอบธรรม”) ได้ก็โดยอาศัยความเชื่อ นอกเหนือการประพฤติตามธรรมบัญญัติของโมเสส (รม 3:28)

และพระคัมภีร์ข้อนี้ เราสามารถแปลแบบขยายความว่า เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายสรุปได้ว่า คนหนึ่งคนใดจะเป็นคนที่ถูกพระเจ้าชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 ได้ก็โดยอาศัยความเชื่อในพระเยซู นอกเหนือการประพฤติตามธรรมบัญญัติอันเป็นหลักจริยธรรมของพระเจ้า

และ เปาโลยังกล่าวอีกว่า เพราะฉะนั้น เมื่อเราถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 โดยความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติภาพกับพระเจ้า (พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับปี 1971 แปลว่า สันติสุขในพระเจ้า พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานปี 2011 แปลว่า อยู่อย่างสงบสุขเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า”) ทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา (รม 5:1)

พระคัมภีร์ข้อนี้ ก็สามารถแปลแบบขยายความว่า เหตุฉะนั้นเมื่อเราเป็นคนที่ถูกพระเจ้าชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 โดยความเชื่อในพระเยซูแล้ว ซึ่งไม่ใช่ตามธรรมบัญญัติของโมเสสหรือพิธีเข้าสุหนัต เราจึงมีสันติภาพกับพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา (รม 5:1)

ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจคำสอนของเปาโลตามที่กล่าวมาแล้วนั้น เราจะไม่ถามว่าหลุดพ้นเพราะพระคุณ โดยความเชื่อเพียงอย่างเดียวหรือ เพราะเปาโลบอกไว้อย่างชัดเจนว่า เรา ถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 เพราะพระคุณ โดยความเชือ เปาโลไม่ได้บอกว่า หลุดพ้นเพราะพระคุณ โดยความเชื่อ และการประพฤติตามธรรมบัญญัติของโมเสส (หรือของพระสมณโคดมด้วย)

สาเหตุที่คนเหล่านั้นสับสน ก็เพราะไม่เข้าใจคำสอนของยากอบที่ว่า ท่านทั้งหลายก็เห็นแล้วว่า คนหนึ่งคนใดจะถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1ได้ ก็เพราะการประพฤติ และไม่ใช่ด้วยความเชื่อเพียงอย่างเดียว (ยก 2:24)

ถ้าเราอ่านเพียงผิวเผิน ดูเหมือนว่า ขัดแย้งกันจริงๆ เพราะเปาโลสอนว่า ถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่ง เพราะพระคุณ โดยความเชื่อ แต่ยากอบสอนว่า ถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่ง เพราะพระคุณ โดยการประพฤติ ไม่ใช่ความเชื่อเพียงอย่างเดียว

ความจริงแล้ว เปาโลและยากอบไม่ได้สอนขัดแย้งกัน เหตุที่เปาโลเน้นว่า ถุกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุพ้นขั้นที่ 1 เพราะพระคุณ โดยความเชื่อนั้น เพราะเปาโลกำลังเผชิญอยู่กับกลุ่มบุคคลที่เป็นพวก ครูศาสนายวิ ที่เน้นว่า ทำตามธรรมบัญญํติของโมเสสที่ว่าด้วยพิธีกรรม (โดยเฉพาะการเข้าสุหนัต) เพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องมีความเชื่อก็จะได้รับการชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นในขั้นที่หนึ่ง (Justification) และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่สอง (Sanctification) กล่าวคือ เข้าจารีตนับถือศาสนายิว โดยไม่มีความเชื่อในพระเจ้า ไม่เชื่อในการถูกชำระให้เป็นคนบุญ เพียงแต่ทำพิธีกรรมทางศาสนา โดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ก็จะได้รับความหลุดพ้น

ส่วนยากอบ สาเหตุที่สอนว่า การถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่งนั้น มีความเชื่อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะต้องประพฤติตามด้วย เหตุที่สอนเช่นนั้น เพราะยากอบเผชิญกับกลุ่มบุคคลทีสอนผิด ที่เน้นว่า มีความเชื่อเพียงอย่างเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องประพฤติตาม ก็จะได้รับการชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่ง (Justification) และได้รับการถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่สอง (Sanctification) ดังนั้นทั้งสองท่านจึงเน้นไม่เหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง เราจะคิดว่า ทั้งสองท่านสอนขัดแย้งกัน

ความหลุดพ้นตามคำสอนของเปาโลและยากอบ

เปาโลเน้นว่าเราหลุดพ้นโดยความเชื่อเพียงอย่างเดียวว่า ด้วยว่าท่านทั้งหลายได้รับความหลุดพ้น (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า ความรอดซึ่งเป็นการชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1) แล้วด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อนี้ไม่ใช่มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้” (อฟ 2:8-9)

ส่วนยากอบกลับเน้นว่า การถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่หนึ่งนั้นได้มาโดยความเชื่อและการประพฤติ ดังที่ท่านกล่าวว่า ทำนองเดียวกัน ลำพังความเชื่อ ถ้าไม่มีการประพฤติ ก็เป็นสิ่งที่ตายแล้ว แต่บางคนจะกล่าวว่า ท่านมีความเชื่อ และข้าพเจ้ามีการประพฤติ จงแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นความเชื่อของท่านโดยไม่มีการประพฤติซิ แล้วข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านเห็นความเชื่อของข้าพเจ้าโดยการประพฤติ (ยก 2:17-18)

ยากอบกำลังชี้แจงให้เห็นประเด็นที่ว่า เมื่อถูกชำระให้เป็นคนบุญโดยความเชื่อในขั้นที่ 1 (Justification) แล้ว จะส่งผลให้ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง และประพฤติดีในการถูกชำระให้เป็นคนบริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่สอง (Sanctification) ในคำสอนของยากอบนั้น ท่านเชื่อว่า พระเจ้าเป็นพลัง เป็นอำนาจ เมื่อเชื่อในพระองค์แล้ว ไม่ประพฤติไม่ได้ ไม่ทำดีไม่ได้ เพราะพลัง และอำนาจแห่งความดีของพระเจ้า ได้เข้ามาอยู่ในจิตใจของเราแล้ว พระองค์จะเป็นพลัง เป็นอำนาจ ผลักดันให้กระทำความดี ทำตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า คนที่ไม่ประพฤติตาม แต่อ้างว่า มีความเชื่อ แสดงว่า คนนั้น ยังไม่ได้ต้อนรับเอาพระเจ้า(ซึ่งเป็นพลังและอำนาจ) เข้ามาอยู่ในจิตใจของตนเลย

ดังที่ท่านกล่าวว่า คนโฉดเขลาเอ๋ย ท่านต้องการให้พิสูจน์ว่า ความเชื่อที่ไม่มีการประพฤตินั้นก็ไร้ผลหรือ อับราฮัมบรรพบุรุษของเรา ถวายอิสอัคบุตรของท่านบนแท่นบูชา เพราะการถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 โดยการประพฤติไม่ใช่หรือ ท่านก็เห็นแล้วว่า ความเชื่อนั้นทำงานควบคู่กับการประพฤติของเขา และความเชื่อก็สมบูรณ์ได้โดยการประพฤตินั้น และพระคัมภีร์ก็สำเร็จตามที่กล่าวไว้ว่าอับราฮัมเชื่อพระเจ้า และพระองค์ทรงถือว่าเขาเป็นคนที่ถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1’ และเขาได้ชื่อว่า เป็น สหายของพระเจ้า พวกท่านก็เห็นแล้วว่า คนหนึ่งคนใดจะถูกชำระให้เป็นคนบุญได้ ก็เพราะการประพฤติ และไม่ใช่เพราะความเชื่อเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกัน ราหับหญิงโสเภณีก็ถูกชำระให้ชอบธรรมเพราะการประพฤติไม่ใช่หรือ เมื่อนางได้ต้อนรับพวกผู้สอดแนม และส่งเขาทั้งหลายไปโดยทางอื่น กายที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้นตายแล้วอย่างไร ความเชื่อที่ปราศจากการประพฤติก็ตายแล้วอย่างนั้น (ยก 2:20-26)

ยากอบไม่ได้กล่าวว่า การถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 ได้มาโดยความเชื่อบวกกับการประพฤติ แต่ท่านกล่าวถึงคนที่มีความเชื่อในพระคุณของพระเจ้าได้รับการชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นในขั้นที่ 1 (Justification) นั้น คนผู้นั้นจะมีการประพฤติที่ดีในชีวิตเขาเป็นผลตามมาในการถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification)

ถ้ามีคนอ้างว่าเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ได้รับการชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 แต่ไม่ได้ประพฤติดีในการถูกชำระให้เป็นคนบริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 นี้ ก็เท่ากับว่าเขาผู้นั้นไม่ได้มีความเชื่อและยังไม่ได้ถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นในขั้นที่ 1 (Justification) เลย

ดังที่ยากอบกล่าวว่า พี่น้องของข้าพเจ้า แม้ใครจะกล่าวว่าตนมีความเชื่อ แต่ไม่ได้ประพฤติตาม จะได้ประโยชน์อะไร ความเชื่อนั้นจะช่วยให้เขาหลุดพ้นได้หรือ ทำนองเดียวกัน ลำพังความเชื่อ ถ้าไม่มีการปฏิบัติ ก็เป็นสิ่งที่ตายแล้ว” “โอ คนเขลาเอ๋ย ท่านต้องการให้พิสูจน์ว่า ความเชื่อที่ไม่มีการประพฤตินั้นก็ไร้ผลหรือ กายที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้นตายแล้วอย่างไร ความเชื่อที่ปราศจากการประพฤติก็ตายแล้วอย่างนั้น (ยก 2:14,17,20,26)

เปาโลก็ได้กล่าวถึงสิ่งเดียวกันนี้ในหนังสือจดหมายของท่านว่า ผู้เชื่อพระเจ้าที่กำลังดำเนินอยู่ในการถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่สอง (Sanctification) นี้ ควรจะมีผลของพระธรรมของพระเจ้าสำแดงออกมาในชีวิต ซึ่งท่านได้กล่าวไว้

ส่วนผลของพระธรรมนั้นคือ พรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า ความรัก”) ความยินดี สันติภาพ (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า สันติสุข”) ความอดทน ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนโยน การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย (กท 5:22-23

ทันทีที่เปาโลบอกพวกเราว่าเราถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) โดยความเชื่อ มิใช่โดยการประพฤติที่ว่า ด้วยว่าท่านทั้งหลายได้รับการถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 แล้วด้วยพระคุณโดยความเชื่อ การถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นนี้ไม่ใช่มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้ (อฟ 2:8-9)

แล้วท่านได้บอกเราอีกว่าเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประพฤติการดีในการถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) ว่า เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม (อฟ 2:10)

เปาโลคาดหวังถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีในการดำเนินชีวิตในการถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่ 2 (Sanctification) เช่นเดียวกับที่ยากอบคิด ดังที่ท่านกล่าวว่า เหตุฉะนั้น ถ้าใครอยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร 5:17) การทำดี การประพฤติ ไม่ใช่การฝืนใจ แต่เป็นไปโดยธรรมชาติ เป็นการตอบสนองพระคุณพระเจ้า เป็นการยอมทำตามการทรงนำของพระธรรม ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเรา และเรายอมที่จะทำตามความประสงค์ของพระองค์

ยากอบและเปาโลไม่ได้มีความคิดขัดแย้งกันในการสอนเรื่องการถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นนี้เลย ท่านทั้งสองพูดถึงเรื่องเดียวกันแต่ในมุมมองแตกต่างกัน

เปาโลย้ำในเรื่องการถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 โดยความเชื่อเท่านั้น ในขณะที่ยากอบได้เน้นถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการถูกชำระให้เป็นคนบุญในความหลุดพ้นขั้นที่ 1 (Justification) โดยความเชื่อในพระคริสต์นั้น จะก่อให้เกิดการประพฤติดีในการดำเนินชีวิตในการถูกชำระให้บริสุทธิ์ในความหลุดพ้นขั้นที่สอง (Sanctification) ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจว่า ทั้งสองท่านสอนขัดแย้งกัน แสดงว่าเราไม่เข้าใจ จะต้องศึกษา และทำความเข้าใจให้ได้ว่า ความหลุดพ้นนั้น เป็นการกระทำของพระเจ้า ไม่ใช่เรากระทำเอง เราเป็นเพียงแต่ผู้รับเอาการกระทำของพระองค์มาเป็นของเราเท่านั้นเอง

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจอุดรธานี)

 


 

 

 
ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บนี้ เพื่อรับข่าวสารดีๆจากเรา

 

มานาประจำวัน เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า บทความดีๆ คำเทศนา
ไทยคริสเตียน ศูนย์รวมเว็บศาสนาคริสต์

 

ข่าวอัพเดทใหม่วันนี้.. Latest News














คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?