gototopgototop
Get Adobe Flash player
Highlighter
การรอรับพระพร (Waiting Blessed) » การรอรับพระพร (Waiting Blessed) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com) การรอรับพระพรเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขี้เกียจไม่ยอมทำอะไรได้แต่นั่งคอยให้ราชรถมาเกย ซึ่งเป็นการไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอนก็เหมือนกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปร้องขอ หรือหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อรอคอยให้สิ่งที่ขอตอบสนองความต้องการในชีวิต หรือขอให้มั่งคั่งร่ำรวยมีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันโตอะไรทำนองนั้น หรือแสวงหาโชคลาภ รอคอยโชคชะตาราศีว่าสักวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พระเจ้าไม่ได้สอนไห้เรากระทำเช่นนั้น การที่จะได้รับพระพรต้องขึ้นอยู่กับการกระทำให้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเราเปล่า ฟรีๆ ไม่ได้คิดมูลค่าก็จริง แต่ถ้าเราจะรับเอาพระพรก็ต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ในข้อพระคัมภีร์ มธ.6:33”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” การที่เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงนั้นจำเป็นที่เราจะต้องแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน คือการเข้ามามีสัมพันธภาพกับพระองค์เป็นการส่วนตัว ผูกพันด้วยรักอย่างลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกัน เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง ในเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้วก็คิดว่าได้รับความรอดเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว (ผิดครับ) ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เคยเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นความเชื่อที่ถูกต้องคือการประพฤติตาม และยอมรับการเปลี่ยนแปลง 2คร.6:1”ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงวิงวอนท่านว่า ‘อย่าสักแต่รับพระคุณ’ ของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์ เพราะธรรมบัญญัติไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากบาป มนุษยไม่สามารถกระทำตามธรรมบัญญัติได้เลย ยากเกินกว่ามนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ จะทำตามได้ ไม่มีเหตุผลเลยที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมาจากเบื้องบนเพื่อยอมตายบนไม้กางเขน ถ้าเรารอดโดยธรรมบัญญัติ กท.2:21”ข้าพเจ้า ไม่ได้กระทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์” ความเชื่อ คือการกระทำตามนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส เพราะว่าถ้าไม่กระทำตามเมื่อวันนั้นมาถึงมิใช่ทุกคนที่เรียกว่า “พระองค์เจ้าข้า” พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ มธ.7:21”มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้าจะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”  เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมที่เราหวัง คือพระเยซูคริสต์ของเราที่จะเสด็จกลับมา ถ้าเรามัวรอรับแต่พระพรที่เหมือนกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่แบมือขออย่างเดียวแล้วถ้าไม่มีใครให้ ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่เคยช่วยเหลือตัวเอง ไม่เคยทำอะไรเองเหมือนเด็กที่เอาแต่แบมือขอตังค์พ่อแม่อะไรทำนองนั้นแหละครับ ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะให้เพราะเราเป็นลูกก็ตาม แต่การให้นั้นเป็นด้วยความรักความผูกพัน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราก็ได้ถูกสอนให้พึงตัวเองใช่ไหมครับ ต้องทำมาหากินเอง แต่ก่อนที่จะมาช่วยตัวเองได้ก็ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในสารพัดสิ่ง ในทุกเรื่อง พระเจ้าก็เช่นเดียวกันถึงแม้พระองค์จะเทพระพรลงมาให้เรา แต่พระองค์ก็ตรัสให้เรากระทำตามในสิ่งที่พระองค์ได้สอนเหมือนกัน แนวความคิดของการแยกตัวเองออกมาจากความชั่ว คือพื้นฐานในการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า พร้อมกับผู้คนของพระองค์สู่พระคัมภีร์ การแยกตัวผูกพัน คือ ปฏิเสธ และรับเอาสิ่งอื่นที่ดี แยกตัวเองดำเนินชีวิตออกมาจากบาป และจากทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์ เข้ามาสู่ความชอบธรรม และพระคำของพระเจ้า ต้องเข้ามาใกล้พระเจ้า ติดสนิท และเป็นความสนิทสนมด้วยการอุทิศตัว สรรเสริญและนมัสการ พร้อมกับการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยใจกล้าหาญ ไม่มีข้อแม้ใดๆ เป็นการตอบสนองพระคุณที่ได้มีให้กับเรา การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ออกมาจากการถูกกักขังของความบาป 2คร.6:16-18”วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์  ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา””พระเจ้าตรัสว่า เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากาเขาทั้งหลายอย่าแตะต้องสิ่งซึ่งไม่สะอาด แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย””เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น” ดังนั้น การแยกตัวเองออกมาจากความบาปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ชีวิตที่จะดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้นั้นต้องยอมจำนนและดำเนินต่อไปซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นต่อประชากรของพระองค์ พวกเราต้องคาดหวังที่จะบริสุทธิ์ แตกต่างและแยกออกมาจากผู้คนเหล่านั้นทั้งสิ้น และเข้ามาสู่ภายใต้พระเจ้าด้วยตัวของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และต้องเกลียดบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงเกลียด การกระทำทั้งสิ้นเหล่านี้จะเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการแยกตัวเองออกมาจากสิ่งชั่วร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของโลกใบนี้ ถึงแม้การยืนอยู่ตรงข้ามกับบาปจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม แต่ก็จะเป็นที่รักยิ่งหรือที่เรียกว่าเป็นคนโปรด คุณเคยเป็นคนโปรดหรือไม่ครับ? การเป็นคนโปรดจะมีความสุขมาก เพราะร้องทูลขอสิ่งใดก็จะได้รับคำตอบ หรือจะได้รับพระพรนานาประการจากพระองค์ เราจะพบว่าทำไมพระเจ้าจึงให้นางมารีย์ตั้งครรภ์โดยเดชของพระวิญญาณ และคลอดบุตรชายที่มีชื่อว่า “เยซู” ล่ะครับ ก็เป็นเพราะว่านางเป็นคนโปรดนั่นเอง การที่ได้เป็นคนโปรดก็ว่านางได้ใช้เวลากับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ลก.1:28,30”ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมากจงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ””แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ยอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว” เราจะพบถึงสองข้อด้วยกันที่พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์ “กาเบรียล” มากล่าวแก่นางว่า “เธอเป็นหญิงที่พระเจ้าทรงโปรดปราน” ขอบคุณพระเจ้าที่ได้สำแดงถึงความโปรดปรานแก่นาง ซึ่งนี่เองเป็นการยืนยันถึงพระพรที่ประชากรของพระองค์จะได้รับเช่นกัน เพียงแค่แยกตัวเองออกมาจากระบบของโลก ใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับนางมารีย์ด้วยกันครับ แล้วสิ่งที่รอคอยก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ ทุกอย่างเป็นไปได้โดยพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่าน ขอให้ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งพระพรนะครับ.... วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 14:37 น.
พลังแห่งความปรารถนาที่ลึก (The Power Of A Deep Desire) » pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   พลังความปรารถนานี้ก็เพียงแค่เข้ามาพิจารณาความจริง  สิ่งนี้อาจจะปฏิวัติชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง น้ำแห่งชีวิตก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตไหลเทลงมาด้วยความเชื่อ และความศรัทธาด้วยผลแห่งการอธิษฐาน และพระพรทั้งหมดแห่งชัยชนะของเราด้วยจิตวิญญาณภายใน พระพรนี้จะเข้ามาเป็นส่วนตัวและสำหรับคริสตจักรที่อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้า ไม่เชื่อว่าเราไม่เคยรู้ถึงพลังอันมหาศาลนี้ที่อยู่ในความปรารถนาลึกๆ ของเรา เราได้ยินมากมายเกี่ยวกับเรื่องการอธิษฐานของเราและพระคำแห่งความเชื่อ เมื่อเราได้จัดการกับความปรารถนาของเรา เราก็จะใส่สิ่งนี้เข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก ความปรารถนาคือรากฐานของเราที่จะทำให้ภูเขาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเชื่อ และเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตของการอธิษฐาน นี่คือเคล็ดลับของการฟื้นฟูจิตวิญญาณทั้งหมด ความปรารถนาคืออะไร? เรามักจะใช้คำนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร เรามักจะใช้ถึงความปรารถนาของตัวเราเอง “ต้องการ” แต่ถึงอย่างไรความจุของความลึกแห่งความปรารถนาซึ่งมีเพียงเล็กน้อยก็ยากที่จะหยั่งถึง ความลึกความเข้มแข็งแห่งความปรารถนา คือการใช้ถ้อยคำในความจริงและลึกที่สุดในความรู้สึกแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดในแต่อย่างที่เราปรารถนา ความปรารถนานี้เป็นความรักที่แข็งแกร่ง สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการเป็นความบริสุทธิ์อย่างแรงกล้า “นิมิต” “แนวคิด” ที่จะกระตุ้นชีวิตของเรา และโชคชะตาถ้าเรายังไม่เคยรู้จักความจริงและความสำเร็จที่ชัดเจนจนกว่าพวกเขาจะมีไฟแห่งความรักความปรารถนานี้ภายในจิตใจของพวกเขา ความรู้ ความเข้าใจ และนิมิตที่ร่วมกัน มีข้อพระคัมภีร์อยู่สองเล่มที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบ ข้อแรกอยู่ใน โฮเชยา 4:6 “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้ เพราะเจ้าปฏิเสธไม่รับความรู้ เราก็ปฏิเสธเจ้าไม่ให้รับเป็นปุโรหิตของเรา เพราะเจ้าหลงลืมพระบัญญัติแห่งพระเจ้าของเจ้า เราก็จะลืมพงศ์พันธุ์ของเจ้าเสียด้วย” ความรู้ของตัวเองไม่ได้นำมาซึ่งอำนาจ แต่การใช้ของพระองค์ คือ (ความเอาใจใส่) ความรู้เช่นนี้ก็จะสามารถเป็นไปได้ พระคัมภีร์เล่มที่สองอยู่ใน สภษ.29:18”ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข” นิมิต เป็นแสงสว่าง (การเผย) เราได้รับเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราในการรับใช้ มีอยู่สองสิ่งที่ได้สอนเรา คือประชากรขาดความรู้กำลังอยู่ในอันตรายของการถูกทำลาย และคนที่ไม่มีนิมิตก็จะพินาศ  การไม่มีนิมิตก็ไม่มีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ การก้าวก็จะช้าแต่แน่นอนก็จะสูญเสียผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ผลประโยชน์ที่ลึกคือผลแห่งการร่วมกันในความรู้และนิมิต มันเป็นความรู้ที่ลุกเป็นไฟอยู่ในเรา ความรู้เป็นเหมือนกับเครื่องจักรแต่นิมิตได้ผลิตความแข็งแกร่งแห่งความปรารถนาที่จะเคลื่อนเครื่องจักรไปได้ด้วยพลังอันมหาศาล ความเชื่อที่แท้จริงจะมาสู่เราได้ก็คือ ความรู้แห่งพระคำ แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังไม่พอขาดพลังขับเคลื่อน ความรู้ของเราแห่งพระคำของพระเจ้าจำต้องถูกสร้างขึ้นภายในตัวเราที่มีแรงปรารถนาอันแรงกล้าสำหรับการปฏิบัติตามพระวจนะ หลายคนเข้าใจถึงพระสัญญาของพระเจ้าแต่พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระสัญญาเหล่านั้น เพราะพวกเขาขาดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อความต้องการที่แท้จริง ที่ลึกภายในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเขาเอง ความปรารถนาของเราไม่ใช่เพียงแค่รู้ถึงพระสัญญาเพียงเท่านั้น แต่ต้องมั่นในทางความคิดด้วย กล่าวถึง และมีสันติสุขภายในด้วย การกระทำตามนั้นคือความเชื่อที่แท้จริง เป็นชนิดแห่งความเชื่อที่ได้ผลิตนิมิตให้เราติดตามด้วยไม่คาดสายตา  ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดขึ้นได้ต้องเต็มไปความเชื่อชนิดนี้ที่แข็งแกร่งมั่นคง มก.11:24 “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” ถ้ายังไม่ได้ขอให้เราขอก็จะได้ในสิ่งที่เราปรารถนา แต่ต้องเป็นการขอที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันแรงกล้าอย่างลึกๆ ในจิตวิญญาณของเราด้วยความบริสุทธิ์ใจภายใต้จิตสำนึกที่ดี คิดดี ทำดี มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งความดีงามที่ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อเราจะได้รับนิมิตและคว้าเอาไว้ด้วยความมั่นใจ และก้าวตามนิมิตนั้น ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้เรายึดนิมิตเอาไว้ด้วยใจที่แน่วแน่ปราศจากความสงสัยในความคิด โดยยึดเอาพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเราในพระวจนะที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช เพราะว่า ถ้าประชากรขาดการเผยธรรม เขาเหล่านั้นก็ขาดความยับยั้งชั่งใจทำอะไรโดยขาดจิตสำนึกที่ดี การขาดจิตสำนึกที่ดีเพียงนิดเดียวความปรารถนาเหล่านั้นก็ขาดพลังของการที่จะได้รับคำตอบ หรือไปไม่ถึงความต้องการ “นิมิต” นั้นๆ อย่างน่าผิดหวัง จริยธรรม คือ จริย+ธรรม  ซึ่งคำว่าจริยหมายถึง การประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ   ส่วนคำว่าธรรม หมายถึง คุณความดี เมื่อรวมกันแล้วก็คือการกระทำความดี หรือรวมถึงความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไปโลกก็จะวุ่นวาย ความชั่วหรือการขาดการยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดขึ้นโดยปริยาย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติก็จะเป็นสุข สุขกาย สุขใจ ทุกอย่างก็เป็นสุข โลกก็จะสงบ แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นผู้คนต่างชิงดีชิงเด่น แย่งชิงกัน ถ้าไม่ได้ตามใจปรารถนาก็ฆ่าฟันกัน เหตุเหล่านี้ก็คือความบาปที่ได้เข้ามาครอบงำมนุษยชาติ เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสตชนภายใต้ร่มพระคุณอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าการยับยั้งชั่งใจจะมีอยู่ในเราทุกคนที่เชื่อและกระทำตามพระวจนะของพระองค์อย่างเคร่งครัด และยึดนิมิตอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวไปด้วยแรงแห่งศรัทธา จนไปถึงความไพบูลย์ของพระองค์ด้วยแรงผลักดันแห่งนิมิตที่ได้ทรงมอบให้กับทุกท่านตามแต่พระประสงค์ในจิตใจที่ลึกแห่งความต้องการนะครับ เอเมน..... ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆ ท่านครับ.....   ................................................   วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2013 เวลา 21:07 น.
ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) » ฉบับสุดท้าย เพื่อน (Friend) ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว pinkaewpongsak@gmail.com (mailto:pinkaewpongsak@gmail.com)   หลังจากที่ผมรับใช้อยู่ในคริสตจักรใหญ่นั้นอยู่ร่วมหนึ่งปี ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนไม่พอจนกระทั่งล้มป่วยลง จึงได้ลาออกจากที่นั่นเพื่อมาพักผ่อนรักษาตัวให้กลับมีกำลังขึ้นมาใหม่ ในช่วงนั้นก็ได้ใช้เวลากับพระเจ้าไปด้วยเพื่อขอการทรงนำในก้าวต่อไป แต่ในใจก็คิดถึงคริสตจักรหนึ่งที่เคยไปนมัสการก่อนเดินทางไปอังกฤษ (ทุกครั้งเวลาผมจะทำอะไรต้องอธิษฐานก่อนเสมอ) ครั้งนี้ก็เหมือนกันได้อธิษฐานขอหมายสำคัญจากพระเจ้า หลังจากนั้นก็ได้รับคำตอบจึงได้โทรศัพท์ไปหาศิษยาภิบาลและนัดหมายที่จะพบกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีผมเริ่มต้นรับใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใจที่เป็นอิสระ ชีวิตเริ่มเข้าไปสู่ทิศทางของพระเจ้ามากขึ้นถึงจะอยู่ไกลจากบ้านก็ไม่เป็นไรถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ทุกวันดูมีสันติสุขมาก เยี่ยมเยียนเลี้ยงดูจิตวิญญาณ ทำกลุ่มเซลล์ ประกาศ เป็นพยานแต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนที่อยู่คริสตจักรก่อน เช่นเคยก็ยังกลับบ้านดึกเหมือนเดิมเพราะต้องทำกลุ่มเซลล์ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวเช่นเดิม การรับใช้ในคริสตจักรนี้ผมก็ได้เป็นผู้ประสานงานขององค์กรอีอีสามประเทศไทยด้วย จุดนี้เองมีความสำคัญมากในเรื่อง “เพื่อน” เพราะว่าการเป็นผู้ประสานงานนี้ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปในภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อประสานงานขององค์กรในการกระตุ้นผู้ที่เคยมาอบรมหลักสูตรของการประกาศข่าวประเสริฐในรูปแบบของการทวีคูณ อีอี 3 ให้ได้กลับมาใช้ระบบนี้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ผมได้มีเวลารู้จักเพื่อนผู้รับใช้ตามภาคนั้นๆ ที่ได้เดินทางไปเพิ่มมากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะงานของพระองค์จำเป็นที่จะต้องมีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันเพื่อง่ายต่อการประสานฯ ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็มที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อยู่ที่นี่มีความสุขมาก ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ผูกพันกับสมาชิกเป็นกันเองกับทุกคนยิ่งนานวันก็ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นกับพระเจ้า ผมว่าคริสตจักรนี้พระเจ้าจัดเตรียมให้กับผมที่จะได้รับใช้ในหนทางที่จะไปสู่แผนการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงตรัสกับอับราฮัมว่า จงนำบุตรของเจ้ามาถวายเป็นเครื่องบูชาให้กับเรา พระองค์ทรงรู้ว่าอับราฮัมรักบุตรคนนี้มาก จึงต้องการทดสอบจิตใจดูว่าท่านจะรักบุตรของท่าน หรือว่ารักพระองค์มากกว่ากัน แต่ด้วยความเชื่อที่ท่านมีอยู่ไม่เคยจางหายไปนั้น ท่านได้กระทำตามที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการ ได้นำบุตรไป ณ สถานที่ที่จะถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่ยื่นมือจับมีดาจะฆ่าบุตรชาย แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า  อับราฮัม อับราฮัม เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า ยอมถวายบุตรคนเดียวของเจ้า เราจะอวยพรเจ้าให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติ และเมื่ออับราฮัมเงยหน้าขึ้น ก็พบแกะตัวหนึ่ง ปฐมกาล 22:13”อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย” สถานที่นั้นเอง ท่านจึงเรียกชื่อนั้นว่า “เยโฮวาห์ยิเรห์” อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์ นี่คือคำที่ว่า “พระเจ้าผู้จัดเตรียม” ถ้าเราเชื่อและกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส เราก็จะได้พบกับสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดสิ่งที่พระองค์บอกเกิดขึ้นจริงกับชีวิตผมมาเสมอ ในช่วงที่รับใช้อยู่นั้นก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปถึงนิมิตที่พระเจ้าให้ก็คืองาน “ฤทธิ์เดช” ซึ่งเป็นงานประจำปีของชาวคริสตชนในประเทศไทย เป็นงานที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้รับใช้ร่วมกันเป็นพระพรมาก ยังจำได้ว่าในปี คศ.1998 ซึ่งก็จะถึงงานฤทธิ์เดชของปีนั้นได้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดงาน ทางคริสตจักรก็ได้ส่งผมเป็นตัวแทนไปร่วมประชุมกับเขาด้วย มีการประชุมอยู่หลายครั้งด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเลือกผู้นำนมัสการ ก็ได้เลือกท่านนั้นท่านนี้อยู่หลายท่านด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงมีอยู่ท่านหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะมาร่วมด้วย ทางคณะกรรมการก็เลยพูดในที่ประชุมว่าก็เอาอาจารย์พงศ์ศักดิ์ นั่นแหละนำนมัสการแทน นี่คือที่มาของการที่จะเข้าไปสู่นิมิตที่ได้ให้ไว้ คือมีอยู่คืนหนึ่งในอังกฤษขณะที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้นำให้เข้าไปสู่เวลาของพระเจ้า  แล้วก็ได้เห็นภาพนิมิตว่าตัวเองยืนถือไมค์โครโฟนอยู่ท่ามกลางฝูงชนรอบด้าน กระโดดโลดเต้นไปมา นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า เป็นภาพที่ประทับใจมากแต่ก็ไม่ทราบว่าภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แปลกภาพที่เห็นนั้นเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ได้เฝ้ารอภาพนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งกลับมาเมืองไทย และนิมิตนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในงาน “ฤทธิ์เดช” นี่เอง คืนที่ผมได้นำพี่น้องนมัสการพระเจ้า ในขณะที่ยืนถือไมค์มีฝูงชนของพระเจ้าทั้งยืนและนั่งอยู่รอบด้านเหมือนในนิมิตอย่างไงอย่างงั้นเลย ทำให้ผมรู้ว่านิมิตที่ให้นั้นคืองานฤทธิ์เดชผมตื้นตันใจมาก มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็ได้รับใช้ในงานฤทธิ์เดชอยู่หลายปี และผมก็เชื่อว่างานเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน พระเจ้าจะนำฝูงชนของพระองค์เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมกันเป็นพลังอันมหาศาลเพื่อเสียงแห่งการสรรเสริญจะขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพระพรของพระองค์จะเทลงมาสู่ปวงประชาชาติทั้งสิ้น จากการได้ติดตามพระเจ้าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ส่ำสมประสบการณ์ในทุกด้านที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ จากวันนั้นถึงวันนี้นิมิตต่างๆ ที่มีได้เกิดขึ้นมาโดยตลอดพระองค์ไม่เคยที่จะไม่ทำตามพระสัญญาของพระองค์เลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมารับใช้อยู่ในองค์กรหนึ่งจากหมายสำคัญที่ขอกับพระองค์ หลังจากที่ได้ออกมาจากคริสตจักรนั้นแล้ว ในช่วงที่ยังคงรับใช้อยู่ในงานฤทธิ์เดชวันหนึ่งหลังจากมีการประชุมเสร็จ ก็ได้อยู่คุยต่อกับผู้รับใช้อาวุโสสองท่านซึ่งอยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็ได้ขอหมายสำคัญกับพระเจ้าว่า ถ้ามีท่านใดท่านหนึ่งถามว่าจะมารับใช้ด้วยกันในองค์กรนี้ไหม (นั้นคือหมายสำคัญ) และในเวลานั้นก็มีท่านหนึ่งได้ถามผมว่าจะมารับใช้ด้วยกันไหม ผมก็เลยรีบตกลง เพราะเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า รับใช้อยู่ในคณะฯนี้มาประมาณ 12-13 ปีมาแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า การรับใช้เป็นการรับใช้ไปรอคอยพระสัญญาไปด้วย ผมเชื่อว่าในขณะที่รับใช้ถ้าหัวใจของเราจดจ่ออยู่กับพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ยากมากที่จะพรากเราออกไปจากพระองค์ สดุดี 1:2 “แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน” พระธรรมข้อนี้ได้ทำให้มีการเชื่อมต่ออย่างอัศจรรย์ อุปสรรคหรือปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำให้เราออกไปจากน้ำพระทัยได้ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการยึดมั่น ทุกการทดลองก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะการทดลองที่เกิดขึ้นกับเราพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องทนไม่ได้แม้สักครั้งเดียว 1คร.10:13 “ไม่มีการทดลองใดๆ เกิดขึ้นกับท่านนอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”   ทุกวันนี้การรับใช้ของผมอยู่ได้ก็โดยมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่ประเสริฐที่สุดของผมก็คือ “พระเยซู” พระองค์ทรงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นครอบครัวเดียวกันทุกสถานการณ์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตในพระมรรคาทุกลมหายใจเข้าออก คือผู้ที่ทรงนำข้าพระองค์กลับมา และเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียนนิ้วในร่างกายนี้ บั้นปลายของชีวิตขอมอบอุทิศแด่พระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยนิมิตที่ได้มอบให้ วันเวลาเหล่านั้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่ง ด้วยทุกวันความเชื่อ และความศรัทธาจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นว่าวันนั้นจะมาถึงอีกไม่นาน ฝูงชนของพระเจ้าจะรวมตัวกันเข้ามาเป็นประชาชาติอันมโหฬาร วางทุกสิ่งที่ถืออยู่ลง เหมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเฉลิมฉลองโห่ร้องเต้นโลด สรรเสริญนมัสการพระเจ้าโดยสุดจิต สุดใจ สุดกำลังที่มีอยู่ ถวายสาธุการแด่องค์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการรอคอยจะไม่เสียเปล่าพระองค์ไม่เคยทำให้ต้องคอยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น  สดุดี 126:3,5-6 “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” “ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน” “ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่านจะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย” ด้วยเสียงโห่ร้องนี้จะไปถึงบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นที่พอพระทัยแล้ววันที่รอคอยก็จะมาถึงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน โดยไม่คาดคิดด้วยตกตะลึงพึงเพลิด แต่เราทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปกับพระองค์ เป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์สำหรับเจ้าบ่าวคนเดียวของเรา ข้าพระองค์อธิษฐานให้เวลานั้นมาถึงเร็ววันนี้ด้วยเถิด อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน....  (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม ทุกถ้อยคำเหล่านี้ขอมอบถวายแด่พระองค์เพียงผู้เดียว)........       ................................................... วันพุธที่ 02 ตุลาคม 2013 เวลา 20:37 น.

เรื่อง บทเรียนพ่อดีแต่ลูกเลว

ข้อพระคัมภีร์  1 ซมอ 2: 12-17 
โดย  อ.เรวัฒน์  เทพจักร์



คำนำ    : รักแผ่นดิน ถิ่นเกิด เถิดพี่น้อง              จงอย่าต้อง แบ่งแยก แตกเป็นสี
               จงช่วยเหลือ รักใคร่ สามัคคี                แผ่นดินนี้ ของคนไทย ทุก..ทุกคน
               อย่าให้ใคร มายุ-แยง แบ่งเป็นฝ่าย       อย่าให้ใคร มาเป่าหู ดูสับสน
               จงอย่าดึง ฟ้าต่ำ ช้ำเหลือทน                ไทยทุกคน นั้นมีพ่อ องค์เดียวกัน.... 

นับเป็นบทกลอนที่ไพเราะและมีสาระสกิดใจ     เราต้องรู้รักสามัคคีไม่ดึงเอาฟ้ามาต่ำลง  ในยุคเวลาที่ทุกวันนี้มีการขัดแย้งกัน เช่นเดียวกับบ้านใหญ่เมื่อลูกๆทะเลาะกันก็จะดึงให้พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ลงมาเกี่ยวข้องด้วย  และที่น่าเศร้าใจยิ่งนักเมื่อผู้ใหญ่กลับมาทะเลาะกันเสียเองเพราะเรื่องของเด็กๆ     ในวันพ่อปีนี้ขอหยิบยกเอาเรื่องราวของเอลี มหาปุโรหิตที่เมืองชิโลห์มาแบ่งปันให้ฟังว่า  ถึงบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย    และบทบาทของบุตรธิดา  เป็นอย่างไรหากบิดามารดา   หรือเมื่อผู้ใหญ่อ่อนแอ  เลี้ยงดูแลเด็กแบบปล่อยปะละเลย  ผิดถูกอย่างไรไม่เตือน ส่งผล3ประการดังต่อไปคือ


ประการที่ 1  อันธพาล  ข้อ 12

                  คำว่าอันธ     แปลว่า มืด โง่ ทึบ บอด
                  คำว่าพาล      แปลว่า คนชั่วร้าย คนเกเร
                  คำว่าอันธพาล     จึงแปลว่า คนปัญญาโง่ทึบ คนเกะกะระราน  ( กุ๊ย)

          แทบไม่อยากจะเชื่อว่า  บุตรชายทั้งสองของเอลีจะเป็นคนอันธพาล   หากจะว่าตัวของเขาทั้งสองอยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีก็คงไม่ใช่เรื่อง   เพราะซามูเอลก็เติบโตขึ้นมาพร้อมๆกัน   และแม่ก็ไม่ได้เลี้ยงเขา  แต่เขาก็ถูกส่งตัวมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับลูกๆของเอลี   เติบโตมาด้วยกัน    แต่ซามูลเอลกลับนิสัยใจคอดี เป็นเด็กรักดี รักพระเจ้า รับใช้พระเจ้า  
ส่วนลูกๆของเอลีกลับอันตธพาล   เป็นคนเจ้าอารมณ์และนักเลงโต 

           ข้อที่ 22 บอกเราว่าเอลีชรามากแล้ว    มันเหมือนป้ายชี้ทางให้เรารู้ว่า  คนเราเมื่อร่างกายอ่อนแรงหมดไฟ บางทีก็ไม่สามารถพูดหรือสอน หรือทำอะไรได้มากเหมือนยุคก่อนๆ   ยิ่งไปกว่านั้นเองเราก็เห็นว่าบางทีเอลีก็อาจจะพูดมาก็มาก ตักเตือนลูกมาก็มากมาย   จนตนเองเบื่อๆ        แต่หลายๆคนก็มีคำถามว่า  เอลีเป็นถึงขั้นผู้นำเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเชียวนะ ทำไมลูกๆของท่านกลับไม่ได้เรื่องได้ราวสักคน   ทำตัวอันธพาล   อวดเบ่ง  คุยโวโอ้อวด  และวางมาด      มันก็น่าเศร้าใจจริงๆที่หลายครั้งเราก็เห็นลูกๆของบรรดาผู้นำหลายคนทำตัวไม่เป็นแบบอย่าง  มีคนกล่าวว่า ? ลูกอาจารย์หลานนักเทศน์?    

            อะไรที่ทำให้ลูกๆของเอลีเป็นเช่นนั้นหรือ?  หลายคนคาดว่าบางทีเอลีอาจจะยุ่งกับงาน มีภาระกิจมากมาย  จนกระทั่งไม่มีเวลาหันไปดูครอบครัว  เรื่องนี้ก็เป็นบทเรียนสำหรับเราว่า   อย่าให้งานของเรามาแย่งเวลาที่ดีของเราไปจากลูกๆ  หรือภรรยา      เราจะต้องมีเวลาดูแลคนในบ้านของเรา   สามารถปกครองดูแลบ้านเรือนของตนเอง    เช่นเดียวกันในพระคัมภีร์ใหม่เปาโลเตือนทิโมธีว่า  ในการแต่งตั้งผู้นำผู้ปกครองดูแลคริสตจักรควรจะเลือกเอาคนที่มีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง คนที่สามารถปกครองดูแลบ้านเรือนได้ดี     ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?   มันหมายความว่าหากเขาปกครองในบ้านเล็กๆไม่ได้  เขาจะบริหารปกครองกิจการงานพระเจ้าไม่ได้เช่นกัน   

          ชีวิตของเราเป็นป้ายบอกทางที่สำคัญที่สุด  เราจะให้คนอื่นอ่านป้ายชีวิตของเราอย่างไร  หากเราเป็นป้ายที่ใช้การไม่ได้เราก็กลายเป็นป้ายที่ทางผิด  นำพาผู้คนหลงทางผิดไป    จำเป็นที่เราจะต้องหันกลับมาพึ่งพาพระเจ้า  และในบทบาทหน้าที่ของการเป็นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย  หรือผู้ใหญ่ในบ้าน ในคริสตจักร ในบริษัท ในสังคม  เราได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อดูแลคนของเราหรือไม่?      ไม่เช่นนั้นแล้วคนของเราจะปกครองเขาไม่ได้  และสิ่งต่างๆที่เราพยายามสรรสร้างขึ้นมาก็จะล่มสลาย   ไม่มีประโยชน์อันใดเลย             ทำอย่างไรที่เด็กๆของเราจะไม่เป็นคนอันธพาล  ก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี  และส่งเสริมสนับสนุนลูกๆให้เข้าร่วมกิจกรรมที่ดีๆกับคริสตจักร หรือกลุ่มอนุชน   อบรมสอนอนุชนหนุ่มสาวของเราให้รักพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้า  เดินวันต่อวันกับพระเจ้า     และดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้าให้มากที่สุด 
 
ประการที่ 2  อันตรธาน   disappear ข้อ 12 
        ลูกๆของเอลีอยู่ใกล้แต่ไกล  เขาไม่ได้นับถือพระเจ้าเลย  ธรรมเนียบปฎิบัติต่างๆที่วางไว้ในอดีตที่ดีงามเขาก็ปฎิเสธเลิกล้ม และไม่รับไว้   นับวันยิ่งเดินห่างไกลไปจากพระเจ้า    เช่นเดียวกับคนในยุคในสมัยนี้ไม่ว่าเด็กวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่เราล้วนมักเดินหันหลังให้พระเจ้า  พ่อดีใช่ว่าลูกจะดีด้วย       เอลีจึงกลายเป็นคนดีที่ล้มเหลว   พื้นฐานของเอลีเป็นคนดี ไม่ล่วงประเวณี หรือลักเล็กขโมยน้อย    รักความสงบ  แต่เขาล้มเหลว   แม้ว่าเอลีจะรู้ว่าลูกๆกระทำตัวในทางที่ไม่ดีงาม  ไม่สมควรแต่เอลีก็เพียงแค่เตือนลูกๆธรรมดา  ไม่มีมาตรการในการเฆียนหรือลงวินัย  

        ภาษิตไทยสอนว่า     รักวัวให้ผูก รักถูกให้ตี    หมายถึงว่า   จะเลี้ยงดูลูกให้ดีต้องดูแลใกล้ชิด  ไม่ปล่อยปละละเลย
ตัวอย่าง พ่อแม่บ้านนั้นเขาดีนะ  ไม่เคยให้ท้ายลูกเลย  เวลาลูกทำผิด  ก็ว่ากล่าวตักเตือนหรือลงโทษ  เข้าทำนอง รักวัวให้  รักลูกให้ตี        เราผู้ที่เป็นพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่  และบุคคลที่มีบทบาทในสังคมต้องตระหนักให้ดีว่าลูกหลานของเรามีโอกาสหลงผิด หันหลังให้พระเจ้าได้ง่ายๆ   แฟชั่นสมัยใหม่มีโอกาสดึงชักจูงคนของเราออกห่างไกลพระเจ้า   เห็นคนอื่นสักร่างกายก็ไปสักตามเขา  เห็นเขาใส่สายเดียวเราก็ไปซื้อมาให้เขา   ไปย้อมผม  ไปเจาะลิ้น  ไปเสริมจมูกเสริมคาง       เราไม่ห้ามแถมให้เงินทองไปใช้จ่ายแบบนั้น        

        อย่าลืมว่า  เรามีบทบาทสำคัญที่จะเป็นแบบอย่างชีวิตในทางที่ดี ที่ถูกต้อง  ไม่เพียงแค่สอนด้วยคำพูด  แต่ต้องเป็นแบบอย่างในด้านวาจา การกระทำ    เมื่อเราบอกลูกๆว่าให้อ่านพระคัมภีร์เราเองได้อ่านบ้างไหม?  เมื่อเราบอกเขาให้เฝ้าเดี่ยวเราได้เฝ้าเดี่ยวหรือยัง?   เราจะต้องทำเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย   ไม่เช่นนั้นแล้วลูกๆของเรา เด็กๆในคริสตจักรของเราก็จะหลงหายไปจากทางของพระเจ้าไป   เขาจะเริ่มอันตรธานจากพระเจ้าไป  ไม่นับถือพระเจ้า  ตัวอย่าง :  น้องมานา   พ่อแม่ฝึกลูกให้รู้จักถวายทรัพย์ทุกอาทิตย์จะเอาเงินใส่ซองฝากไว้เพื่อถวายพระเจ้า   เชื่อว่าโตขึ้นจะต้องเป็นเด็กที่ที่พระเจ้าอวยพระพร  เพราะเขาถูกฝึกที่จะให้  และเรียนบทเรียนในการถวาย 

        แบบอย่าง : ลูกๆของเอลีปุโรหิต  เขาถูกฝึกมาว่าได้กินง่ายๆ  แค่เอาไม้สามง่ามไปแทงที่หม้อกระทะ  ก็ได้มาง่ายๆ  เขาเป็นฝ่ายรับๆๆๆ จนชินชา  ไม่ค่อยเรียนรู้จักแบ่งปัน หรือให้  โตขึ้นมาจึงกลายเป็นคนที่อันธพาล และอันตรธานจากพระเจ้า 

ประการที่ 3  อันตราย  17,  25
       เอลียืนอยู่ในตำแหน่งที่สามารถพูดได้ สอนได้  แต่เขาไม่ได้ทำ  สุดท้ายแม้ว่าเขาจะตำหนิลูกๆทั้งสองเขาก็ไม่ยอมฟัง เพราะจิตใจของเขาด้านไปเสียแล้ว    เช่นเดียวกันหลายครั้งในบทบาทของเราเราพูดได้ แต่เราก็ไม่กล้าทำอะไรลงไป  สุดท้ายจึงทำให้เกิดเรื่องเศร้า   ใจของเราไม่เข้มแข็งพอ   เราอ่อนแอเกินกว่า       เอลีลุกขึ้นมาต่อว่าลูกๆ  และจัดการกับความผิดบาปของลูกๆในเวลาที่มันสายเกินไป       ลูกๆของเอลีก้าวมาสู่เวลาที่อันตราย  ในระยะที่อันตราย    

  ดูจากข้อ 14    
-ไม่เอาวิธีการเดิมๆ  เอาแต่ใจ   ต้องการเนื้อดิบ    
- เอาแต่ใจตัวเอง  ไม่ฟังใคร  อวดเบ่ง อวดเก่ง  อวดใหญ่  
- สังเกต ? ข้าก็จะเอา     ลูกๆของเอลียืนอยู่ในจุดที่อันตรายเมื่อเขาดูหมิ่นของถวายแด่พระเจ้า 

ข้อ17บทเรียน (หลายครั้งลูกๆของเราไม่สำนึกว่าอะไรคือส่วนของเราเอง อะไรคือส่วนของพระเจ้า)
- ข้อ 22   ลูกๆของเอลีทำบาปผิดในบริเวณทางเข้าเต้นนัดพบ สถานที่พระเจ้าให้คนบาปมาพบกับพระเจ้า      แต่บุตรเอลีกลับใช้สถานที่นี้ในการเข้าหาผู้หญิง   กระทำให้ตัวมลทิน และสถานที่เป็นมลทิน  
หลายๆครั้งที่เราก็เห็นพี่น้อง  เห็นคนในครอบครัวของเรายืนอยู่ในจุดที่อันตราย   แต่เราก็ไม่กล้าหาญที่จะตักเตือน  บอกเขาตรงๆ  อาจจะเพราะว่าใจเราไม่กล้าหาญพอ  หรือเราคิดไปว่เขาคงไม่ฟังเรา   หรือคิดว่าธุระไม่ใช่จะไปยุ่งทำไมกัน   ในบทเรียนที่นี่เราพบว่า   เอลีช้าเกินไป......  

ตัวอย่าง : หลานชายคุณหนุ่ย  เล่นอยู่ในจุดที่อันตรายเกินไป   หลังเลิกเรียนก็พากันข้ามฟากไปเล่นอีกฝั่งข้างโน้น  หลังจากนั้นก็ยืนริมน้ำเจ้าพระยา  ลื่นถลาลงตกลงไป3 คน   แต่สองคนตะกุยตระกายขึ้นมาได้  แต่หลานชายคุณหนุ่ยไม่มีแรงพอที่จะรู้วิธีเอาตัวรอด   บวกกับกระแสน้ำที่วนและไหลแรง จึงทำให้เขาเสียชีวิตด้วยอายุเพียงแค่ 13 ปี  ทำให้ผู้เป็นแม่และยายร้องไห้เศร้าใจ     ทำนองเดียวกันในฝ่ายจิตวิญญาณ  เด็กๆของเรา ลูกหลานของเราก็อาจจะกำลังเล่นอยู่ในจุดที่อันตรายที่สุด  กำลังเล่นกับการทดลองอันใหญ่หลวง กับบาป   และบางทีเขาอาจจะไม่แรงมากพอที่จะเอารอดชนะการทดลองนั้น    

2ซมอ 2: 1 ซามูเอล 4:21 นางให้ชื่อเด็กนั้นว่า อีคาโบด  กล่าวว่า    "พระสิริพรากไปจากอิสราเอลแล้ว"   เพราะเขายึดหีบแห่งพระเจ้าไป     บทเรียนตรงนี้หมายถึงว่า  เพราะการไม่ร่วมรับผิดชอบของบาป และปล่อยให้คนในพระเจ้าทำบาป  จึงทำให้เกิดอีคาโบด หมายถึง   พระสิริพรากไปจากอิสราเอล  พบความพ่ายแพ้ต่อศัตรู  ชีวิตปัญหา     แต่เพราะพระบิดาเจ้าในสวรรค์ทรงเมตตามนุษย์โลกจึงประทานพระบุตรลงมาประสูติชื่อว่าเยซู  พระสิริ และสันติสุขจึงเกิดขึ้นเหนือประชาชาติในโลกนี้      ดังนั้นให้เราขอบพระคุณพระเจ้า และเตรียมใจเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสในปีนี้โดยการจัดเตรียมของขวัญให้พระเจ้า   นำคนมารู้จักพระเจ้า  ชักชวนเป็นพยาน   นำคนมาคริสตจักร     ลูกา 2:14 "พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง   ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น" 

ทำนองเดียวกัน  ในบทบาทของเราที่เป็นเด็กที่อ่อนอาวุโส   พระคัมภีร์มีคำสอนว่าเราจะลืม  สภษ 30:17    นัยน์ตาที่เยาะเย้ยบิดา และดูถูกไม่ฟังมารดา จะถูกกาแห่งหุบเขาจิกออก และแร้งจะกินเสีย         ในยุคนี้เด็กสมัยนี้เรียนเก่ง โตไว ฉลาดมาก  บางคนพูดเก่งได้หลายภาษา   แต่ใช่ว่าจะเอาความรู้สติปัญญามากดหัวพ่อแม่ หรือคนรุ่นเก่าๆ     สุภาษิต20:29 ศักดิ์ศรีของคนหนุ่ม คือกำลังของเขา แต่ความงามของคนแก่คือผมหงอกของเขา      พระคัมภีร์สอนให้เราพิจารณาถึงคนอาวุโสท่ามกลางเรา   อย่าทอดทิ้งหรือดูหมิ่นดูแคลนท่าน   แต่ให้เอาใจใส่ท่านขณะที่ยังมีเวลา และสามารถทำได้    หากเรารู้จักปฎิบัติเช่นนี้  พระเจ้าสัญญาให้พรแก่ท่าน   ชีวิตของท่านจะไปดีมาดี เกิดผลดี  ได้รับพระพรจากพระเจ้าเป็นผลตอบแทน  เพราะการเป็นบุตรที่ดีย่อมมีรางวัล  วันนี้ย่าให้ท่านเป็นพ่อแม่ที่อ่อนแอ  และอย่าให้ท่านทอดทิ้งผู้เป็นบิดามารดา  หรือผู้ที่ส่วนในชีวิตของท่าน  หรือคนที่เฝ้าอธิษฐานเผื่อท่านเสมอๆ     

 
ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเว็บนี้ เพื่อรับข่าวสารดีๆจากเรา

 

มานาประจำวัน เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า บทความดีๆ คำเทศนา
ไทยคริสเตียน ศูนย์รวมเว็บศาสนาคริสต์

 

ข่าวอัพเดทใหม่วันนี้.. Latest News














คำพยานชีวิต ผู้ที่ได้สัมผัสกับพระคุณพระเจ้า
Polls Zone
คุณอยากให้ประเทศไทยได้รับการแก้ไขปัญหาในด้านใดมากที่สุดจากพระเจ้า ?