คำเทศนาเรื่อง ส่องสว่างด้วยความดี

คำเทศนาเรื่อง คนแห่งพระพร ตอน 5
เรื่อง  ส่องสว่างด้วยความดี
ข้อพระคัมภีร์ มัทธิว 5: 16      1 ทิโมธี 6: 17 – 19
2 ทิโมธี 3: 16 - 17; ทิตัส 2: 14

 

ทำไมต้องส่องสว่างด้วยความดี และคำว่าส่องสว่างหมายถึงอะไร
คำว่าส่องสว่างก็หมายถึงการมีชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดี  ชีวิตที่เป็นท่อพระพร  การมีชีวิตที่ส่งผลกระทบที่ดีต่อผู้อื่น การมีชีวิตเป็นแรงบันดาลใจ 

ชมดูวีดีโอ เรื่องปลา……. ถ้าเราคริสเตียนดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดีจริงๆ เราก็จะเป็นเหตุทำให้คนทั้งปวงเห็นความแตกต่าง เห็นตัวอย่างวิธีแก้ไขปัญหา  เห็นความสัตย์ซื่อ เห็นความถ่อมจิตใจ เห็นความเสียสละ  เห็นน้ำใจ   เห็นลักษณะการกระต่อศัตรู    คนทั้งปวงก็จะตระหนักว่า....นั่นคือแบบอย่างที่ดีที่สังคมไทยจะต้องเอาเป็นตัวอย่างที่ดี     แต่ในความเป็นจริงท่านกระทำได้สม่ำเสมอเช่นนั้นจริงๆหรือไม่ ?

พระเยซูตรัสว่า  :     “ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มัทธิว 5: 16)

พระเยซูทรงต้องการให้คนของพระองค์อยู่อย่างคนแห่งพระพร    ทรงอวยพรแก่อัมราฮัมว่า   เขาจะมีชีวิตที่เป็นพระพรมากมายต่อผู้อื่น   และผู้อื่นก็ได้รับพระพรเมื่อสัมผัสกับชีวิตของเราจริงๆ     แต่หลายคนวันนี้ต่างกัน อยู่ไกลๆก็รู้สึกเป็นพระพรมาก และรู้สึกดี    แต่เมื่ออยู่ใกล้ๆ เข้ามาผูกพันใกล้ชิดกลับพบว่า....ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด นี่แหละคนก็ผิดหวัง   พยายามมองหาสิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นพร แต่ก็หาไม่เจอ.... หากเป็นเช่นนี้ท่านก็จะไม่ได้เป็นไปอย่างที่พระเยซูต้องการ   คริสเตียนจะต้องส่องสว่างด้วยคุณงามความดี

“ พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง” (2 ทิโมธี 3: 16 – 17)
“พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ได้ทรงโปรดประทานพระองค์เองให้เรา เพื่อไถ่เราให้พ้นจากการอธรรมทุกอย่าง และทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เป็นหมู่ชนพิเศษเฉพาะของพระองค์ และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำการดี”  (ทิตัส 2: 14)

คริสเตียนเรารอดไปสวรรค์ได้รับการไถ่ และชีวิตนิรันดร์ไม่ได้มาโดยการกระทำดี หรือการทำบุญกุศลดี   แต่การกระทำดีคือชีวิตที่ธรรมดาของคนที่อยู่ในพระคริสต์แล้ว    คริสเตียนเราต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของพระเจ้าไม่ว่าการมาคริสตจักร หรือการไปทำงาน หรืออะไรๆก็แล้วแต่    เราจะมีชีวิตเพื่อพระเจ้าได้รับเกียรติยศสูงสุดในชีวิตของเรา  ไม่ว่าเราจะอยู่คนเดียว  หรืออยู่กับหลายๆคน  พักอยู่ในเมืองใหญ่หรือชนบท  ทุกสิ่งที่เราทำ ทุกสิ่งที่เราพูด  สิ่งที่เราคิด  พระเจ้าจะได้รับเกียรติยศสูงสุดในชีวิตของเราตลอดไป....อาเมน.

 

คริสเตียนต้องเป็นคนที่มั่งคั่งในการทำดี  และพระเจ้าก็ทรงพอพระทัยอยากจะเห็นคนของพระองค์ร่ำรวยด้วยการกระทำดี เพราะพระเจ้าประสงค์ที่อยากจะเห็นลูกของพระองค์มีพลานามัยที่แข็งแรง  มั่งมีทั้งความรอบรู้ในสารพัดสิ่ง  และมั่งมีในทรัพย์อันมากมายด้วย   แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ปรารถนาที่จะเห็นชีวิตของเราส่องสว่าง  พระพรไหลผ่านจากชีวิตของเราไปสู่มหาชน     ดังนั้นแม้ว่าเราไม่ได้เป็นคนที่มั่งมี  ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ไม่ได้ร่ำเรียนเก่งกล้า  ไม่ได้เกิดมาจากตระกูลที่สูงส่ง  แต่เราก็สามารถส่องสว่างด้วยการกระดีได้     
“...จงกำชับให้เขากระทำดี ให้กระทำดีมากๆ ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่เห็นแก่ตัว อย่างนี้จึงจะเป็นการวางรากฐานอันดีไว้สำหรับตนเองในภายหน้า เพื่อว่าเขาจะได้รับเอาชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตอันแท้จริง” (1 ทิโมธี 6: 17 - 19)

พระคริสต์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของเรา  ทรงเป็นแบบอย่างแก่เราในเรื่องเหล่านี้ ทรงเป็นพระฉายาของพระบิดา  พระคริสต์ไม่ต้องเพียรพยายามที่จะกระการดี  แต่การทำดีของพระองค์คือชีวิตพื้นฐานของพระองค์  ทรงกระทำการดีออกมาโดยธรรมชาติ เพราะพระองค์คือพระผู้ประเสริฐ  พระเจ้าแสนดี  ทรงเป็นแหล่งแห่งความดี  พระเยซูคริสต์ทรงกระทำการดี

พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างของการทำความดี
“พระเยซูจึงเสด็จดำเนินไปตามนครและหมู่บ้านโดยรอบ ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา ประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้า ทรงรักษาโรคและความป่วยไข้ทุกอย่างของพลเมืองให้หาย”
(มัทธิว 9: 35) “คือเรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธ ว่าพระเจ้าได้ทรงเจิมพระองค์ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และด้วยฤทธานุภาพอย่างไร และพระเยซูเสด็จไปกระทำคุณประโยชน์ และรักษาบรรดาคนซึ่งถูกมารเบียดเบียน เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิตกับพระองค์” (กิจการ 10: 38)

คริสเตียนทุกคนควรจะมีชีวิตเช่นเดียวกับพระองค์ด้วย  เราไม่ใช่ว่ามารับเอาแต่พระคุณพระเจ้าเท่านั้น  หรือพยายามที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อความอยู่รอดสำหรับตัวเอง  แต่พระเจ้าทรงเรียกให้เราสะท้อนความดีของพระเจ้า  ดังนั้นเราควรจะกระตืนรือร้นขวนขวายพัฒนาการกระทำคุณความดี  คริสเตียนเราไม่ได้ทำดีเพื่อจะได้รับความรอด  แต่เรารอดแล้วก็จะไม่มีใครไม่กระทำการดี

คริสเตียนหลายคนเป็นคริสเตียนประเภท  “ ความชั่วไม่มี  ความดีไม่ปรากฏ “    หลายคนตั้งแต่เป็นคริสเตียนมาไม่เคยลักเล็กขโมยน้อย    แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ให้อะไรใคร   ไม่เคยทำชั่วช้าสามานกับใคร  แต่ก็ไม่เคยกระทำการดีต่อใคร   ไม่เคยดุด่าว่าร่ายใคร  แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เคยอวยพรใคร    เราเข้ามาพึ่งพระคุณพระเจ้าไม่เพียงเท่านั้นเอง  เราไม่ต้องคิดฝันที่จะทำดี  แต่ว่ามันกลายเป็นชีวิตของเราไปเสียแล้ว  เพราะความดีที่ล้นอยู่ภายในเรา        ลองหันไปถามตัวเองดูสิว่า  ตั้งแต่เป็นคริสเตียนมานี้  ท่านได้ทำดีอะไรเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าบ้าง?....       เมื่อเราพูดถึงการกระทำการดี บางที่เป็นสิ่งที่กว้างเกินไป   ดังนั้นจึงใคร่ขอสรุปให้ฟังง่ายๆ ให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกสักเล็กน้อย   โดยจะให้เห็นว่าเราสามารถที่จะกระทำการดีได้ใน 3 ด้านใหญ่ๆในชีวิต

 

ประการที่ 1 กระทำดีกับคนในครอบครัว

“ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตน เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า” (เอเฟซัส 5: 22)
“ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร”

“เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง มีแต่เลี้ยงดูและทะนุถนอม เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร”
(เอเฟซัส 5: 28 – 29)
“ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า นี่เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย เพื่อเจ้าจะไปดีมาดีและมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก ฝ่ายท่านผู้เป็นบิดาอย่ายั่วบุตรของตนให้เกิดโทสะ แต่จงอบรมบุตรด้วยการสั่งสอน และการเตือนสติตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า”   (เอเฟซัส 6: 1 – 4)

การกระทำดีจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นในครอบครัวของเราก่อน  จะไม่มีคุณค่า หรือเกิดประโยชน์อันใดหากเราจะข้ามน้ำ ข้ามภูเขา เพื่อไปทำดีต่อคนอื่นๆที่เราแทบไม่รู้จักมักจี่เขามาก่อนเลย  หรือไปทำดีกับคนอื่นๆ ในคริสตจักร  แต่ภายในครอบครัวของเราเรากลับละเลย เพิกเฉย  และทอดทิ้ง   จะดูแปลกประหลาดที่สุดหากเป็นเช่นนั้น ....    ให้เรารู้จักที่จะทำการดีให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเราเป็นรูปธรรม      ทำกับคนที่อยู่ใกล้ชิดชีวิตเรา    ให้พัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ  จนเป็นวิถีชีวิต        หลายครั้งที่เรามักจะเพลิดเพลินช่วยกิจกรรมในคริสตจักร  หรือสนุกกับงานรับใช้ในพันธกิจต่างๆ  จนลืมครอบครัว    ลืมพ่อแม่ของเรา ลืมคู่สมรสของคุณกลับไม่ได้มีเวลาพูดคุยกันเลย      เขาจะเข้าใจผิดไปว่า ศาสนาคริสต์ทำให้คนในครอบครัวพลัดพรากจากกัน      ทำให้พ่อแม่ลูกสัมพันธ์ภาพแตกแยกจากกัน      พระเจ้าจะไม่ได้รับเกียรติยศเลยหาก  ผู้คนต่างมองว่าคริสตจักรคือผู้ทำลาย   ทำลายความสงบสุขของสถาบันครอบครัว  ........

พ่อแม่บางคนหนัก...ขับไล่ลูกๆให้มาอยู่เสียที่คริสตจักร    บางคนซ้ำร้ายตอนเช้ามาที่คริสตจักร   บ่ายๆไปเที่ยวกับเพื่อน    และนอนค้างที่บ้านเพื่อน   พ่อแม่ก็คิดว่าคริสตจักรชักนำลูกๆให้มาพักอยู่ที่คริสตจักร   พ่อแม่ไม่เข้าใจก็ตำหนิอาจารย์ได้..... และมองคริสตจักรผิดๆ  ต่อไปภายหน้าก็ไม่ยอมให้ลูกๆมาคริสตจักร  ทำให้เกิดเสียระบบ             ท่านผู้เป็นบิดามารดา เราจะต้องส่งเสียในการเรียนของลูกๆ    ต้องฝึกที่จะเอาใจใส่ลูกของเรามากขึ้น    ไม่ใช่ปล่อยลูกให้คนอื่นดูแลแทน     ไม่ใช่จะดูแลเพียงแค่ 1-2 ปี  แต่หลายสิบปี       จนเรารู้สึกแย่เหนื่อยอ่อนกับการดูแลลูกๆได้      แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า    พระเจ้ามองว่านั่นคือการรับใช้พระเจ้าด้วยเช่นกัน      เพราะคุณกำลังดูแลคนของพระเจ้าอีกคนหนึ่ง  เมื่อเขาเจริญเติบโตขึ้นเขาจะออกไปกระทำการดี    และเรียนรู้จักอยู่เพื่อคนอื่น    และรับใช้พระเจ้า   
ตัวอย่าง คุณมลที่เอาใจใส่ดูลูกสาว เลี้ยงเหมือนเพื่อน ห่วงใย

มีคนกล่าวว่า  13 ปีแรกหากเราไม่ได้ใช้เวลากับลูกๆ   เราจะหมดโอกาสอยู่กับเขาตลอดชีวิต...   ทำไม ? เพราะว่า หลังจาก 13 ปีของลูกเขาก็เริ่มมีสังคมเพื่อน    หลังจากที่ลูกเข้าสู่มหาวิทยาลัยลูกก็อยู่ระบบหรือภายใต้กฎระเบียบมหาลัย   ก่อนจะจบลูกๆก็จะใช้เวลาพูดคุยกับแฟน....    หลังจากที่แต่งงานแล้วเขาก็จะออกไปทำงาน และสร้างครอบครัว  เวลาที่จะพูดคุยกับเราจะมีจริงๆก็คือ 13 ปีแรกๆของลูกๆ เท่านั้นเอง    ดังนั้นคนใดก็ตามที่ต้องเลี้ยงดูแลลูกตลอดเวลา  จงภูมิใจเถิด  เพราะคุณคือผู้โชคดีที่สุด  ที่ได้ใช่เวลากับคนที่น่ารักของคุณ

ส่วนลูกๆพระคัมภีร์ก็มีคำสอนให้รู้จักทำดี  เช่นการให้เกียรติ  การให้เวลา  การให้ความสนใจกับผู้มีพระคุณต่อเราเอง  หากเราจะทำดีตอบแทนพระคุณไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าพ่อแม่ตายแล้ว

ลูกๆหลายคนปล่อยพ่อแม่ทิ้งไว้  ไม่ได้ช่วยงานบ้าน   ไม่ได้ลืมตาที่จะมองดูบ้างว่าพ่อแม่ทุกข์ยากลำบากมากมายเพียงใด  กี่ครั้งที่พ่อแม่หลั่งน้ำตาอาบแก้มเพราะลูก โดยที่ลูกๆแทบไม่รู้ว่าพ่อแม่ทุกข์ใจแค่ไหน    พ่อแม่ผ่านความยากลำบากมาแล้วอะไรบ้าง    หากเราไม่รู้จักการุนรู้คุณ      วันหนึ่งพระเจ้าอาจจะให้เราได้รับการละเลยจากบุตรหลานของเราเอง    เราจะได้รู้สึกบ้าง......       
พี่น้องที่รัก   แต่เราเป็นคนของพระเจ้า  เป็นคนที่พระเจ้าได้สร้างใหม่เปลี่ยนชีวิตของเราจากคนบาปเป็นคนดี   จากลูกผีมาเป็นลูกของพระเจ้า    จงให้พระเจ้าได้รับเกียรติยศสูงสุดจากชีวิตของเรา    ให้เรากลับไปฝึกมีน้ำใจต่อพ่อแม่   ต่อคนในครอบครัวของเราให้มากขึ้น     ลูกหลายคนเชื่อฟังครูบาอาจารย์   หรือผู้รับใช้พระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังพ่อแม่ของตนเองก็มี     ดังนั้นถ้าเราคิดจะทำการดี    ให้เริ่มทำการดีในทุกช่วงอายุของเรา     การทำดีต่อคู่รักเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์      Ex  สามีภรรยาบางคู่ที่ไม่เคยบอกรักกันเลย....ก็จงกลับบอกรักกันเสีย   ให้เราเจริญมั่งคั่งในการกระทำการดี   กับคนในครอบครัวของเรา  เป็นรูปธรรมเสียแต่วันนี้เพระนั่นคือพระพร

หลายครอบครัวเรามักจะคิดเองว่าเราเหนื่อย เรายากลำบาก เราต่อสู้ลำพัง  ดูเหมือนอีกฝ่ายใจแคบและไม่ห่วงใย หรือใยดี   อย่าลืมว่าทุกคนก็อาจจะมองในมุมของตัวเอง  นี่คือเหตุผลทำให้ครอบครัวอ่อนแอ  และเราจะผ่านไปได้อย่างไร   การกระทำการดีต้องเริ่มจากภายในครอบครัวก่อน   จากนั้นไปสู่ผู้อื่น และสังคมวงกว้าง....

ถ้าเรากระทำการดีต่อกันในครอบครัวมากขึ้น พระเจ้าก็ทรงพอพระทัย  ก็อวยพระพร

ประการที่ 2 การกระทำดีต่อคริสตจักร  ยก 1:27

“ธัมมะที่บริสุทธิ์ไร้มลทินต่อพระพักตร์พระเจ้าและพระบิดานั้น คือการเยี่ยมเยียนเด็กกำพร้าและหญิงม่ายที่มีความทุกข์ร้อน และการรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลก” (ยากอบ 1: 27)

“ถ้าพี่น้องชายหญิงคนใดขัดสนเครื่องนุ่งห่มและอาหารประจำวัน และมีคนใดในพวกท่านกล่าวแก่เขาว่า “เชิญไปเป็นสุขเถิด ขอให้อบอุ่นและอิ่มเถิด” และไม่ได้ให้สิ่งที่เขาขัดสนนั้นจะเป็นประโยชน์อะไร ความเชื่อก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ประพฤติตามก็ไร้ผล” (ยากอบ 2: 15 – 17)

“ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดจะพูดก็ให้กล่าวเหมือนหนึ่งกล่าวพระภาษิตของพระเจ้า ถ้าคนใดกระทำบริการก็จงให้บริการตามกำลังซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทาน เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงได้เกียรติในการทั้งปวงโดยทางพระเยซูคริสต์” (1 เปโตร 4: 10 - 11)

 

เราแต่ละคนคือผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรม ได้รับการอภัยโทษจากพระเจ้ายิ่งใหญ่  เราหลุดพ้นจากบาปมาสู่ชีวิตใหม่  เราจึงไม่ได้เป็นคนของความมืด   ความบาปอีกต่อไป   แต่เป็นพลเมืองของพระเจ้า    เป็นคนของพระเจ้า     เข้ามาร่วมกันในคริสตจักรครอบครัวของพระองค์    พระเจ้าจัดเรามาวางไว้ในคริสตจักร    เราต่างก็เหมือนส่วนหนึ่งของภาพจิ๊กซอส์   ล้วนมีความสำคัญขาดกันไปไม่ได้      พระเจ้าเจิมตั้งเราไว้ในส่วนที่เหมาะสมแล้ว เราเป็นอวัยวะของพระกายโดยมีพระองค์คือศีรษะของกายนั้น       ดังนั้นสมาชิกทุกคนต่างควรจะพวงกัน   พึ่งพาอาศัยกันและกัน   เสริมสร้างกัน   อุดหนุน ชูกำลังใจกันขึ้น   เราจะต้องทำการดีต่อกันและกันท่ามกลางมวลสมาชิก    เราจะต้องพัฒนาความรักของเราใหญ่เติบโตขึ้น  รู้รัก-สามัคคี    ให้อภัยเมื่อทำผิดต่อกัน   มีน้ำใจต่อกัน
เอเฟซัส บทที่ 4: 2 คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก

ฟีลิปปี บทที่ 2:3 อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว

 

ในคริสตจักรเราขอบคุณพระเจ้าสำหรับปฏิคมต้อนรับ รอยยิ้มแรกที่เราจะได้รับประตูหน้า  ขอบคุณสำหรับคนที่ทำสูจิบัตรวันอาทิตย์  คนที่ดูแลเครื่องเสียง   คนที่เปิดประตูคริสตจักรตอน8 โมงเช้า   ขอบคุณสำหรับคนที่ทำความสะอาดคริสตจักร   คนที่คอยจัดการงานต่างๆให้เรียบร้อยดี    ขอบคุณกลุ่มสตรีที่รับใช้ทุกๆอย่าง  คณะกรรมการคริสตจักร  ครูรวีฯที่คอยอบรมลูกหลานของเราทุกสัปดาห์    ที่เขาได้อุทิศตนในการทำดีต่อคริสตจักร  รับใช้พระเจ้า     ( ขอให้เราปรมมือขอบคุณพระเจ้าสำหรับเขาทุกๆคน)

อยากหนุนใจพี่น้องว่า เราเป็นคริสเตียนเราต้องรู้ว่าเราถนัด หรือมีความสามารถในด้านไหน  ให้เราเข้ามาบอกคริสตจักร และเข้ามาช่วยกันทำงานของพระเจ้า  อย่าเก็บไว้  คริสตจักรของเราจะเติบโตยิ่งๆขึ้น    ให้เรามีหัวใจอย่างอาจารย์เปาโล  อยู่ก็เพื่อเสริมสร้างคนอื่นๆ  การตายก็ได้กำไร      ให้เราฝึกที่จะกระทำการดีต่อคริสตจักร งานของพระเจ้า  ก่อนที่เรี่ยวแรงของเราจะหมดไป ..... เมื่อเวลานั้นเราไม่มีแรงกำลัง ไม่มีความคิดที่จะทำอะไรได้อีกต่อไป .......ให้เรารักคริสตจักรศิโยนเพราะนี่คือพระกายของพระเจ้า   เป็นครอบครัวใหญ่  ที่มีหลายคนแต่ละคนก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป  คิดไม่เหมือนกัน  นิสัยต่างกัน  ถูกสอนเลี้ยงดูมาต่างกัน   ผ่านเรื่องราวมาต่างกันไป   เราจะต้องรักซึ่งกันและกัน    มีอะไรที่เราช่วยกันได้ก็ให้ช่วยกัน  หากมีอะไรที่จะเป็นเหตุให้เราว่ากันไปมาทำให้เกิดการขัดเคืองใจก็ให้ระงับเสีย   อะไรที่ไม่ดีก็ให้พระเจ้าแก้ไข  ยกโทษให้กัน  ให้คิดเสมอว่าขอพระเจ้าให้เรามีส่วนในคริสตจักรมากขึ้น 
ตัวอย่าง คุณนี เห็นคริสตจักรไม่มีถ้วย ไม่มีแก้วก็ไปหาซื้อมาให้   แม่สาลี่ก็ขายกาแฟหน้าคริสตจักร และได้มอบเงินขายได้วันแรกทั้งหมดให้คริสตจักร    เมื่อวานเราผู้ชายคุยกันหลังทานลาบว่า  อยากมีเงินเราจะสร้างโบสถ์ให้มีสง่าราศีของพระเจ้าจริงๆ    บางครั้งเราอาจจะไม่ได้พูดออกมาว่าเรารักคริสตจักร  แต่มันจะถูกสำแดงออกมาเป็นการกระทำว่า  จริงๆแล้วเราก็รักคริสตจักร    ถามว่าทำไมเรารักคริสตจักร ก็เพราะเราเรียนรู้ว่าพระเยซูทรงรักคริสตจักรมาก ทรงเสด็จมาจนยอมตายเพื่อคริสตจักร   เพื่อที่ได้คริสตจักรเกิดขึ้นมา  ....  เราจึงรักคริสตจักร   แม้ว่าคริสตจักรจะมีคนหลายแบบ  มีทั้งคนมีและไม่มี มีคนใจร้อน และใจเย็น  มีคนทุกชนิด  เราก็ต้องยอมรับกัน และรักคริสตจักร   เราจะไม่ยอมทำให้อะไรมาทำลายบรรยากาศของความอบอุ่นในคริสตจักร 
รักคริสตจักรก็ต้องอธิษฐานเผื่อมากๆ รักคริสตจักรก็ต้องร่วมกันถวาย  รักคริสตจักรก็ดูแลอนุชนดีๆ

 

ประการที่3 การกระทำดีต่อผู้อื่น

เราทั้งหลายเป็นคริสเตียนไม่ต้องจำกัดความดีเฉพาะครอบครัวของเรา   หรือคริสตจักร ครอบครัวของพระเจ้า  เท่านั้น      แต่เราต้องทำดีต่อคนอื่นๆ    Ex แบบอย่างรายการคืนนี้กับสายสวรรค์   คนมีปัญหาเมื่อแบ่งปันความทุกข์ยาก  เป็นโรคลูคีเมีย     คนที่มีภาระใจก็เข้ามาช่วยกัน แม้จะไม่ได้มากมาย  แต่ก็แสดงออกถึงหัวใจคนไทยที่มีให้กันเสมอ   จนคนไข้บอกว่าพอแล้วการช่วยเหลือมากมายพอแล้ว  ให้ไปช่วยคนที่อื่นๆด้วยที่กำลังต้องการ

คนไทยเวลาโกรธกันก็เหมือนจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง   แต่ยามมีปัญหาเดือดร้อนขึ้นมา  คนไทยก็ช่วยกัน และมีน้ำใจมากจริง   นานาชาติก็ชื่นชมพวกเรา

คริสเตียนของเราอยู่ที่ไหนเมื่อฝูงชน  หรือสังคมร้องไห้ หรือต้องการความช่วยเหลือจากเพื่อนมนุษย์  อย่าให้ความเห็นแก่ของเรา  หรือบางทีเรามักจะคิดไปว่า  ตัวเราเองก็เอาตัวเองไม่ไหวอยู่แล้ว..... หันไปดูคนข้างบ้านของเราว่า  เขาเดือดร้อนเรื่องอะไรบ้างไหม   เราน่าจะเป็นคนที่กระทำการดียิ่งกว่าคนไม่รู้จักพระเจ้า   โดยการฝึกส่องสว่างด้วยความดีออกไป  เพื่อคนที่ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม  คนที่เร่ร่อน คนที่ไร้ที่พักพิง  คนที่มีปัญหา  คนที่ตกทุกข์ได้ยาก  คนที่ด้อยโอกาส     บางทีเราอาจจะอธิษฐานเผื่อประเทศไทยมายาวนานแล้ว  แต่ยังขาดการกระทำการดี  หากเราจะลงมือพากันทำคนละไม้คนละมือ  งานของพระเจ้าจะรุดหน้าขยายต่อไปอย่างมากมาย     บางทีเราก็รู้สึกละอายใจเมื่อเราเห็นคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าได้อุทิศชีวิต  ทุ่มเทแรงกาย แรงใจเพื่อส่วนรวมมากกว่าเรา    ตั้งแต่วันนี้ขอให้เราคิดบ้างว่า  เราจะตอบแทนพระคุณพระเจ้าอย่างไรบ้าง

 

มธ 25: 40 ขอให้การกระทำการดีของเราเป็นที่ประจักษ์  เพราะเราเป็นคนของพระเจ้า คนแห่งพระพร  อาเมน.

แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2011 เวลา 00:16 น.)