คำเทศนาเรื่อง “ อยู่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ”

คำเทศนาเรื่อง  “ อยู่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ”
ข้อพระคัมภีร์ :  ปัญญาจารย์ 5-6
ผู้เทศนา  อ.เรวัฒน์ เทพจักร      ณ คริสตจักรศิโยนกรุงเทพ 15/04/2012

คำนำ
:  ชีวิตของพระเยซูคริสต์ถือว่าเป็นแบบอย่างของคนที่มีชีวิตอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด  33ปีที่ดำเนินในโลกนี้สั้นๆ แต่ได้ทำคุณประโยชน์อเนกอนันต์ ได้ทำภารกิจยิ่งใหญ่จนกระทั่งสำเร็จ   และในที่สุดก็ได้กลับสู่สวรรค์   แต่ชีวิตของเราทุกคนวันนี้กลับอยู่นานๆในโลกนี้ บางคนอยู่ 60-90ปีแต่เรากลับเสียเวลากับสิ่งที่ไร้ค่า  สิ่งที่ไม่สำคัญที่สุดเลย  เรากลับทุ่มเทชีวิตลงให้กับสิ่งเหล่านั้นที่ไม่ได้เป็นแก่นสารใดๆ   เราจึงเหมือนคนปราศจากเป้าหมายและทิศทางชีวิต   จึงทำให้เราสับสนว่าแท้จริงอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้  ดังนั้น  คริสเตียนจะต้องกลับมาทบทวนชีวิตของตนเองทั้ง 7 ประการในเช้าวันนี้คือ   

หนึ่ง : เราต้องทบทวนคำพูดของเราเอง  ปญจ 5:1-7 การพูดจาของเราเป็นอย่างไรบ้าง ?
คำพูด “ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด หลังพูดคำพูดเป็นนายเรา"   ตัวอย่าง: ปลาหมอตายเพราะปาก หมายถึงคนที่ชอบพูดพล่อย ๆ รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือพูดแสดงความอวดดี จนตัวเองต้องรับเคราะห์ก็เพราะปากของตนเอง สำนวนนี้มาจากปลาหมอที่อยู่ในลำน้ำ มักชอบผุดขึ้นฮุบเหยื่อหรือน้ำบ่อย ๆ จนเป็นที่สังเกตของนักจับปลาได้ว่า ปลาหมออยู่ตรงไหน ก็เอาเบ็ดล่อลงไปรงนั้นไม่ค่อยพลาด จึงเรียกว่า ปลาหมอตายเพราะปาก
ทำนองเดียวกัน :  พระคัมภีร์สอนให้ระมัดระวังในเรื่องคำพูดต่อพระเจ้า คำอธิษฐาน คำสัญญา  การรับปากพระเจ้าว่าจะสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ไม่ได้ทำตาม   พระคัมภีร์เตือนเรื่องลิ้นว่า ลิ้นเป็นอวัยวะที่เล็กๆแต่มีอำนาจทำลายยิ่งใหญ่  คนที่สามารถควบคุมลิ้นของตนเองให้เชื่องได้ก็ดีที่สุด  ลิ้นนั้นเต็มไปด้วยพิษร้ายแรง  ยก3:2-10    นั่นหมายความว่า มนุษย์จุดอันตรายคือปาก  การสนทนากับผู้อื่น การพูดคุยกันคนอื่นๆ  จะต้องระมัดระวังให้ดี   เกรงว่าเราจะใช้ลิ้นไปในทางไม่ถูกต้อง ไม่ถวายเกียรติ  ใช้ลิ้นไม่ถูกงาน  และเราจะทำลายตัวเองก็ด้วยลิ้นของเราเอง    ดังนั้นเราต้องระลึกเสมอๆว่า  จะพูดแต่จริงที่จริง พูดแต่การเสริมสร้าง   และระวังที่จะไม่สรุปว่าตนเองเป็นคนพูดจริงเสมอไม่เท็จเลย  เป็นคนพูดตรงๆ    พระคัมภีร์เตือนไม่ให้เราคุยโม้โออวดถึงวันพรุ่งนี้   สภษ. 16:27  คน​ไร้​ค่า ปอง​ทำ​ความ​ชั่ว วาจา​ของ​เขา​เหมือน​อย่าง​ไฟ​ลวก 
สภษ. 22:11 บุคคล​ที่​รัก​ใจ​บริสุทธิ์ และ​วาจา​ของ​เขา​มี​กรุณา​คุณ​จะ​ได้​พระ​ราชา​เป็น​มิตร
สภษ. 4:24  จง​ทิ้ง​วาจา​คดๆ เสีย และ​ให้​คำพูด​ลด​เลี้ยว​ห่าง​จาก​เจ้า
ดังนั้นขอให้เราพูดเสมือนพูดต่อพระเจ้า  เราจะต้องระมัดระวังลิ้นของเราให้ดี บริหารควบคุมลิ้นให้ดี ไม่ใช่ทุกเรื่องที่รู้มา หรือคิดได้จะพูดไปเสียหมด   ต้องพินิจพิเคราะห์ว่าพูดแล้วเสริมสร้างหรือทำลาย ?    พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตําลึงทอง  ภาษิตถูกทํานอง เตือนเราให้ใช้เหตุผล พูดไปให้เป็นเรื่อง คนขุ่นเคืองเพราะคําตน นิ่งไว้ใจอดทน ตำลึงทองเป็นของเรา

สอง: เราอย่าเมินเฉยต่อปัญหาของผู้อื่น  ปญจ5:8 -9
พระคัมภีร์สอนคนจน คนที่ยากลำบาก คนที่ถูกกดขี่ข่มเหงจะอยู่กับเราเสมอไป  มก. 14:7  ด้วย​ว่า​คน​ยากจน​มี​อยู่​กับ​ท่าน​เสมอ และ​ท่าน​จะ​ทำ​การ​ดี​แก่​เขา​เมื่อไร​ก็​ทำ​ได้ แต่​เรา​จะ​ไม่​อยู่​กับ​ท่าน​เสมอ​ไป​       ในสังคมของเรามีทั้งคนฐานะดี และคนฐานะยากจน   อ.จอย มายเออร์กล่าวว่า ในโลกนี้เพียงแค่เศรษฐี7 คนในโลกนี้เทเงินช่วยเหลือ คนจนจะหมดไปจากโลกนี้ทันที  แต่วันนี้คนหลายคนถูกกระทำ และอยู่ในความลำบาก  ระวังที่เราจะไม่อาศัยอยู่อย่างมีความสุข  กินดื่มเที่ยว ดูหนังฟังเพลง ซื้อของดีๆเพื่อตัวเอง   แต่เรากลับเมินหน้าเสียจากคนที่ยากลำบาก  มธ. 25:40  แล้ว​พระ​มหา​กษัตริย์​จะ​ตรัส​กับ​เขา​ว่า ‘เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ซึ่ง​ท่าน​ได้​กระทำ​แก่​คน​ใด​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​พี่​น้อง​ของ​เรา​นี้ ถึงแม้​จะ​ต่ำ​ต้อย​เพียงไร ​ก็​เหมือน​ได้​กระทำ​แก่​เรา​ด้วย’    1ยน. 3:17  แต่​ถ้า​ผู้ใด​มี​ทรัพย์​สมบัติ​ใน​โลก​นี้ และ​เห็น​พี่​น้อง​ของ​ตน​ขัด​สน​แล้ว​ยัง​ใจ​จืด​ใจ​ดำ​ไม่​สงเคราะห์​เขา ความ​รัก​ของ​พระ​เจ้า​จะ​ดำรง​อยู่​ใน​ผู้​นั้น​อย่างไร​ได้​  การเมินหน้าจากคนที่ยากลำบากก็เหมือนการตัดช่องทางแห่งพระพรจากพระเจ้าไปเสีย  สำหรับหลายคนนั้นก็อยากเป็นแต่ผู้รับฝ่ายเดียว  แต่เราควรจะขอพระเจ้าที่จะเป็นผู้ให้ผู้อื่น 
ทำไม ปญจ 5:9 ไร่นาใดๆก็มีกษัตริย์อยู่เหนือ  นั้นหมายถึงว่า พระเจ้าเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติของเรา  พระเจ้าเป็นเจ้าของชีวิตของคนเหล่านั้น  เราจะต้องใช้ชีวิตที่อยู่ในโลกนี้ดูแลแคร์ห่วงใยผู้อื่นด้วย

 

สาม : เงินทองคือพระพร  แต่ไม่ใช่คำตอบของชีวิต ปญจ 5:10-12
-เงินทองไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกอิ่มกำไร
-เงินทองไม่ได้ทำให้ใครหลับสบาย
-เงินทองถ้าไม่บริหารจัดการดีๆก็สูญเสียได้ง่ายๆ
คริสเตียนจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สมบัติในโลกนี้ว่า  พระเจ้าคือผู้ประทานให้เรา  ทรงให้เรามีสติปัญญา ให้เรามีแรงกำลัง  ให้เรามีช่องทางหาเงินทอง  แต่เราจะต้องไม่ปักใจรักเงินทองหรือหลงอำนาจของเงินทอง  ระวังไม่มีใครที่อิ่มเงิน  และความสำคัญของชีวิตคนไม่ได้อยู่ที่การมีเงินก่อน   คนที่เป็นกรรมกรอาจจะหลับง่ายและดีกว่าคนมั่งมี     และเงินทองที่พระเจ้าให้เรา  เราต้องอธิษฐานขอให้เรามีสติปัญญาในการใช้อย่างมีค่า   บริหารจัดการให้ดี เพราะถ้าเราจัดการไม่ดีเงินทองก็จะหมดไปอย่างรวดเร็ว   และจะถูกใช้อย่างไม่มีค่า

 

สี่ : ชีวิตเรามาอย่างไร  ก็จะไปอย่างนั้น  ปญจ 5:15-17
ชีวิตของมนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้นั้น  ไม่ได้บังเอิญแต่เกิดมาโดยตั้งใจของพระเจ้า   พระเจ้าทรงกำหนดเขตแดนให้เขาอยู่ กจ. 17:26 ​พระ​องค์​ได้​ทรง​สร้าง​มนุษย์​ทุก​ชาติ สืบสาย​โลหิต​อัน​เดียว​กัน​ให้​อยู่​ทั่ว​พิภพ​โลก และ​ได้​ทรง​กำหนด​เวลา​และ​เขต​แดน​ให้​เขา​อยู่​   แต่พระคัมภีร์สอนชัดไปกว่านั้นว่า  มนุษย์เกิดมาอย่างไรก็จะไปอย่างนั้น  คือมาตัวเปล่าและก็จะกลับไปตัวเปล่า และตลอดชีวิตที่อาศัยอยู่ในโลกนี้จะมีปัญหาเหมือนกันสิ้นคือ  “พบความยุ่งยากใจอย่างสาหัส  เจ็บไข้  โทโส”  
ดังนั้นการรู้ความจริงของชีวิตแบบนี้ก็ช่วยเตือนสติเราได้บ้างว่า  พระเจ้ากำหนดชีวิตให้เราอยู่  เราทุกคนมีเวลาของตนเองในโลกนี้  เรามาตัวเปล่าก็จะไปตัวเปล่า  ดังนั้นถ้าวันนี้ชีวิตของท่านอาจจะมีความโกรธ มีความเจ็บไข้ มีเรื่องที่ยุ่งกลุ้มใจบ้าง  ก็ขอให้เรารู้ว่าถูกต้องแล้วเราเป็นมนุษย์แท้ๆ  และอย่ารู้สึกแปลกใจหรือตกใจว่าทำไมเป้นอย่างนั้น   และเมื่อเราไปในงานไว้อาลัยของผู้ที่ล่วงหลับไป ก็จะช่วยเตือนใจให้เราเป็นว่า  ยามที่เราตายไปหรือจากโลกนี้ไปนั้น  เราไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้เลย  แม้ว่าเราจะเก็บเงินทองตลอดชีวิตซื้อมันมาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของเรา  หรือสิ่งนั้นเราจะรักมากที่สุด เราก็เอาไปไม่ได้

ห้: พอใจกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้  ปญจ 5:18-20
-ชีวิตจะต้องเรียนรู้พอใจอยู่กับพระพรที่พระเจ้าทานให้นั้น  แม้พระเจ้าจะให้เราอยู่เพียงไม่กี่วันในโลกนี้  พร้อมกับให้เรามีพระพรมากมาย  พระเจ้าสอนให้เราชื่นชมยินดีกับพระพรนั้น  คือหมายถึงว่าพอใจ เรียนรู้จักความพอใจ อิ่มใจ และมีท่าทีขอบพระคุณพระเจ้าในสิ่งที่ได้รับ  เช่นเดียวกับเปาโล     ฟป4: 11 ข้าพเจ้า​ไม่ได้​บ่น​ถึง​เรื่อง​ความ​ขัด​สน เพราะ​ข้าพเจ้า​จะ​มี​ฐานะ​อย่างไร​ก็​ตาม ข้าพเจ้า​ก็​เรียนรู้​แล้ว​ที่​จะ​พอใจ​อยู่​อย่าง​นั้น​ 12 ข้าพเจ้า​รู้จัก​ที่​จะ​เผชิญ​กับ​ความ​ตกต่ำ และ​รู้จัก​ที่​จะ​เผชิญ​กับ​ความ​อุดม​สมบูรณ์ ไม่​ว่า​ใน​กรณี​ใดๆ ข้าพเจ้า​รู้จัก​เคล็ด​ลับ​ที่​จะ​เผชิญ​กับ​ความ​อิ่ม​ท้อง​และ​ความ​อด​อยาก ความ​สมบูรณ์​พูน​สุข และ​ความ​ขัด​สน​ 13 ข้าพเจ้า​ผจญ​ทุก​สิ่ง​ได้ โดย​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เสริม​กำลัง​ข้าพเจ้า
-ถ้าชีวิตของเรามัวแต่สะสม และงก เค็ม  เราจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสแห่งพระพรในสมบัตินั้นเลย  แต่คนอื่นๆที่มาภายหลังก็จะมาใช้สิ่งของเหล่านั้นที่หามาได้  แล้วจะได้ประโยชน์อะไร ?   การมัวแต่หาเงินทองและเก็บสะสมไว้  ไม่รู้จักใช้เงินทอง ไม่เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์  วันหนึ่งเขาอาจจะไม่ได้ใช้เงินทองนั้น   นี่คือการเตือนใจเราว่า เราไม่ควรจะขี้เหนียวจนเกินไป ไม่ควรสะสมไว้จนไม่กล้าใช้เงินทอง  ควรจะให้รางวัลชีวิตตัวเองบ้าง  ควรจะให้ของขวัญกับตัวเอง  และใช้สมบัตินั้นเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า    ใช้รถ ใช้บ้าน ใช้ที่ทำงาน ใช้สิ่งที่เรามีนั้นเพื่อถวายงานแด่พระเจ้าด้วย   
อย่าลืมว่า  มนุษย์ทุกคนนั้นต่อให้จะมีอายุยืนยาว มีเงินทองมากมายเท่าไรก็เคยอิ่มใจในของเหล่านั้นเลย   ดังนั้นเราจะต้องตักเตือนใจตัวเองบ่อยๆว่า   ได้เท่านี้ มีแค่นี้ก็จงขอบพระคุณพระเจ้าเถิด

หก : เราทุกคนจะต้องไปที่เดียวกัน  ปญจ 6:6
มนุษย์ทุกคนจะต้องตายเหมือนกันหมดสิ้น  ในโลกนี้เรามีฐานะศักดิ์ต่างกัน  เกิดมาในสถานะหรือสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมที่ต่างกันไป  แต่ในสุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องตายเหมือนกันสิ้น  จะเร็วหรือช้าแค่นั้นเอง   แต่ในที่สุดทุกคนก็ต้องตายไป  การตายของคริสเตียนก็เหมือนการย้ายที่อยู่ใหม่ที่ดีกว่า   เหมือนการย้ายบ้านในสลัมเข้าไปอยู่ในราชวังซึ่งดีกว่าเดิม   ดังนั้นนี่คือข้อกำหนดไว้สำหรับมนุษย์แล้วว่าจะเกิดมาครั้งเดียวและตายครั้งเดียว  หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่การพิพากษาโทษโดยพระเจ้า ฮบ. 9:27 มี​ข้อกำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา​ฉัน​ใด​    ดังนั้นทุกครั้งที่เราเห็นคนจากไปให้เตือนใจตัวเองว่า  วันหนึ่งฉันก็จะเป็นแบบนั้นด้วย      มนุษย์มาจากดินก็จะต้องกลับไปสู่ดิน  เราจะกลับคืนสู่พระเจ้าในสวรรค์    เราจะต้องเตรียมใจและเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ

เจ็ด : ชีวิตของเราอยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า  ปญจ 6:10-12
ชีวิตของเราคือผลผลิตของพระเจ้า พระเจ้าปั้นแต่งชีวิตของเราขึ้นมา  พระเจ้าทรงดำรงอยู่ก่อนที่เราจะมีมา  ทรงรู้จักเราเป็นอย่างดี  ทรงทราบแม้กระทั่งความนึกคิด ความปรารถนา ความต้องการ  นิสัยใจคอของเราเองทั้งสิ้น    มนุษย์ไม่สามารถที่จะไปโต้เถียงพระเจ้าผู้มีฤทธิ์อำนาจยิ่งกว่าตนเองได้    มนุษย์ไม่ทราบแม้กระทั่งวันที่จะมาเกิดในโลกนี้  ไม่สามารถเลือกพ่อเลือกแม่ที่จะมาเกิดได้    หรือวันที่จะต้องสละร่างกายดินจากโลกนี้ไป     ไม่รู้ว่าอะไรที่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ที่กำลังล่วงไปเหมือนเงา  ในความไม่เข้าใจทั้งสิ้นของมนุษย์ที่เกิดมาอยู่ในโลกใบนี้นั้น  แต่เรามีพระเจ้าผู้สามารถรู้จักเรา  และชีวิตของเราทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร  เขาเหล่านั้นก็อยู่ในเวลา และอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้เดียวทั้งสิ้น  
เมื่อทราบเช่นนั้น   ชีวิตที่อยู่ในโลกนี้ก็ต้องอยู่อย่างมีคุณค่า  ให้ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที  ทุกวินาที  ผ่านไปอย่างมีคุณค่าอยู่อย่างเกิดผล  อยู่อย่างถวายเกียรติ  อย่าอยู่ในโลกนี้เพื่อฆ่าเวลาหรือเหมือนหายใจทิ้งเปล่า  แต่จงกลับมาแสวงหาพระเจ้าที่เที่ยงแท้ และจงดำเนินตามนั้นต่อไป  ด้วยความเชื่อ และความหวัง และความรัก และอุทิศชีวิตรับใช้พระองค์เถิด. อาเมน

แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน 2012 เวลา 21:29 น.)