เทศนาเรื่อง "ลักษณะคนที่ลงลึกในพระคริสต์"

เทศนาเรื่อง  "ลักษณะคนที่ลงลึกในพระคริสต์"
พระธรรม โคโลสี 1:9-14

อาจารย์เปาโลได้ส่งเอปาฟรัสพี่น้องที่ร่วมรับใช้กับอาจารย์เปาโล ไปอยู่กับพี่น้องที่โคโลสี เพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่นั่นให้หยั่งรากลึกในพระคริสต์ ซึ่งเอปาฟรัส ก็ได้ทำหน้าที่อย่างดีสมกับที่อาจารย์เปาโลไว้วางใจ จนทำให้อาจารย์เปาโลเกิดความชื่นใจอย่างมากเมื่อเห็นพี่น้องที่โคโลสีหยั่ง รากลึกลงในพระคริสต์ ซึ่งแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน ดังนี้

1 รู้ใจพระเจ้า (คส.9)
หมายถึงการดำเนินชีวิตที่อยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า    รู้ว่าพระเจ้ามีพระประสงค์อย่างไร   รู้ว่าพระเจ้าต้องการอย่างไร  รู้ว่าพระเจ้าต้องการให้ไปทางไหน     ในอีกมุมหนึ่งคือการมีชีวิตอยู่ภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตลอดเวลา ทั้งพฤติกรรมและคำพูด     อาจารย์เปาโลบอกว่าการที่เราจะรู้น้ำพระทัยพระเจ้าได้เราจะต้องถวายชีวิตของ เราให้กับพระเจ้า (รม.12:1-2)       อีกด้าน   การที่จะรู้จักใจคอของใครอย่างลึกซึ้งได้นั้น   เราจะต้องมีเวลาคุยกันบ่อยๆ  ทานข้าวด้วยกัน ทุกข์สุขด้วยกัน   เผชิญปัญหาด้วยกัน  มีความผูกพันกัน    สามารถเดาใจกันได้อย่างถูกต้อง   เคยซักถามกันบ่อยๆ  ยอมฟังกันบ่อยๆ   
เหตุที่พี่น้องมารู้จักพระเจ้าไม่ใช้เรื่องบังเอิญ    แต่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ให้เรามารู้จักและเชื่อวางใจในพระองค์ (อฟ.1:17-18)      พระเจ้าจะทรงเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ให้กับเราผ่านทางพระคำของพระองค์ (สดด.119:97-99)       ดังนั้นคริสเตียนต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้าอยู่เสมอ     เพื่อเราจะได้รู้ว่าพระเจ้าต้องการอะไร    จะได้รู้ว่าอะไรเป็นที่ชอบใจของพระเจ้า      ถ้าเราไม่อ่านพระคัมภีร์เราจะไม่รู้และจะดำเนินชีวิตอย่างผิดๆ ถูกๆ     ซึ่งจะเกิดผลเสียกับตัวเราเอง (ทต.1:16)   นี่คือคำอธิษฐานของ อ.เปาโลเพื่อพี่น้องในโคโลสีคือประสงค์ให้เขาเติบโตไปในทางแบบนี้   เปาโลไม่หยุดที่จะเอยอธิษฐานเช่นนี้ต่อพระเจ้า

2 ทำตัวให้ถูกใจพระเจ้า   (คส.1:10)
คนที่รู้ใจของพระเจ้า เขาจะทำตามสิ่งที่พระเจ้าต้องการ    ดังนั้นก็จะเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าด้วย ชีวิตของคนๆนั้นก็จะอยู่ในสายตาของพระเจ้าเสมอ พระองค์พร้อมที่จะอวยพรชีวิตของเค้า พระเจ้าจะมอบหมายให้เค้าดูแลงานของพระองค์ และเค้าจะทำอย่างดี เค้าจะทำให้พระเจ้าพอพระทัย เค้าจะดำเนินชีวิตในทางชอบธรรมของพระเจ้า    และชีวิตจะมีการเปลี่ยนแปลง (รม.12:2)      จะดำเนินชีวิตเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า (คส.3:20)

3 เกิดผลดีทุกอย่าง (คส.1:10)
คนที่หยั่งรากลึกลงในพระคริสต์    สิ่งใดที่เค้าจับต้องจะเกิดผล   จนคนทั้งหลายสัมผัสได้ และชีวิตก็จะเกิดผลอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่เกิดผลบ้างไม่เกิดผลบ้าง   หรือเกิดผลดีบ้าง  เกิดผลไม่ดีบ้าง   ชีวิตเป็นอย่างต้นไม้ที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อยู่เสมอ การเกิดผลในชีวิตของคริสเตียนที่หยั่งรากลึกลงในพระคริสต์จะเกิดผลทุกด้าน    ทั้งด้านฝ่ายวิญญาณและด้านฝ่ายกายภาพ โดยเฉพาะด้านฝ่ายวิญญาณ เช่น ประกอบด้วยผลพระวิญญาณ 9 ประการ (กท.5:22-23)    มากขึ้นเรื่อยๆวันต่อวัน ซึ่งผลพระวิญญาณนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุความเชื่อ      ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอ่านพระคัมภีร์มาก       แต่ขึ้นอยู่กับการยอมจำนนต่อพระเจ้า ยอมรับการเปลี่ยนแปลง      ยอมให้พระวิญญาณเข้ามาทำงานในชีวิตของเรามากน้อยเพียงไรมากกว่า      แต่ถ้าเราไม่อ่านพระคัมภีร์     เราก็ไม่รู้จักพระเจ้า เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะสำแดงให้กับเราผ่านทางพระ คัมภีร์ที่เราอ่าน เราจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง (ยน.15:6) เราจึงเกิดผลมาก (ยน.15:8)    เราจะใช้ของประทานเกิดผล (2ปต.1:8)

4 รู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้น (คส.1:10)
คนที่หยั่งรากลึกจะทำให้รู้จักพระเจ้ามากขึ้น    ชีวิตจะไม่เหมือนเดิม   จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น    จะมีความเข้าใจมากขึ้น    ทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเข้ามากขึ้น     มีพัฒนาการในทางที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆอย่างเห็นได้ชัดเจน   คนที่หยั่งรากลึกจึงมีความต้องการที่จะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นเหมือนอาจารย์ เปาโลต้องการที่จะรู้จักและมีประสบการณ์กับพระเจ้ามากขึ้น (ฟป.3:10)      คนที่ไม่หยั่งรากลึกในพระเจ้าพระเจ้าจะทรงปิดบังเอาไว้สำหรับเขา (ดนอ.12:4) แต่เมื่อใจเราเปิดยอมรับพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงเปิดเผยให้กับเรา     เราจึงควรรู้จักพระเจ้าในทุกๆด้านของชีวิตเรา    เช่น เราควรรู้จักพระเจ้าในการทำธุรกิจของเรา    ให้พระเจ้าเข้ามามีหุ้นส่วนในธุรกิจของเรา    ไม่ใช่เราแยกพระเจ้าออกจากธุรกิจ   เราต้องรู้จักพระเจ้าในชีวิตครอบครัวของเรา    คือให้พระเจ้าเข้ามามีส่วนร่วมในครอบครัวของเรา    ในการเรียนของเรา    เพื่อเราจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์มากขึ้น

5.รับอะไรที่ยากๆได้  (คส.1:11)
มีความมั่นคงในที่นี้หมายถึงมีกำลังฝ่ายวิญญาณ หรือมีความเข้มแข็ง ไม่ใช่กำลังที่มาจากตัวเราเอง แต่เป็นฤทธิ์เดชแห่งพระสิริของพระเจ้า    อาจารย์เปาโลบอกว่าคนที่มีความมั่นคงในพระเจ้า    จะมีความทรหด   และมีความอดทนนานจนถึงที่สุด รอคอยจนกว่าพระเจ้าจะเสด็จกลับมา หรือเหมือนชาวนารอผลจากน้ำมือของพวกเค้า   (ยก.5:7-8) ดังนั้นคนที่หยั่งรากลึกจึงเป็นคนที่มีความหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวง่ายๆ    เป็นคนที่มีความเสมอต้นเสมอปลาย   ไม่ใจร้อน ไม่ขมขื่น แต่มีความชื่นชมยินดีอยู่เสมอ    รอคอยผลอันดีจากพระเจ้าด้วยความเต็มใจ

6 มีใจขอบพระคุณเสมอ (คส.1:12-14)
คนที่หยั่งรากลึกจะเป็นคนที่มีมุมมองที่แตกต่างไปจากคนอื่น    คือมองแบบพระเจ้ามอง    มองด้วยใจขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ     ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยังขอบคุณพระเจ้าได้    ไม่ใช่ปากพูดว่าขอบคุณเท่านั้น       แต่ใจก็ขอบคุณพระเจ้าด้วย อาจารย์เปาโลบอกว่า 2 สิ่งนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราขอบคุณพระเจ้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง   
สิ่งแรกคือ  ช่วยเราให้พ้นจากอำนาจของวิญญาณชั่ว (คส.1:13) เมื่อก่อนวิญญาณชั่วมีอิทธิพลเหนือชีวิตของเรา แต่เมื่อเรามารู้จักพระเจ้า พระองค์ทำให้เราพ้นจากอำนาจของผีมารซาตาน ย้ายเราออกมาจากอาณาจักรของความมือมาสู่อาณาจักรของความสว่าง ช่วยเราให้หลุดพ้นจากเวรจากกรรม ออกมาจากการครอบครองของมารซาตาน เมื่อก่อนเป็นทาสแต่เดี๋ยวนี้เป็นไท เมื่อก่อนตาบอดแต่เดี๋ยวนี้มองเห็นแล้ว เราจึงขอบคุณพระเจ้าเสมอๆ

สิ่งที่สองคือ  พระองค์ทรงไถ่และยกโทษบาปเรา (คส.1:14)   ไม่เพียงแต่ช่วยเราให้พ้นจากอำนาจมารซาตานแล้วยังยกโทษบาปที่เราทำให้กับเราอีกด้วย     ทำให้เราหลุดพ้นจากการพิพากษา     ทำให้เราไม่ต้องตกนรกบึงไป เมื่อเรามาเชื่อวางใจในพระองค์ บาปทั้งหลายทั้งปวงที่เราทำมาในอดีตพระองค์ทรงยกโทษให้อภัยเราจนหมดสิ้นโดย ทางพระเยซูที่กางเขน ทำให้เราขอบคุณพระเจ้าในนามของพระเยซู (อฟ.5:20)     แม้พระเจ้าไม่ทำให้เราร่ำรวย      แค่การยกโทษบาปก็เพียงพอแล้วที่เราจะขอบพระคุณพระเจ้า     การแสดงออกถึงการขอบคุณพระเจ้า ทำได้หลายอย่าง  เช่น   เล่าคำพยานให้คนอื่นฟัง กล่าวขอบคุณพระเจ้า    ถวายอนุสรณ์พระพร เป็นต้น     พระเจ้ามีพระคุณกับเราเพียงพอเสมอ    และทรงดูแลเราทุกวัน ดังนั้นเราจึงขอบคุณพระเจ้าได้ตลอดเวลา