เรื่อง คริสเตียนกับเวลา

คำนำ     วันเด็กแห่งชาติทำเด็กๆทั่วไทยปลิ้ม  เด็กหลายคนได้ฝ่ารถติดเพื่อไปพบนายกฯที่ทำเนียบ   และได้เข้าไปนั่งเก้านายกฯ   มีเด็กคนหนึ่งได้สัมภาษณ์นายกว่า   สมัยเป็นเด็กนายกมีวิธีการออมเงินอย่างไร?   นายกตอบว่าสมัยเด็กไม่ได้ออมเท่าไรนัก 30ล้านบาทเป็นของภรรยา  ... การตอบของท่านนายกฯทำเอานักข่าวฮา..... 
ที่ตึกศัลยกรรมประสาทชาย โรงพยาบาลศูนย์ยะลา นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าฯจังหวัดยะลา ได้เป็นตัวแทนรับเงินบริษัท ไอซีพี เคมีคอลล์ จำกัด ที่บริจาคเครื่องช่วยหายใจมูลค่า 370,000  บาท ให้ ด.ช.สูไฮมี   ดอเลาะ อายุ 10 ขวบ เพื่อเป็นของขวัญในวันเด็กแห่งชาติ  เนื่องจากเด็กดังกล่าวได้รับผลกระทำจากความไม่สงบในภาคใต้
        วันเด็กในปีนี้ คริสตจักรของเราประทับใจที่เห็นเด็กๆขึ้นมานำนมัสการ   แม้ว่ากว่าเด็กเหล่านี้จะเติบโตก็ต้องใช้เวลา คริสตจักรจะเติบโตหากทุกฝ่ายร่วมใจกัน รับใช้ และประกาศรับผิดชอบหนึ่งนำหนึ่งคนมารับเชื่อ   และในสิ้นปีนี้เราสามารถมีสมาชิกนมัสการกว่า 200คนได้ในปีที่42ของคริสตจักร     เมื่อเราพูดถึงเวลาสำหรับชีวิตคริสเตียน  มีสิ่งหนึ่งที่เรามักมองข้ามคือ   
        1.เราทุกคนมีเวลาจำกัด     24 ชั่วโมงต่อวัน 31วันต่อเดือน และ 365วันต่อปี    ความจริงก็คือไม่ว่าจะเด็กหรือคนชรา  คนรวยหรือคนยากจน  คนมีอิทธิพลหรือคนธรรมดา   เราต่างมีเวลาที่พระเจ้าประทาน  พันปีของพระเจ้าก็เหมือนวานนี้ซี่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว      
        2.ก่อนที่สรรพสิ่งเกิดขึ้นมาในพิภพพระเจ้าก็เป็นอยู่ก่อนแล้ว    นั่นกำลังตอกย้ำให้มนุษย์แน่ใจว่า  พระเจ้าองค์นี้ไม่ใช่ธรรมดา  ไม่กิ๊กก็อก    และสมควรที่จะได้รับคำสรรเสริญ  สมควรที่เราจะยำเกรงพระองค์  ติดตามพระเจ้า   และทุ่มเทชีวิตถวายงานถวายพระองค์     
        3.ชีวิตของเราเองนั้นอยู่เพียงชั่วคราว    ในพระคัมภีร์ สดด90: เป็นคำภาวนาของโมเสสผู้นำชนชาติอิสราเอลท่านได้นำและอธิษฐานเผื่อคนยิวรุ่นแล้วรุ่นเล่า นำพาคนเหล่านั้นมาจากทาสในอียีปต์   ท่านได้กล่าวถึงสภาพของพระเจ้าว่าทรงดำรงอยู่ตั้งแต่นิรันดร์กาล  แต่ชีวิตมนุษย์นั้นแม้จะเก่งกาจฉลาดเพียงใด  แต่แท้จริงชีวิตทุกคนก็อนิจจัง   ชีวิตของมนุษย์นั้นเพียงสั้นๆในข้อ 10  คือมีเวลาเพียง 70 80 ปี  ชีวิตของมนุษย์ไม่ได้ยาวนานเป็นพันๆปี  และตลอดเวลาที่เราอาศัยเรือนดินนี้อยู่   มันก็ช่างเต็มไปด้วยสารพัดที่อนิจจัง  คือมีแต่งาน          ความลำบาก          และความตาย

ดังนั้นเมื่อชีวิตที่มีอยู่เพียงน้อยวันในโลกนี้ที่พระเจ้าจัดเตรียมให้เรา   เราจะใช้เวลาแต่ละวันนั้นอย่างไรให้มีคุณค่า  เพราะเราจะต้องอยู่ในสถานที่ในโลกนี้เพียงระยะเวลาที่จำกันไว้ชัดเจน    อีกไม่นานก็ก็ต้องตายแน่นอน นี่คือข้อกำหนดสำหรับ  ดู ฮร 9:27    ?มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว หลังจากนั้นก็จะมีพิพกาษาและอีกเหตุผลหนึ่งคือ  เวลาแต่ละวันที่เราอยู่นั้นก็เลยผ่านไปอย่างรวดเร็วนัก  เผลอนิดเดียวก็วันที่ 10 แล้ว  หากเราดำเนินชีวิตแบบไม่คิดวางแผนดีๆ  เวลาก้ผ่านเลยไปอย่างไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆต่อตนเอง ครอบครัว และต่อพระเจ้า และเราจะไปพบพระเจ้าที่สวรรค์ด้วยมือเปล่าหรือ ?        ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน  เราเป็นคนของพระเจ้าที่เข้าใจความจริงแท้ของชีวิตมนุษย์  เราจะบริหารจัดการอย่างไรกับเวลาที่พระเจ้าประทานให้เรา เช่นเวลาในอดีต  เวาในอนาคต  และเวลาในปัจจุบันนี้อย่างไร 

  

ประการที่ 1  คริสเตียนกับเวลาอดีต 

      ท่านคิดอย่างไรกับเวลาในอดีต ?   คือวันแห่งความสุข  ความทรงจำที่ยอดเยี่ยม   หรือความขมขื่นใจ  วันที่เจ็บปวด  หรือวันแห่งความพ่ายแพ้     ท่านคิดว่าเวลาใดที่มันทำร้ายต่อสภาพจิตใจของท่านอย่างยิ่ง    และวันนี้ท่านมองวันต่างๆที่ผ่านมาแล้วนั้นอย่างไร ?     นี่คือสิ่งที่ขอให้ท่านช่วยตอบคำถามนี้....       

ตัวอย่างโมเสส ฉธบ32:7โมเสสเตือนคนรุ่นใหม่ให้ระลึกถึงเหตุการณ์โบราณกาล  ถามผ่านบิดามารดา พวกผู้ใหญ่      
ตัวอย่างเปาโล  1 โครินธ์ 10:11   ?เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย  ซึ่งกำลังประสบวาระสุดท้ายแห่งบรรดายุคเก่า

       นั่นหมายความว่า  คริสเตียนเรามองดูอดีตแตกต่างกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า   เรามองเห็นอดีตคือบทเรียนที่ดี  มีค่า  เราต้องมองอดีตด้วยการขอบพระคุณพระเจ้า  ด้วยการโมทนาพระคุณพระเจ้าว่า   แม้ชีวิตของเราทรหดต้องอดทนจนที่สุด   แต่โดยพระคุณพระเจ้าเรายังคงผ่านมาได้ ฮาเลลูยา        1 โครินธ์15:10  ? แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างที่เป็นอยู่นี้ ก็เนื่องด้วยพระคุณของพระเจ้า และพระคุณของพระองค์ซึ่งได้ทรงประทานแก่ข้าพเจ้านั้น มิได้ไร้ประโยชน์ ตรงกันข้าม ข้าพเจ้ากลับทำงานมากกว่าพวกเขาเสียอีก มิใช่ตัวข้าพเจ้าเองทำ  พระคุณของพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่กับข้าพเจ้าต่างหากที่ทำ ?      ขอให้พี่น้องมองอดีตด้วยการขอบพระคุณพระเจ้า   พระเจ้าทรงจัดเตรียมแผนงานให้เรา เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ  ไม่ใช่ทุกขภาพ  ไม่ใช่ด้วยการบ่นถึงชีวิต  หรือบ่นต่อพระเจ้า    มีเรื่องหนึ่งที่พระเจ้าไม่ชอบนิสัยของชาวยิวมากๆก็คือ  การบ่น    อดีตที่ผ่านไปแม้จะดูเหมือนไม่ชื่นชมแต่ก็มีอะไรที่ดีๆ ที่เราจะมองกลับไปดูเพื่อนำมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจ

      ตัวอย่าง บิลเกตต์   มีคนสงสัยว่าทำไมท่านถึงชอบจ้างคนที่เคยล้มเหลวมาก่อนเป็นผู้บริหารของไมโครซอฟต์  ท่านตอบว่า ผู้ที่เคยล้มเหลวเท่านั้นที่รู้ดีว่า เส้นทางของความล้มเหลวมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และเจ็บปวดเพียงใด ด้วยประสบการณ์ดังกล่าวจะไม่ทำให้เขานำพาองค์กรไปเส้นสู่ทางนั้นอีก  ดังนั้นในปีใหม่นี้  ขอให้พี่น้องมองอดีตที่ผ่านมาได้นั้นด้วยท่าทีที่ขอบพระคุณพระเจ้า    สรรเสริญพระเจ้า    หาใช่มองด้วยท่าทีบ่น   แต่ให้ขอบพระคุณพระเจ้าที่เราดำเนินอยู่ได้  เพราะพระคุณพระเจ้า   

 

ประการที่ 2  คริสเตียนกับอนาคต 

       อนาคตหมายถึง เวลาที่ยังมาไม่ถึง   บางคนมองอนาคตว่าทุกสิ่งเลวร้ายหมด  บางคนมองว่าอนาคตจะต้องดีทุกอย่าง   บางคนบอกว่าอนาคตไม่รู้      ท่านคิดเห็นหรือมีมุมมองอย่างไร?  ท่านมองอนาคตข้างหน้าไว้อย่างไร ?          พระเยซูคริสต์สอนเราไว้ว่า 
            1.ระวังอย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้  มธ 6:34   เป็นห่วงเป็นกังวลใจถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้  คนส่วนใหญ่มักกระวนกระวายใจในสิ่งต่างๆซึ่งยังไม่เกิดขึ้น    กังวลใจว่าจะกิน จะดื่มอะไร  จะแต่งตัวใส่เสื้อผ้าอาภรณ์อย่างไร   ทำไมพระองค์ไม่ต้องการให้คริสเตียนมองอนาคตเช่นนั้น   เพราะทรงตรัสว่าแต่ละวันก็มีทุกข์มากพออยู่แล้ว   และการที่เราเองใช้มันสมองไปกระวนกระวายกับวันที่ยังไม่มาถึง   มันก็ไม่ได้ทำให้สิ่งดีๆอะไรเกิดขึ้นมาได้

2.มอบวันต่างๆพรุ่งนี้ให้พระเจ้าทรงนำพาดีกว่า    โดยชี้ให้คริสเตียนพิจารณานกกระจอกตัวเล็กๆ  ชีวิตของมันก็ไม่ได้สอบชิงทุน หรือแกร่งแย่งชิงดีชิงเด่นใครๆ   ไม่สนใจเนินเขายายเที่ยง  ไม่ได้หว่านพืชผักอะไรเพื่อตัวเอง  แต่พระเจ้าก็ทรงเลี้ยงนกน้อยเหล่านั้นได้ตลอดชีวิตของมัน   ดังนั้นแต่ละวันเราควรจะฝากไว้กับพระเจ้า   เรียนรู้จักที่จะวางใจพระเจ้ามากกว่าวางใจมนุษย์      พระเจ้าทรงสัญญาว่าหากเราสนใจให้พระเจ้านำหน้า  นำพาชีวิตในแต่ละวัน  ให้พระเจ้าดูแลแผนงานของเรา   พระเจ้าจะทรงเพิ่มเติมสิ่งที่ขาด  สิ่งที่ต้องการและจำเป็นเพื่อเรา  

             3.อย่าตั้งความหวังไว้สูงเกิน    บางคนนอนฝันถึงแต่อนาคตที่กำลังจะมาถึง  หวังใจในวันข้างหน้าว่าจะดีเสียทุกอย่าง  วางแผนอย่างสวยหรู   เอามือกดเครื่องคิดเลขคำนวนเสียสนุกใหญ่เลยว่า   ปีหน้าฉันจะไปทำอันนั้นอันนี้แล้วจะเกิดผลได้กำไร  จะได้ดิบได้ดีจะจำเริญเกิดผลเท่านั้น เท่านี้      แล้วจะนั่งกินนอนกินเงินทองที่ฝากไว้  
                ตัวอย่างเพลง   เผื่อว่าวันพรุ่งนี้  ศิลปิน ไทรอัมพ์ส คิงคอม    อัลบั้ม TK Vision   ร้องว่า....
                รู้ฉันรู้ว่าเธอนั้นดีแค่ไหน                          ยิ่งรู้เท่าไรยิ่งทำให้ใจฉันหวั่น
                เห็นฉันเห็นทุกๆ สิ่ง ที่เธอได้ทำให้ฉัน         และเข้าใจดีว่าเธอรักฉันมาก
                แต่อย่าโกรธฉันเลย                            เธอจะพยายามเท่าไหร่คำตอบก็เหมือนเคย
                เพราะว่าใจของฉันมีไว้ให้เขาเท่านั้น       เผื่อว่าวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้
                เขาจะกลับมาหาฉัน กลับมารักอีกที       จะนานเท่าไรก็จะรอเขาอย่างนี้         
                เชื่อฉันเถิดอย่าเสียเวลากับฉันอีกเลย??.

         ฟังดูแล้วเข้าใจว่า  สำหรับบางคนนั้นเขาได้ตั้งความหวังไว้กับวันพรุ่งนี้ว่ามันจะดีเสียทุกอย่าง   มองโลกในแง่ดีทุกอย่าง   แต่พี่น้องอย่าลืมเตือนใจตัวเองด้วยว่า  พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ราบรื่นเสียทุกอย่าง    พรุ่งนี้ หรือปีนี้เราจะไปไม่ถึงเป้าหมาย  อาจจะไม่สำเร็จ    อาจจะวางแผนงานผิดพลาดไปได้   เศรษฐกิจก็อาจจะไม่ดีขึ้น   น้ำมันก็อาจจะแพงถึงลิตรละ 40 บาท   สุขภาพอาจจะไม่ค่อยดี   การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น    แล้วเราจะทำอย่างไรหรือในวันพรุ่งนี้ ?     

          ยก4:13-17  ยากอบกล่าวว่า... ท่านก็ไม่สามารถรู้ว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น    พระคัมภีร์สอนว่า  แทนที่เราจะพูดโอ้อวดตัวว่าฉันจะทำนั่นทำนี่ได้เงินทองมาเท่านั้นเท่านี้      เราควรจะกล่าวว่า  ถ้าพระเจ้าทรงโปรด      นั่นหมายความว่าวันพรุ่งนี้เราไม่ควรจะฝันหวานเอง   ไม่ไว้วางใจความรู้ความสามารถของเราเอง    แต่เราพึ่งพาพระเจ้า  พึ่งพาสติปัญญาจากพระเจ้า      เพราะเมื่อไรที่เราโอ้อวดตัว  สิ่งเหล่านี้พระคัมภีร์ถือว่าเป็นความบาป และความชั่ว  
ดังนั้นอนาคตคือเวลาที่ยังไม่เกิดขึ้น  อาจจะมีหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้   แต่ขอให้เราวางใจพระเจ้า  และพึ่งพาพระองค์   ติดสนิทกับพระองค์   ให้พระเจ้าทรงนำย่างเท้าของเรา    สภษ 16:3  ?จงมอบแผนงานของเจ้าไว้กับพระเจ้า  และแผนงานของเจ้าจะได้รับการสถาปนาไว้

 ประการที่ 3  คริสเตียนกับเวลาปัจจุบัน

       คริสเตียนไม่ควรนั่งคิดถึงอดีตที่ผ่านไปด้วยความเศร้าหมอง หรือด้วยความรู้สึกเสียดายที่มาเชื่อพระเจ้าช้าไป หรือเสียดายที่ไม่ได้ประกาสเป็นพยาน   หรือรับใช้อย่างดีเท่าที่ควร     และไม่ควรนั่งฝันหวานกับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นจนลืมตัวคิดว่าแผนงานต่างๆที่ตนวางไว้อย่างดีนั้นจะ  นำมาซึ่งความสุข ความเจริญ   
       แต่คริสเตียนจะดำเนินชีวิตอย่างไรในเวลาปัจจุบันนี้ ?    อฟ 5:16  เปาโลกล่าวว่า  ? จงฉวยโอกาสเพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว ?    คำว่าฉวยโอกาสภาษาเดิมหมายถึง  จงซื้อโอกาสโดยจ่ายเงิน   เปาโลหนุนใจสมาชิกให้ซื้อโอกาส  ซื้อเวลา  หมายความว่าให้ทุกคนใช้เวลาของตนเองอย่างมีคุณค่า  และนำประโยชน์สุขมาสู่ตนเอง สู่ครอบครัว สู่สังคมครอบครัวของพระเจ้า     
        เปาโลกล่าวไว้ว่า  ไม่ใช่ทุกๆสิ่งที่เราคิด ที่เราพูด ที่เราวางแผน จะเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่าเกิดประโยชน์ฝ่ายวิญญาณ ดูใน 1 โครินธ์ 10:23 เราทำสิ่งสารพัดได้ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำได้นั้นเป็นประโยชน์   เราทำสิ่งสารพัดได้ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำให้เจริญขึ้น      บางครั้งคริสเตียนก็มีแต่คำว่าจะทำๆ  เรามีนิสัยพลัดวันประกันพรุ่ง   หลายครั้งที่เรามีความตั้งใจดีว่าปีใหม่เราจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้   เราจะเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นเรื่องนี้เพื่อพระเจ้า   เราจะออกไปเป็นพยาน ไปรับใช้  จะออกไปช่วยกันกลุ่มเซลล์   ไปแจใบปลิว  ออกไปนำพาคนมาคริสตจักร  ออกไปเป็นแสงสว่างแก่ชุมชน  แต่แล้วมันก็จบลงด้วยแผนนิ่ง    

เราจะฉวยโอกาสในการทำอะไรบ้างในปีนี้
?

-ในการอาสาจัดดอกไม้  ทำอาหารเปลี่ยนท่านอาวุโสบ้าง  
-ฉวยโอกาสที่จะนมัสการพระเจ้าให้เช้าขึ้น     ลุกขึ้นมาเฝ้าเดี่ยว  
-รักซึ่งกันและกัน  เพราะความรักนั้นก็อดทนนาน  และความรักยิ่งใหญ่ที่สุด 
-เริ่มต้นจัดลำดับความสำคัญสิ่งที่ควรจะทำในแต่ละวัน 
-หาโอกาส ฉวยโอกาสออกไปนำวิญญาณ  นำพาคนมาเชื่อพระเจ้าโดยเริ่มต้นรับผิดชอบ 1นำ1 คนมา

แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฏาคม 2010 เวลา 16:39 น.)