เรื่อง เริ่มต้นปีใหม่ให้เจริญพร

เรื่อง:เริ่มต้นปีใหม่ให้เจริญพร  
ข้อพระคัมภีร์   เยเรมีย์ 12:5 
โดย  อ.เรวัฒน์  เทพจักร์


 ''ถ้าเจ้าวิ่งแข่งกับมนุษย์ และเขาทำให้เจ้าเหน็ดเหนื่อย เจ้าจะแข่งกับม้าได้อย่างไร  และถ้าเจ้ายังล้มลงในแผ่นดินที่ปลอดภัย เจ้าจะทำอย่างไรในดงลุ่มแม่น้ำจอร์แดนสวัสดีปีใหม่   ในปีใหม่นี้ขอพระเจ้าโปรดอำนวยพรมายังสมาชิกทุกท่าน......    ท่านคาดหวังอะไรจะอยากให้เกิดขึ้นในชีวิตในปีใหม่นี้  ท่านจะก้าวไปอย่างไรในปีใหม่นี้  ?         เยเรมีย์ 12   มีแนวทาง 2 ประการในการดำเนินชีวิตปีใหม่ที่เกิดผล  

 ประการที่ 1  เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการ   ขอบพระคุณพระเจ้า            

        ชีวิตบางช่วงบางตอนก็แสนจะทุลักทุเล  น่าหวาดเสียว  แต่ในที่สุดแล้วเราก็ผ่านออกมาได้    เรากำลังเข้าสู่อาณาจักรของปีใหม่    มุ่งสู่ถนนสายใหม่   เป็นเส้นทางที่เราไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง   สถานการณ์อาจจะดีหรือไม่ดี  แต่ชีวิตของเราจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน  เพราะนั่นคือน้ำพระทัยพระเจ้า   ชีวิตคริสเตียนแท้จริงแล้วไม่ใช่ชีวิตที่ปลอดปัญหา    แต่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงรักมาก    ทุกสิ่งที่พระเจ้าให้เราผ่านเจอจะต้องดีสำหรับพระเจ้า  และสำหรับตัวเราด้วย          มีบางอย่างที่จะเกิดขึ้นเราอาจจะไม่ชอบ    สิ่งที่เราไม่ชอบไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งไม่ดี    พระเจ้ามีความปรารถนาดีเสมอ     บางครั้งเราก็ไม่เข้าใจเลย  เรื่องบางเรื่องหลายปีกว่าที่เราจะเข้าใจ     และบางเรื่องกว่าจะเข้าใจก็ต้องรอจนกว่าเราจะตายไปแล้ว     จงจำไว้เสมอว่าอะไรก็ตามที่พระเจ้าให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา   นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว    ถ้ามีบางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่พึงประสงค์   อย่าให้เราตั้งคำถามว่า  ทำไม ?   พระเจ้าทำไม            ดังนั้นชีวิตในปีใหม่  อย่าลืมที่จะขอบพระคุณพระเจ้า   มองดูสารพัดสิ่งที่เผชิญอยู่ด้วยการขอบพระคุณพระเจ้า    ขอบคุณสำหรับสารพัดสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา 2คร2:14     ขอบคุณที่พระเจ้าเลี้ยงดูปูเสื่อเราอย่างดี    ขอบคุณสำหรับการปกป้องรักษา   ขอบคุณสำหรับเพื่อน  พี่น้อง  และผู้ดูแลฝ่ายวิญญาณ    ขอบคุณสำหรับลมหายใจ   และเงินทองทุกบาททุกสตางค์   ขอบคุณพระเจ้าสำหรับช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้างในชีวิต    ที่ทำให้จิตใจของเราถ่อมลงต่อพระองค์   เรียนรู้จักพึ่งพาพระเจ้ามากยิ่งขึ้น      หากเราคิดได้อย่างนี้แล้วปีใหม่ที่กำลังดำเนินอยู่จะดีทั้งหมด      อย่าให้เราแบกเอาความน้อยเนื้อต่ำใจพระเจ้าไปด้วย     อย่าให้เราเก็บสะสมเอาความขมขื่นใจต่อพระเจ้าไปในปีใหม่    เพราะมันจะทำให้เราเห็นแต่เรื่องที่เลวร้าย  เห็นแต่เรื่องที่น่าเศร้าใจ  เรื่องที่บั่นทอนกำลังใจของเรา          บทเรียนจาก  เยเรมีย์ผู้รับใช้หนุ่ม    น่าจะเริ่มรับใช้ราวปี 627 กคศพระเจ้าทรงให้เขาเกิดมาในครอบครัวคริสเตียน  พ่อเป็นปุโรหิต    และพระเจ้าก็เรียกเขาให้เป็นนักเทศน์เหนือยูดาห์  พระเจ้าทรงตรัสแก่เขาว่า พระเจ้าทรงปั้นแต่งชีวิต  ทรงรู้จัก (ยาดาห์ แปลว่ารู้ซึ้ง) เขาก่อนที่จะเกิด    ทรงแยกเยเรมีย์ไว้ ( คาดาช แปลว่าแยกไว้ต่าหาก)  และแต่งตั้งให้เขาเป็นนักเทศน์แก่ประชาชาติ    ยรม 1:3      เยเรมีย์กลับรู้สึกว่าไม่พร้อมด้วยตัวเองยังเด็กมาก (นาอาร์ =ทารก )  และพูดไม่เป็น    แต่พระเจ้าก็ให้เยเรมีย์มั่นใจอีกครั้งว่า  พระเจ้าจะสถิตอยู่ที่ปากของเขา  ให้เขารับใช้ และเทศนาด้วยฤทธิ์เดชจนทำให้เยเรมีย์ปฏิเสธไม่ได้                

             บทที่ 2       พระเจ้าเริ่มเปิดปากของเยเรมีย์ให้แจ้งชาวอิสราเอลรู้ว่า  พระเจ้าทรงรู้เห็นถึงการดำเนินชีวิตของ
                             พวกเขาที่เสื่อมทรามลง  พระเจ้าวิงวอน                                 
                             -จงคิดถึงความจงรักภักดียามวัยสาวๆ    ข้อ 2                                   
                             -ให้เขารู้ว่าพระเจ้าเลือกเขาให้บริสุทธิ์เพื่อพระเจ้า  ข้อ 3            
              บทที่ 3       พระเจ้าอ้อนวอนให้อิสราเอล –ยูดาห์กลับใจ              
              บทที่ 4-10  พระเจ้าเตือนว่าจะลงโทษชาติที่ไม่เชื่อฟัง และไม่ยอมกลับใจ             
              บทที่ 11     เยเรมีย์ถูกขู่ฆ่า และปองร้าย     ข้อ 21   ชาว ตำบล อานาโธท แสวงชีวิตและห้ามเยเรมีย์เทศนา              
              บทที่ 12    เยเรมีย์ปรับทุกข์กับพระเจ้า  และพระเจ้าทรงหนุนใจเขาให้เขาเตรียมพร้อมเพื่ออกไปรับใช้ มีหลายอย่างที่อยู่คาใจของเยเรมีย์     

1.เขาสับสนไม่เข้าใจว่า  เขาตั้งใจรับใช้ทำดีที่สุดแล้ว  พูดในสิ่งที่พระเจ้าให้พูด   แต่ทำไมเขาจึงต้องได้รับการร้าย  ทำไมพี่น้องจึงคิดร้ายกับเขา    ห้ามให้เขาเทศนา    ห้ามเยเรมีย์พูดอะไรอีก           

2.เยเรมีย์มองคนที่ทำบาปเหล่านั้นชีวิตพวกเขากลับดีขึ้นๆ  อยู่เย็นเป็นสุข  เจริญงอกงาม  ธุรกิจเกิดผลดีการงานของเขาก็ยิ่งเจริญขึ้น ยรม 12:1-2   เยเรมีย์รู้สึกพระเจ้าไม่แฟร์กับเขาเท่าไรนัก   เยเรมีย์รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง....  

3.เยเรมีย์ร้องขอให้พระองค์ฉุดคนบาปออกมาสำหรับฆ่า    และแยกพวกเขาออกมาเพื่อวันทำลาย   เยเรมีย์ต้องการให้พระเจ้าแก้แค้นแทนเขา       ดู ยรม 12:3   และ  ยรม 11:20            สภาพจิตใจของเยเรมีย์เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อ่อนแอ  และเจ็บปวด    และท้อถอยจนไม่อาจจะก้าวหน้าทำสิ่งใหม่ๆต่อไปเพื่อพระเจ้าได้      อาการเหมือนคนฟิวส์ขาด     หมดไฟจากการรับใช้พระเจ้าด้วยความรัก  กลับทำให้เขาโกรธเกลียด  และมองผู้คนออกเป็นสองพวก  คือคนที่เป็นพวกเดียวกับตัวเอง  กับพวกที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม     เขารู้สึกไม่สบายใจกับพระเจ้าโดยเฉพาะ พระเจ้าทรงปล่อยให้เขาต้องพบกับผู้คนที่ใจร้าย     และต้องทนอยู่ในสภาพบ้านเมืองที่เสื่อมทราม   ทำให้เยเรมีย์รู้สึกเหนื่อยหน่ายใจ   ท้อแท้  หมดแรงที่จะเดินกับพระเจ้าต่อไป     เขาค่อยๆเริ่มต้นบ่นต่อพระเจ้า   กล่าวถึงสิ่งที่ไม่พึงพอใจต่างๆนาๆในชีวิต      พระเจ้าจึงทรงตรัสกับเขาว่า....          เยเรมีย์ 12:5  ''ถ้าเจ้าวิ่งแข่งกับมนุษย์ และเขาทำให้เจ้าเหน็ดเหนื่อย เจ้าจะแข่งกับม้าได้อย่างไร  และถ้าเจ้ายังล้มลงในแผ่นดินที่ปลอดภัย เจ้าจะทำอย่างไรในดงลุ่มแม่น้ำจอร์แดน  

        พระเจ้ากำลังให้เยเรมีย์มีโอกาสคิดพิจารณาว่า   คนไม่กี่คนเขากลับทำให้เยเรมีย์เหน็ดเหนื่อยและท้อถอยได้เพียงนี้  แล้วเยเรมีย์จะมีกำลังไปแข่งกับม้าได้หรือ ?         และบ้านเมืองแผ่นดินที่ปลอดภัยดีเยเรมีย์ยังล้มลง  แล้วถ้าชีวิตของเยเรมีย์ต้องตกอยู่ในดินแดนที่ยากลำบาก เต็มไปด้วยอุปสรรคปัญหา    เยเรมีย์จะเผชิญหน้ากับวิกฤติที่หนักและใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร?                     พระเจ้าไม่ต้องการให้เยเรมีย์รู้สึกอย่างนั้น    ถ้าเยเรมีย์ปล่อยให้ตัวเองจมปักอยู่ในวังวนความรู้สึกแบบนี้ต่อไป  จะไม่ได้ช่วยอะไรเยเรมีย์ให้ก้าวหน้าไปได้  ชีวิตของเราก็จะมีแต่อ่อนแอ และขาดกำลัง    จะไม่สามารถเดินผ่านอุปสรรคปัญหาที่หนักหนากว่านี้ได้เลย  เพราะเราก็จะกลายเป็นคนหกล้มสะดุดอะไรง่ายๆ   และงอแงในฝ่ายวิญญาณ    และบ่นกับสารพัดปัญหาเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้น          พระเจ้าต้องการให้คริสเตียนมองข้ามเหนืออุปสรรคปัญหา   มองทุกอย่างที่เผชิญเป็นเรื่องเล็ก   เรียนรู้จักเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากได้            เช่นเดียวกับเปาโล   ฟป 4:   ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะเผชิญกับความตกต่ำ ความอุดมสมบูรณ์......           เราไม่ควรให้ความกลัวกัดกินกำลังวังชาของเรา   ความเชื่อที่เข้มแข็งของเรา      แทนที่เราจะมองโลกในแง่ร้าย  ให้เราหันมาขอบพระคุณพระเจ้าดีกว่า   1 เธสะโลนิกา 5:18 จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย          เราจะขอบคุณพระเจ้าในเรื่องอะไรบ้าง ?                     ขอบคุณที่พระเจ้าให้เราพบทั้งคนดี และไม่ดี  มีนายจ้างหรือหัวหน้าที่ดีและไม่ดี     พบคนที่มีน้ำใจต่อเราและคนที่ใจแคบต่อเรา    ขอบคุณที่ทรงเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ไม่ดีให้เป็นดีได้  ขอบคุณสำหรับงานที่ทำอยู่    ขอบคุณสำหรับชีวิตโสด  ขอบคุณสำหรับคู่พระพรคู่ครอง   ขอบคุณสำหรับลูกๆของเรา     ขอบคุณสำหรับการมีโอกาสได้ร่วมรับใช้ในคริสต์มาส และงานประกาศ    ขอบคุณสำหรับคำติชมต่างๆ   ขอบคุณที่เศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี        ปีใหม่นี้.... อย่าให้เรามัวแต่คิดในเรื่องลบๆกับคนรอบข้าง   .....

              ตัวอย่างเรื่องจากอีเมล์ : ดิฉันแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2534    และได้อยู่กินกับสามีด้วยดีจนมีลูกสาวนและลูกชายอย่างละ คน  ชีวิตก็มีความสุขดี มีรถยนต์ มีบ้านในเนื้อที่ 110 ตารางวา บนถนนแจ้งวัฒนะ          ดิฉันมีน้องสาว 1 คนเค้าไปได้สามีที่ มีเมียหลวงอยู่แล้ว ตอนหลังเค้าเลิกกัน เขามาหาดิฉัน ดิฉันก็ให้ น้องสาวมาอยู่ด้วยกัน     แต่ว่ามาคนเดียวนะคะ     ส่วนลูกๆอยู่กับสามีเขา     น้องสาวมาอยู่กับดิฉันได้หลายปี     จนมาวันหนึ่งหัวใจดิฉันเกือบสลาย        คือสามีดิฉันจะเลิกงานเวลา 24.00 น.และใน เวลา 00.45 น.       ดิฉันได้ยินเสียงรถของสามีมาถึงบ้านแล้วแต่ดิฉันหลับต่อ      มาตกใจตื่นตอนตี 2 กว่านิด หน่อย          ไม่เห็นสามีนอนอยู่ ลุกขึ้นไปดูที่ห้องลูกๆก็ไม่มี    ในห้องน้ำก็ไม่มี    ใจหายวาบ รีบลงมาที่โซฟา ข้างล่างก็ไม่มี      รถยนต์ก็จอดอยู่แต่สามีดิฉันไปไหน          มองที่ประตูบ้าน ก็ใส่กลอนอยู่ ดิฉันหัวใจเต้นแรงมาก เหลืออยู่ห้องเดียวคือ...      ห้อง น้องสาว..ของดิฉัน            ดิฉันเดินไปเปิดไฟจนสว่างทั่วบ้าน หัวใจเต้นแรง ผิดปกติ อยากจะเป็นลม แล้วมองไปที่ห้องของน้องสาวแล้วพยายามตั้งสติ คิดในใจว่า      ถ้าเขาเดินออกมาจากห้องนั้นดิฉันจะทำอย่าง ไร         ดิฉันนั่งมองประตูห้องของน้องสาว น้ำตาจะไหล นึกในใจว่าจะทำอย่างไร ?          เราจะทำอย่างไรดี ลูกก็ยังเล็ก ดิฉัน ตัดสินใจ?เลิกดีไหม?   แล้วให้เขาไปอยู่กับน้องสาวที่อื่น     ส่วนดิฉันจะอยู่กับลูกคือยกสามีให้น้องสาวไป   ถ้าเขารักกัน                    จนประมาณ ตี 3 กว่าๆ ดิฉันในใจว่าถ้าดิฉันโทรฯเข้ามือถือเขาแล้วเสียง โทรศัพท์ก็ต้องดังออกมาจากห้องน้องสาวแน่ๆเลย    เป็นไงเป็นกัน       ดิฉันตัดสินใจโทรฯแล้วก็ติดจริงๆค่ะ       ใจดิฉันเต้นแรงจนเกือบหลุดออกมาข้าง นอก     ดิฉันยืนแอบอยู่หน้าห้องน้องสาว....แต่เอ๊ะไม่มีเสียงโทรศัพท์ ดังออกมาจากในห้องของน้องแต่โทรฯติด     เขาอยู่ ใหน ฮัลโหล   เขารับสาย     ดิฉันจึงถามเขาทันทีว่าเธออยู่ไหน?    ดิฉัน ตวาดเขาอย่างรุนแรง         ทันใดนั้นสามีของดิฉันก็ตอบเสียงอันดังด้วยความโมโหสุดๆว่า   “  อยู่ในรถสิ อีบ้า     รู้ว่าวันนี้กูกลับดึก    ยังเสือก ล็อคประตูอีก     มือถือ ก็ไม่เปิด    ยุงกัดจะตายห่าอยู่แล้ว “                 หลายครั้งในชีวิตเรา   เรามักจะคิดไปเองว่า   เรื่องมันทำไมต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้   โดยที่เราก็ยังไม่รู้ความจริง   ดังนั้นในปีใหม่นี้อย่าให้เราคิดในแง่ลบๆ  แต่ให้เราขอบคุณพระเจ้าดีกว่า     ให้เรานึกถึงพระเมตตาคุณของพระเจ้า   การดูแลของพระเจ้า  และพระคุณอันมากมายเหลือจะพรรณาในชีวิต   ก้าวปีใหม่ด้วยการขอบพระคุณพระเจ้า    แล้วชีวิตตลอดปีใหม่ของเราจะมีแต่สิ่งที่ดีๆเกิดขึ้น

 

ประการที่ 2  เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการขอโทษ และยกโทษ      

เยเรมีย์แม้ท่านจะเป็นถึงผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า  เป็นนักเทศน์ในสมัยนั้น   ก็ยังรู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกผู้คนปองร้าย  หลายคนไม่ได้อวยพรท่าน   หลายคนไม่ได้ให้เกียรตินับถือท่าน    พวกเขากลับวางแผนทำร้ายเยเรมีย์ให้ถึงแก่ความตาย   และไม่ฟังคำของเยเรมีย์    เยเรมีย์คงรู้สึกแย่      จึงทำให้เยเรมีย์ต้องร้องขอให้พระองค์ฉุดคนบาปเหล่านั้นออกมาสำหรับฆ่า         และแยกพวกเขาออกมาเพื่อวันทำลาย   เยเรมีย์ต้องการให้พระเจ้าแก้แค้นแทนเขา  ดู ยรม 12:3   และ  ยรม 11:20       ในปีใหม่นี้ไม่ควรจะให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับเยเรมีย์สุ่มที่ใจของเรา    เพราะมันไม่ได้ช่วยเสริมสร้างเราให้ดีขึ้น     ขอพระเจ้าขจัดเอาความโกรธ ความเจ็บปวด  ความขมขื่นใจต่อกันและกันออกไปจากใจของเรา   ให้จิตใจของเราเป็นพรแก่ทุกคน              ในปีใหม่นี้หากเรายังเก็บความไม่ชอบ   ความแค้น ความขมขื่นจะทำให้เราหนัก     ถ้าใครก้าวปีใหม่ด้วยภาระอันหนักนี้จะไปได้ไม่ไกลนัก  มันเป็นภาระหนัก  และจิตใจของเราก็ไม่ได้สูงไปกว่าคนที่มีความเชื่อ          อย่าให้บาปปีเก่าข้ามมาปีใหม่ด้วย   ถ้ามีอะไรเป็นอุปสรรคให้เราสารภาพต่อพระเจ้า   หามุมสงบบอกเรื่องที่ผิดพลาดต่อพระเจ้า   อย่าให้เราเอาความไม่ถูกต้องแบกไว้ในปีใหม่   จะทำให้เราเดินด้วยความเหน็ดเหนื่อยในปีใหม่  ขอพระเจ้าเมตตาช่วยเราให้ถ่อมใจลง   ยอมรับความผิดพลาดของเราต่อพระเจ้า   

         การเก็บความผิดบาปเอาไว้เหมือนไฟเผาชีวิต  ไม่เป็นพระพร  ให้เราจัดการกับมันเสียแต่วันนี้  ไม่ใช่แค่ขอโทษพระเจ้าเท่านั้น     แต่อาจจะมีบางสิ่งที่เราต้องขอโทษคนอื่นๆด้วย  หากเราทำอะไรบางอย่างให้เขาสะดุดไป  ถ้าพระเจ้าดลใจให้เราไปขอโทษก็ให้เราทำแล้วภาะจะเบาลง   อย่าพยายามแก้ตัวเพื่อตัวเอง   มโนธรรมในตัวจะฟ้องตัวเรา   ให้เราหาเวลาอันเหมาะสมไปพบกับเขา  ไปขอโทษเขา      ขอโทษเขาแล้วเขาไม่ยอมยกโทษจะทำอย่างไร ?    ถ้าเขาไม่ยกโทษภาระหนักจะตกอยู่ที่ใจของเขาเอง.....  และเขาจะต้องแบกไว้ตลอดปีจนกว่าเขาจะเรียนรู้จักการให้อภัยผู้อื่น             ไม่เพียงการขอโทษต่อกันและกัน  เราจะต้องเรียนรู้จักการให้อภัยต่อกัน  ยกโทษต่อกันด้วย   บางคนรู้สึกขมขื่นใจต่อกัน เขากล่าวว่า  “ ตายเสียดีกว่าที่จะยกโทษให้คนพันนั้น”    เราจะต้องเรียนร็จักยกโทษ ให้อภัยต่อกัน  โคโลสี บทที่ 3  13 จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน    องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน 

          ตัวอย่าง :  พระเยซูคริสต์ขณะถูกตรึงที่กางเขน  ทรงถูกกระทำต่างๆนานๆประการจากคนบาปชั่ว  แต่พระองค์กลับอธิษฐานว่า  ขอพระบิดาอภัยโทษเขา   เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป     นับเป็นตัวอย่างที่ดีของคริสเตียน  ที่จะเรียนรู้จักการยกโทษ ให้อภัยต่อกัน    ลก23:34     

           ตัวอย่าง  เปโตรสาวกของพระเยซูคริสต์กล่าวว่าเมื่อใครที่ทำผิดต่อเขาเขาควรจะยกโทษให้คนเหล่านั้น 7 ครั้งพอไหม?  พระเยซูตอบเขาว่าไม่พอ  แต่ต้อง 7x70 ครั้ง        มธ18:22           ปีใหม่นี้มีใครบ้างที่เราจะต้องไปขอโทษเขา  มีใครบ้างที่เราจะต้องยกโทษให้เขา  อย่าเก็บบาปนี้ไว้ในใจของเรา  ขอให้เราลืมเสียกับประสบการณ์ที่ลึกในอดีต     ดังมีคนกล่วไว้ว่า “  อย่าร้องไห้กับมือที่เสียไป แต่จงใช้มืออีกข้างหนึ่ง “    ผรั่งเขากล่าวว่า  “ อย่าห้องไห้กับนมที่หกไป “     เพราะทำอย่างไรก็ตาม  เราจะไม่สามารถเข้าไปตักตวงนมที่ตกลงไปแล้วกลับคืนมา     เช่นเดียวกัน   เรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตที่ไม่ได้ต่อกัน   ขอให้เราลืมเสียหันหน้ามาร่วมกันทำงานรับใช้พระเจ้าต่อไป    โดยเรียนรู้จักคำว่า  ขอโทษ  และให้อภัยต่อกัน         เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงยกโทษอภัยบาปของเรานั้น....              หากปีใหม่นี้เราดำเนินชีวิตอย่างนี้แล้ว  ชีวิตของเราจะอิ่มเอิบด้วยพระพร  ความสุขมากมาย  จะเกิดผลมาก และไม่มีอะไรเป็นภาระหนักในชีวิต   เราจก้าวสู่ปีใหม่ที่สดใส  จิตใจที่เป็นสุข   และเราจะได้รับพระพรมากมาย 

แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฏาคม 2010 เวลา 16:38 น.)