ใครใหญ่กว่าใคร?

โดย เรวัฒน์  เทพจักร์

บทเรียนข้อคิดจาก พาดหัวข่าวใหญ่ แจ้งจับ-ยื่นถอดถอนช่วยแม้ว ปชป.จัดเต็มดร.ปึ้ง   , มรสุมการเมืองลูกใหม่เริ่ม ตั้งเค้า เมื่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ หาเรื่องใส่ตัว ,   ตร.สากลปัดออกหมาย จับแม้ว  , แจ้งจับ-ยื่นถอดถอนช่วยแม้ว ปชป.จัดเต็มดร.ปึ้ง

 

ทั้งหมดทั้งสิ้นบนสื่อต่างๆทั้งไซเบอร์และหนังสือพิมพ์ต่างๆ  ต่างได้โพสพาดหัวข่าวใหญ่เนื้อหาที่นำเสนอถึงคาบลูกคาบดอกของปัญหาทางการเมืองที่ไม่ลงตัว และเหมือนจะไม่มีทางที่จะลงเอยด้วยดี     ทั้งสิ้นมันเป็นเพราะต้นตออะไรหรือ   ความไม่ลงตัวของปัญหาของบ้านเมือง  สืบเนื่องมาจากปัญหาเรื้อรังยาวนานหลายปี  ต่างมุมมองต่างความคิดเห็นกันไปสุดแล้วแต่ว่าใครผู้ใดได้รับข้อมูลดิบๆมาจากแหล่งไหน รับข่าวจากฝ่ายไหน อยู่สีไหน    ต่างก็จะสรุปตามบริบทของตนเอง    แม้ว่าขั้วหนึ่งขึ้นมามีอำนาจในการจัดตั้ง อีกฝ่ายก็ลุกขึ้นมาเพื่อล้มอำนาจการจัดตั้ง  มีทั้งมือที่สองและที่สามข้ามาเกี่ยวข้อง   ประชาชนตาดำๆไม่สามารถแยกแยะว่าใครดีใครชั่วใครได้ผลประโยชน์ใครสูญเสียผลประโยชน์    ดีไม่ดีคนนอกอาจจะเข้าใจผิดเข้าไปเลือกข้างเลือกสีโดยขาดความรู้ข้อเท็จจริง

นทางกลับกัน   หากมองย้อนกลับมาพิจารณาสายทางธรรมก็ดูจะไม่น้อยหน้าของปัญหาสงครามทางความคิด   การแตกแยกมุมมอง    ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าทำไปเพื่อปกป้ององค์กรอีกฝ่ายก็บอกทำไปทุกเพื่อความความยุติธรรมและความถูกต้องตามระบบระเบียบปฏิบัติ    บางคนก็คอยเสียบ บางคนคอยตีท้ายครัว   หรือคอยเข้ามารอเสียบหลังตาอินกับตานาตกลงปัญหาใจกันไม่ลง

 

วันก่อนมีโอกาสไปดูภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร  ตอนที่ 4 "ศึกนันทบุเรง" หลักฐานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและพงศาวดารพม่าระบุตรงกันว่า ภายหลังการประกาศเอกราชในปี พ.ศ. 2127 แล้วนั้น พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงได้โปรดให้กรีฑาทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาคืนเป็นเมืองขึ้นถึง 4 ครั้งคราว คือ ในคราวศึกพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่เมงนรธาสอ ในปี พ.ศ. 2127/28 ศึกนันทบุเรงปี พ.ศ.2129 ศึกมหาอุปราชาในปี พ.ศ.2133 และศึกยุทธหัตถีในปี พ.ศ. 2135 ในศึกทั้ง 4 ครั้งตามกล่าว ศึกที่นำพาให้ราชอาณาจักรอยุธยาต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์อันสุ่มเสี่ยงต่อการสิ้นสูญแผ่นดินคือศึกนันทบุเรง     ผลการปราชัยของหงสาวดีในคราวศึกพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่ ความพ่ายแพ้ครั้งนั้น ทำให้พระเจ้านันทบุเรงทรงตระหนักในพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรและในความเข้มแข็งของกองทัพอยุธยา จึงทรงตัดสินพระทัยยกทัพใหญ่เป็นทัพกษัตริย์มาย่ำยีราชธานีสยาม ให้ราบเป็นหน้ากลองเพื่อเป็นการแก้มือและเพื่อรักษาซึ่งพระเกียรติยศมิให้เป็นที่ดูแคลนแก่เหล่าเจ้าประเทศราชในขอบขัณฑสีมาพุกามประเทศ  หลักฐานข้างพม่าระบุว่ากองทัพพระเจ้านันทบุเรงประกอบด้วยช้าง 3,200 ทัพม้า 12,000 และไพร่ราบซึ่งมีจำนวนถึง 252,000 ในกองทัพนี้ยังมีนายทัพผู้ปรีชาสามารถตามติดมาร่วมรบ ไม่ว่าจะเป็นพระมหาอุปราชา มังจาปะโร หรือแม้แต่ลักไวทำมูทหารกล้า

ภาพยนตร์ยังได้ตีแผ่ให้เห็นว่า กิตติศัพท์ความยิ่งใหญ่ที่น่าเกรงขามของทัพหงสาวดีที่ยกเข้ามาครั้งนั้นส่งผลให้เจ้าเมืองกรมการเมืองในขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักรอยุธยาข้างฝ่ายเหนือประหวั่นพรั่นพรึงถึงกับสมคบคิดกันแปรพักตร์เข้าสมานสมัครพระเจ้านันทบุเรงรบสมเด็จพระนเรศวร เป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรต้องเผชิญทั้งศึกนอกและศึกใน สถานการณ์กลับยิ่งบีบคั้นให้คับขันยิ่งขึ้นเมื่อพระศรีสุธรรมราชา พระอนุชาเจ้ากรุงละแวกซึ่งขัดพระทัยสมเด็จพระนเรศวรแต่กาลก่อน ได้ยุยงให้พระเชษฐาตัดสัมพันธไมตรีกับอยุธยาจนเป็นเหตุให้ละแวกกลายมาเป็นหอกข้างแคร่ ที่พร้อมจะกระหน่ำซ้ำเติมกรุงสยามให้ย่อยยับหากมีอันพลาดท่าเสียทีในศึกนันทบุเรง          ภาพยนตร์ได้ลำดับให้เห็นถึงภัยรอบด้านที่บีบรัดให้สมเด็จพระนเรศวรทรงต้องเผชิญศึกอย่างโดดเดี่ยว แต่เคราะห์กลับทับทวีคูณเมื่อสหายศึก เช่น เลอขิ่น และกำลังเมืองคัง ซึ่งร่วมกรำศึกกันมาแต่เบื้องต้นคิดถอนตัวตีจากเนื่องจากพิษรักระหว่างรบ ที่จบลงด้วยความร้าวฉานระหว่างเลอขิ่นกับพระราชมนูขุนศึกคู่พระทัย ความขัดแย้ง ด้วยเหตุส่วนตัวได้บานปลายกลายเป็นภัยของแผ่นดินในคราวคับขันเมื่ออยุธยา ต้องเผชิญศึก ซึ่งประมาณได้ว่าเป็นมหาสงครามภายใต้โทสจริตของพระเจ้านันทบุเรง

ด้วยข้อจำกัดที่รุมเร้าหลายประการ ผสานกับจำนวนไพร่พลที่เป็นรองหงสาวดี อยู่หลายขุม ทำให้สมเด็จพระนเรศวรทรงจำต้องปรับยุทธศาสตร์การตั้งรับทัพหงสาวดีเสียใหม่ โดยทรงใช้พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบเป็นฐานบัญชาการรบแต่เพียงแห่งเดียว โดยทรงส่งกำลังออกไปปักปราการ วางแนวป้องกันมิให้พม่าเข้ามาปลูกค่ายใกล้ขอบคูพระนครและกำแพงเมือง ทั้งยังแต่งกำลังเป็นกองโจรเข้าปล้นค่ายข้าศึกอย่างอาจหาญ  สมเด็จพระนเรศวรทรงคาบ พระแสงดาบขึ้นปีนปล้นค่ายพม่า ภาพห่าธนูเพลิงที่สาดซัดและกองทัพนับพันนับหมื่น ปีนพะองขึ้นชิงค่าย

เมื่อศึกเหนือเสือใต้รุมกระหน่ำ ขุนนางผู้ใหญ่ขาดสามัคคีคิดคดคำนึงแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง จอมทัพผู้รั้งราชบัลลังก์และความอยู่รอดของแผ่นดินก็มาพลาดท่าต้องศาสตรากลางสมรภูมิศึก ยอดทหารเอกกรุงศรีถูกขุนศึกผู้ชาญณรงค์กว่าจับเป็นเชลย

จักเห็นชัดว่าเกิดผลเสียมากกว่าผลดีเมื่อผู้ใหญ่ขาดความสมานสามัคคีกัน ไม่กลมเกลียวกัน และต่างฝ่ายก็เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น     ต่างฝ่ายต่างยังมีอีโก้สูงกันแบบนี้   ตราบใดที่ผู้ใหญ่ยังตีรั้ววางกรอบวงกว้างให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยแบบนี้อยู่   คงจะเห็นทางออกได้ยากนักหนา    เพราะคงไม่ดีนักหากอีกกลุ่มหนึ่งทมึนตึงกระเหี้ยนกระหือรือเพื่อจะบรรลุตามเกม   คนกลางก็ไม่เป็นกลางแท้จริง  ผู้ใหญ่ขาใหญ่ก็เลือกข้าง-มีอคติต่อกัน   กลุ่มอำนาจเก่าก็ไม่ยอมวางอำนาจเสียที        นี่ก็คืออีกปัญหาที่เราจักต้องเรียนรู้จากอดีตเพื่อนำมาเป็นบทเรียนในปัจจุบัน  แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นที่กล่าวมาข้างต้นเห็นว่าไม่มีทางออกใดดีไปกว่าการที่ทุกฝ่ายสำนึกว่าตนเองอยู่ในฐานะใด    พระเจ้าให้เราทำภารกิจอันใดอยู่  เรียนรู้จักถ่อมใจลงต่อกัน สารภาพบาปต่อกันและก้าวเดินต่อไปดีกว่า    เกียรติยศชื่อเสียงมันสำคัญมากนักหรือ      แล้วมันจะลงเอยจบเกมกันอย่างไรได้    ในเมื่อแต่ละคนก็ยังดื้อดึงกันแบบนั้น   แล้วจะให้รุ่นลูกรุ่นหลานกล่าวขานถึงท่านกันเช่นไร  จะเขียนลงในประวัติศาสตร์ไว้ที่หน้าไหนดี     สำหรับความแตกแยกในสังคม การขัดแย้งกันในธุรกิจการงาน หรือความขัดแย้งกันในวงการทางธรรมก็ขอให้มีการพูดคุยกันโดยดี    จะกี่ฝ่าย จะกี่ครั้ง   จะที่ไหนก็ตกลงกันให้ดีเพื่อสะสางปัญหา และเคลียร์ภาพลักษณ์กันเสียใหม่ อย่าให้ถึงขั้นเลือดตากระเด็นเลยนะ

สำหรับคนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้อง  หรือพวกไทยมุงก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะไม่ทำให้เกิดการขัดแย้งในวงกว้างในสังคมไทยของเราอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด  อย่า FWเมล์ขยะกันอีกเลยเพราะการส่งข่าวดิบๆแทนที่จะสร้างสันติอาจจะทำให้เสียมากกว่าดี      แล้วใครเจ็บล่ะ... ก็เราทั้งชาตินั่นเอง      เราต้องไม่เลือกข้างโดยไม่รู้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพียงพอ      ระวังที่จะไม่ถูกชักนำให้แพะชนแกะ    ถึงเวลาแล้วที่เราจะสำรวจตัวเอง    และอยู่สงบในทางธรรมหันหน้าเข้าหาพระเจ้า  ทิ้งอคติและรากขมขื่นใจต่อบุคคลอื่น  และยืนอธิษฐานอย่างบริสุทธิ์ใจเพื่อเห็นทางออกของทุกๆปัญหาในหน่วยงานและองค์กรของเราเอง    เดินออกห่างเสียบ้างจากการวิพากวิจารณ์ การบ่น และการตัดสินผู้หนึ่งผู้ใด    ให้ระยะเวลากับผลงานพิสูจน์ความสามารถของคน    บางครั้งเราก็ไม่สามารถหาคนผิดคนถูกมาประจานได้เสมอไป    ถึงอย่างไรเราก็คือพระกายเดียวกันแท้ๆ  ผิดพลาดประการใดก็อภัยให้กันและกัน  ทำไงได้เพราะเราเกิดมาอยู่ในผืนแผ่นดินไทยด้วยกันแล้ว   ถ้าเราคนไทยไม่รู้จักรักซึ่งกันและกันแล้วใครหน้าไหนจะมารักและห่วงใยเรา  นาทีนี้อย่าห่วงเลยได้ไหมว่าท่านจะต้องถอยกันคนละสักกี่ก้าว   อย่าห่วงเลยว่าตัวเองจะเสียหน้า เสียชื่อ สูญเสียเกียรติยศแค่ไหนถ้าหากต้องเป็นฝ่ายยอม    

แต่ดีที่สุดให้ทุกฝ่ายเดินเข้ามาหากันคนละก้าว  เพื่อเดินเข้ามาจับมือประสานใจกันทำงานต่อไป ร่วมแอกรับใช้ หรือ ร่วมแอกแก้ไขปัญหาอุทกภัยน้ำท่วม    มาหาทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ  แก้ไขปัญหาสังคมของเรา  มาร่วมกันดีกว่าที่จะมานั่งทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา  สาดโคลน แต่งสีมั่วมาหาว่าใครเป็นใหญ่กว่าใคร ใครอยู่พรรคพวกไหน   มัวมาระแวงว่าใครจะได้เก้าอี้อะไร  ได้อะไรและเพื่ออะไร  สำคัญอะไรที่จะรู้ว่าใครเป็นใหญ่กว่าใคร  ปัญหาบางอย่างอาจแก้ไขได้โดยไม่ต้องก่อม๊อบ หรือเคลื่อนไหวใดๆเลย   แต่ให้เดินเข้ามาหาซึ่งกันและกันดีกว่าไหม อย่าเดินถอยคนละก้าวเลย ! เพราะเห็นทีเราจะยิ่งเดินไปไกลจากกันมากยิ่งๆขึ้น  กระทั่งเราคุยกันไม่รู้เรื่อง  เอาปริญญาเอกที่ทุกคนมีมานั่งลงแก้ไขปัญหาด้วยกัน   ที่จริงปัญหาแก้ไขได้เพียงแค่ท่านไม่พยายามถามว่าใครเป็นกว่าใคร !  

 

บทความข้างต้น มิได้มีเจตนาที่จะไปกล่าวถึงหน่วยงานใดหรือบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  เพียงแต่เป็นถ้อยแถลงเตือนจิตเตือนใจของพี่น้องคนไทยทุกฝ่ายให้รู้รักสามัคคีกันดีกว่า


แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2011 เวลา 00:38 น.)