การสารภาพความผิดบาป

การสารภาพความผิดบาป  (pinkaewpongsak@gmail.com)

การที่เราจะทำอะไรบางอย่างที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม จิตใต้สำนึกลึก ๆ จะบอกกับเราเองว่าผิดหรือถูก ถ้าสิ่งที่จะทำซึ่งเป็นความผิดบาปจะรู้สึกว่าทำได้ง่ายไม่ต้องคิดมาก แต่ถ้าเราจะทำความดีทำไมมันยากเย็นเข็นใจ นั่นแสดงว่าความบาปได้ครอบงำจิตใจโดยที่เราไม่ค่อยรู้ตัวบั่นทอนความคิด ความตั้งใจจึงทำให้คิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่เราถวิลหา เราจะพบว่าตั้งแต่เกิดมามนุษย์ก็มีบาปติดตัวมาตามสายเลือดสืบทอดมาจากอาดัมและเอวาที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระองค์ทรงตรัสว่า ต้นไม้ทุกต้นในสวนนี้เจ้ากินได้ยกเว้นต้นไม้ต้นนี้ซึ่งเป็น “ต้นไม้แห่งชีวิต” เจ้าห้ามกิน แต่เอวาไม่เชื่อกลับไปเชื่อมารซาตานที่บอกว่าไม่จริงหลอกถ้าเจ้ากินเจ้าจะเป็นเหมือนกับพระเจ้า จะรู้สึกผิดชอบชั่วดี นี่คือบาปครั้งแรกที่เข้ามา

ครอบงำมนุษยชาติทั้งโลก แล้วเราจะทำอย่างไรให้บาปได้หลุดพ้นไปจากเรา ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญไถ่บาป บริจาคเงินทองสิ่งของให้กับคนยากคนจน สร้างสมบุญบารมี คนรวยก็จะใช้เงินสร้างวัดวาอารามสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์ส่วนรวม แล้วก็คิดว่าจะได้บุญเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วก็จะไม่ตกนรก

จะได้ขึ้นสวรรค์ บางที่ถึงขนาดมีการซื้อใบขึ้นสวรรค์กันเลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถช่วยให้มนุษย์หยุดการทำบาปได้  เพราะคิดว่าไม่เป็นไรเมื่อทำบาปเดี๋ยวไปซื้อใบขึ้นสวรรค์ก็ได้ หรือไปทำบุญไถ่บาปก็สิ้นเรื่อง เท่าที่เราเชื่อหรือศึกษากันมาในพระคัมภีร์พระเจ้าบอกว่ามนุษย์ไม่สามารถช่วยตัวเองให้

หลุดพ้นจากบาปได้ เอเฟซัส 2:8-9 “ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อและมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้, ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้”  ฉะนั้น การกระทำใด ๆ ก็ตามไม่สามารถรอดได้ ถ้าอย่างนั้นคนที่รวยก็รอดกันหมดเพราะเขาก็จะอวดในสิ่งที่เขาสร้างหรือบริจาคจริงไหมครับความเชื่อไม่ไช่ความรู้ทางสมอง หรือเชื่อในสิ่งที่เป็นอนิจจัง หรือเชื่อในประวัติศาสตร์ที่ได้บันทึกกันมาตามยุคตามสมัยจนมาถึงเรา ความเชื่อคือการเชื่อและไว้วางใจในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าแต่เพียงผู้เดียวในความรอดบาป แต่ถ้าเชื่ออย่างเดียวก็ไม่รอดเช่นกันต้องกระทำตามด้วย แต่ถ้าเชื่อแล้วก็ต้องมีการสารภาพความผิดบาปต่อพระองค์ด้วย เหมือนกับคนที่ได้ทำผิดกฎหมายและถูกจับได้ แต่เมื่อเขาได้สารภาพความผิดบาปต่อหน้าศาล ก็จะมีการให้อภัยหรือลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เช่นเดียวกันพระเยซูเป็นคนแก้ต่างให้หรือเป็นคนกลางระหว่างเรากับพระเจ้า  2 โครินธ์ 5:18 “ทั้งสิ้นนี้เกิดมาจากพระเจ้าผู้ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์ และทรงโปรดประทานให้เรามีพันธกิจเรื่องการคืนดีกัน”  ดังนั้น ก็ต้องเป็นหน้าที่ของเราด้วยที่จะทำพันธกิจในเรื่องนี้เมื่อเราเชื่อและไว้วางใจในพระองค์

การสารภาพความผิดบาปเป็นขั้นแรกที่เราจะได้รับการช่วยเหลือจิตวิญญาณให้รอดโดยพระเจ้าที่เป็นผู้ประทานให้แก่เราโดยทางพระเยซูคริสต์ ใน กิจการ 2:36-38 กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นให้พงศ็พันธุ์อิสราเอลทั้งปวงทราบแน่นอนว่า พระเจ้าได้ทรงยกพระเยซูนี้  ซึ่งท่านทั้งหลายได้ตรึงไว้ที่กางเขนนั้นทรงตั้งขึ้นให้เป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นพระคริสต์ เมื่อคนทั้งหลายได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลบ ปลามใจ จึงกล่าวแก่เปโตรและอัครทูตอื่น ๆ ว่า พี่น้องเอ๋ย เราจะทำอย่างไรดี ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า จงกลับใจใหม่ และรับบัพติสมาในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าสิ้นทุกคน  เพื่อพระเจ้า จะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย แล้วท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์”  ดังนั้น การสารภาพความผิดบาปหรือการกลับใจใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่เรารู้สึกถึงความผิดบาปของเราเท่านั้น หรือรู้สึกเสียใจ

ในความบาปที่ได้กระทำไปความรู้สึกผิดในความบาปของเรามันจะมาก่อนการสารภาพ แต่มันไม่ได้เป็นการสารภาพในตัวมัน ไม่มีใครที่จะสารภาพจนกว่าเขาจะรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าผิดในบาปของเขา แต่ไม่ใช่จะมีความรู้สึกผิดหลังจากสารภาพ ใน กิจการ 24:25 กล่าวว่า “ขณะเมื่อเปาโลอ้างถึง ความยุติธรรม ความอดกลั้นใจทางกาม และการพิพากษาซึ่งจะมาเบื้องหน้านั้น เฟลิกส์ก็สะดุ้งตกใจกลัว จึงพูดว่า ‘คราวนี้จงไปก่อนเถอะ’ เมื่อมีโอกาสเราจะเรียกท่านมาอีก” (เฟลิกส์มีความรู้สึกผิดแต่ไม่ยอมสารภาพ) หรือบางคนอาจมีความรู้สึกเสียใจมาก  เพราะว่า ผลที่เกิดขึ้นจากบาปของเขา หรือเพราะว่าเขาถูกจับได้ ผู้คนส่วนมากเสียใจไม่ใช่เพราะสิ่งที่เขาทำผิด แต่เป็นเพราะว่าเขาได้ถูกจับได้ว่าทำผิด 2 โครินธ์ 7:10 กล่าวว่า “เพราะว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้าย่อมกระทำให้กลับใจใหม่ ซึ่งนำไปถึงความรอด และไม่เป็นที่น่าเสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำไปถึงความตาย” หรือไม่ใช่พยายามที่จะเป็นคนดีทำดี คิดดี ผู้คนส่วนมากพยายามด้วยตัวเขาเอง ความพยายามของตัวมันเองก็มีรากของความชอบธรรม

อยู่ในตัวมันเอง มันจะไม่มีการรับรองที่จำเป็นของการสารภาพจากความบาปในตัวมนุษย์เองอิสยาห์ 64:6  “ข้าพระองค์ทุกคนได้กลายเป็นเหมือนคนที่ไม่สะอาดและการกระทำอันชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งสิ้นเหมือนเสื้อผ้าที่สกปรก ข้าพระองค์ทุกคนเหี่ยวลงอย่างใบไม้ และความบาปผิด

ของข้าพระองค์ทั้งหลายได้พัดพาข้าพระองค์ไปเหมือนลม” หรือไม่ใช่เข้ามาที่จะรู้เรื่องศาสนา เหมือนพวกฟาริสีได้ทำตัวเป็นผู้เคร่งศาสนา (มธ.3:7-10) ท่านยอห์นได้กล่าวว่า “เจ้าชาติงูร้าย” หรือไม่ใช่ว่าเรามีความรู้ในเรื่องของสติปัญญาของความจริงหรือความชั่วในสมอง โรม 10:10 “ด้วยว่าความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด”ดังนั้น ความจริงในการที่เราจะสารภาพความบาปเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ ต้องแสดงความเสียใจต่อ

พระเจ้าในความบาปของเรา คือการรู้สึกเสียใจ ไม่ใช่เพื่อตัวเราเองหรือคนหนึ่งคนใด แต่สิ่งแรกคือเป็นการรู้สึกเสียใจต่อพระเจ้า และต้องรู้ความจริงในเรื่องบาปของเรา คือสารภาพบาปจริง ๆ ของเรา หันกลับจากความบาปผิดของเรา ด้วยการหยุดทำบาปหรือไม่ซ่อนบาปเอาไว้ ต้องเกลียดบาปไม่คิดที่จะทำ

อีก ฮีบรู 1:9 “พระองค์ทรงรักความชอบธรรม และทรงเกลียดอธรรม  ฉะนั้น พระเจ้าคือพระเจ้าของพระองค์ได้ทรงเจิมพระองค์ใว้ ด้วยน้ำมันแห่งความยินดียิ่งกว่าพระสหายทั้งปวงของพระองค์”ถ้าเป็นไปได้ให้เราตอบแทนผู้อื่นต่อสิ่งที่เราได้ฉ้อโกงเขามา หรือสิ่งที่ได้ทำผิดไปแล้ว  ดังนั้นอะไรคือสิ่งที่จะผูกพันเราให้เข้ามาสารภาพบาปกับพระเจ้าก็ด้วยการหันหนีจากบาป หรือหันหนีกลับจากทางชั่วออกมาจากระบบของโลก เพราะพระเจ้ากล่าวว่า ใครเป็นมิตรกับโลกคือการตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้า “อย่ารักโลก”  (ยากอบ 4:4) หันหนีออกมาจากตัวคุณเอง คือไม่ยึดติดในตัวเรา มนุษย์มีขีดจำกัด หรือไม่เห็นประโยชน์ในตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น ออกมาจากความมืดสู่ความสว่าง ออกมาจากอำนาจของซาตานสู่พระเจ้า หันกลับมาหาพระเจ้าเผื่อที่ว่าพระเจ้าจะกลับมาหาเรา เศคาริยาห์ 1:3

“เพราะฉะนั้น จงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า จงกลับมาหาเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ เราจะกลับมาหาเจ้า พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” หันกลับมาสู่ชีวิตที่ถูกต้อง ยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ไม่ถูกต้องมาสู่สิ่งที่ถูกต้อง อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาปจงให้อวัยวะเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า พระเยซูได้ชำระพระวิหารให้บริสุทธิ์ เมื่อพระองค์ได้เข้าไปในพระวิหาร พระองค์ทรงเห็นคนขายวัว ขายแกะ ขายนกพิราบ และคนรับแลกเงินที่กำลังแลกเงินอยู่ พระองค์ได้เอาเชือกทำเป็นแส้ ไล่คนเหล่านั้น พร้อมกับแกะและวัวออกไปจากบริเวณพระวิหาร และพระองค์ทรงเทเงินและคว่ำโต๊ะของคนรับแลกเงิน แล้วพระองค์ทรงตรัสว่า เราจะยกขึ้นใหม่ภายในสามวัน พระวิหารที่พระองค์ทรงตรัสถึงนั้นคือพระกายของพระองค์ (ยอห์น

2:13-22)ดังนั้น เมื่อพระองค์ได้ทรงชำระเราแล้วด้วยพระโลหิตอันบริสุทธิ์บนไม้กางเขน ทำไมเราถึงจะไม่เข้ามาผูกพันกับพระองค์ และนำเราไปสู่การสารภาพความบาปของเราต่อพระเจ้าองค์บริสุทธิ์ของเราเล่า ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องหันกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่งและขุกเค่าลงต่อหน้าพระพักตร์แล้วบอกว่า พระบิดาเจ้าข้า ลูกขอสารภาพความผิดบาปทั้งสิ้นของข้าพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง ด้วยความจริงใจไม่หลอกลวง หรือไม่ซ่อนความบาปเอาไว้อีกต่อไป เอเมน

 

..........................................................................

แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 09 มิถุนายน 2012 เวลา 01:40 น.)