การถ่ายทอดการเจิม

การถ่ายทอดการเจิม

 

pinkaewpongsak@gmail.com

ตั้งแต่เกิดมาลืมตาดูโลกใบนี้เราได้รับการถ่ายทอดอะไรต่อมิอะไรมากมายด้วยกัน บุคคลคู่แรกที่พยายามสอนให้ได้รู้สิ่งต่าง ๆ และประสบการณ์อันล้ำค่ายิ่งก็คงจะหนีไม่พ้นคุณพ่อคุณแม่ที่พร่ำบอกกล่าวสารพัดเรื่องจากสิ่งที่ท่านได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายนั่นเอง หรือจะเรียก

ได้ว่าจากรุ่นสู่รุ่นว่ายังนั้นเถอะ จนกระทั่งเราเข้าโรงเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยก็คงจะต้องเป็นครูบาอาจารย์ที่คอยสั่งสอนให้ได้มีความรู้ความสามารถในการที่จบไปแล้วจะได้ไปประกอบอาชีพ

ทำการงานเลี้ยงดูตัวเองและมีครอบครัว ซึ่งก็จะหมุนเวียนไปแบบนี้เป็นวัฎจักรไม่จบสิ้นกลายเป็นระบบที่ทำกันมาตามยุคตามสมัย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีการมอบหมายหรือสานต่องานที่คนเก่าได้ทำ

เอาไว้ หรือจะได้เข้าทำงานในองค์กรใดองค์กรหนึ่งก็เช่นกันจะต้องมีการเรียนรู้ระบบงานขององค์กรเหล่านั้นเสียก่อน ก็จะได้รับการถ่ายทอดหรือสอดใส่อุดมคติของหน่วยงานนั้นๆ เสียก่อน อาจจะเรียกได้ว่าถึงขั้นล้างสมองเลยทีเดียว นี่คือระบบการถ่ายทอดแบบธรรมดาของโลกใบนี้ที่ทำกันมา

การถ่ายทอดที่ผมจะกล่าวในที่นี้คือ การถ่ายทอดการเจิมในแบบขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า องค์

พระผู้เป็นของเรา  พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงรวบรวมพวกผู้ใหญ่ในอิสราเอลให้เราเจ็ดสิบคน เป็นคนที่เจ้าทราบว่าเป็นคนผู้ใหญ่ในประชาชน และเป็นเจ้าหน้าที่เหนือเขาทั้งหลาย จงพาเขามาที่เต็นท์นัด

พบ ให้เขายืนอยู่พร้อมกับเจ้าที่นั่น” “เราจะสนทนากับเจ้าที่นั่น และเราจะเอาจิตวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้า

มาใส่บนเขาเหล่านั้นเสียบ้าง ให้เขาทั้งหลายแบกภาระชนชาตินี้ด้วยกันกับเจ้า  เพื่อเจ้าจะมิได้ทนแบกอยู่แต่ลำพัง”   (กันดารวิถี 11:16-17)

ให้เรามาดูการถ่ายทอดการเจิมที่เป็นแก่นสารสาระสำคัญของพระเจ้า  เพราะว่า การเจิมจำต้องมาจากฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด (แต่เราได้ละเลยเสีย) พื้นฐานของผู้นำคือ การพัฒนาการเจิม ถ้าไม่มีการเจิมที่มาจากฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เหนือผู้นำ เขาจะไม่ประสบความสำเร็จ พระเยซูไม่เคยส่งผู้หนึ่งผู้ใดออกไปโดยขาดสิทธิอำนาจที่มาจากพระองค์ ลูกา 9:1

“พระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนมาพร้อมกัน แล้วก็ประทานให้เขามีอำนาจเหนือผีทั้งปวง และรักษาโรคต่าง ๆ ให้หาย” หลังจากที่พระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งนี้แล้ว พระองค์ได้ตรัสเรียกสาวกเจ็ดสิบ

คนเช่นเดียวกัน (ลูกา 10:1) ใน กิจการ 1:8 กล่าวว่า”แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช

เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม

ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”

พระเยซูเริ่มต้นรับใช้โดยกล่าวว่า ลูกา4:18-19 “พระวิญญาณบริสุทธิ์แห่งพระเป็นเจ้าทรง

อยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้  เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ได้ทรง

ใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสระภาพแก่บรรดาเชลย ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ให้ปล่อยผู้

ที่ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ และให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า”  ดังนั้น การเจิมจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราทุกคนที่จะรับใช้ อย่าให้เราพลาดจากหลักพื้นฐานที่จำเป็นที่สุดในพระคำ กุญแจสำหรับการเจิมของผู้นำคือ การถ่ายทอดการเจิมนี้ไปสู่ผู้ฝึก ในความแตกต่างกันนี้ เราต้องการที่ จะเน้นสำหรับผู้ที่ออกไปรับใช้แล้วไม่เกิดผล หรือใครก็ตามที่รับใช้อยู่ในคริสตจักรผู้ประกาศ แต่ไม่ผ่านและกลับมาสู่การสัมมนา หรือฝึกฝนความสามารถในการเป็นผู้นำอีกทุกครั้ง หรือเกือบรับใช้สำเร็จ

ในกฎของการเก็บเกี่ยวได้พบว่าในพระคัมภีร์กล่าวเอาไว้ชัดเจนดังนี้  ปฐมกาล 1:12,21 “แผ่นดินก็

เกิดพืช คือ ผักหญ้าที่มีเมล็ดตามชนิดของมัน และต้นไม้ก็ออกผลมีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน พระเจ้า

เห็นว่าดี” “พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ (ปลาวาฬ) และสัตว์ที่มีชีวิตนานาชนิด  ซึ่งแหวกว่าย

อยู่ในน้ำเป็นฝูง ๆ ตามชนิดของมัน และนกต่าง ๆ ตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” เราผลิตอะไรที่ไม่เกิดผล ผู้ฝึกก็ไม่เกิดผลด้วย ผู้นำที่จะประสบความสำเร็จต้องเป็นผู้ที่เต็มล้นไปด้วยการเจิมของพระ

วิญญาณบริสุทธิ์บนชีวิตของเขาผู้นั้น และนำไปสู่การฝึกการเป็นผู้นำ

เมื่อผู้นำที่เต็มล้นไปด้วยการเจิมเขาก็จะผลิตผู้อื่นที่เต็มล้นไปด้วยการเจิมเช่นเดียวกัน และ

ประสบความสำเร็จตามชนิดของสิ่งนั้น ๆ (พระเจ้าทรงเห็นว่าดี) เช่นเดียวกับเอลียาห์ถ่ายทอดการเจิมให้กับเอลีชาใน (2 พงศ์กษัตริย์ 2:9-15)  ข้อที่ 9 กล่าวว่า “ขอให้ฤทธิ์ของท่านอยู่กับข้าพเจ้าตามส่วนสิทธิบุตรหัวปี” และข้อ 15 กล่าวว่า “ฤทธิ์เดชของเอลียาห์อยู่กับเอลีชา” เราจะพบว่าการเจิมเป็น

การแบ่งปัน หรือถ่ายทอดจากโมเสสสู่ผู้นำที่ได้ร่วมรับใช้กับท่าน หรือจากเอลียาห์สู่เอลีชาผู้ร่วมรับใช้

หรือจากพระเยซูสู่สาวกผู้ร่วมรับใช้กับพระองค์ ในหลักพื้นฐานเดียวกันที่ได้ยึดถือมาโดยตลอด ผู้ฝึก

ถ่ายทอดการเจิมไปสู่ผู้รับการฝึก  ทีนี้ ใครก็ตามที่ทำการฝึกเขาก็จะต้องเต็มล้นไปด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้าอยู่เหนือชีวิตของเขา กฎของการเก็บเกี่ยวจะเกิดผลได้เขาทั้งหลายจะต้องนำผลมาตามชนิดของมัน

ถ้ามาจากพระวิญญาณผลก็จะเป็นพระวิญญาณ กาลาเทีย 5:22-23 “ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือ

ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ” “ความสุภาพ

อ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย”

ผู้ที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดการเจิมต้องเป็นผู้ที่พระเจ้าได้เจิมและสถาปนาไว้แล้ว มันเป็นสิ่งที่อยู่ใต้การนำ และพระเจ้าองค์สูงสุดจะเป็นผู้กระทำ จะเป็นผู้ที่เลือกและรับรองตรงสู่ผู้นำในการถ่ายทอดนี้

กันดารวิถี 11:17 “เราจะเอาจิตวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้า มาใส่บนเขาเหล่านั้นเสียบ้าง” และใน ฮีบรู

5:4   กล่าวว่า “และไม่มีผู้ใดตั้งต้นเองเป็นปุโรหิตได้ แต่พระเจ้าทรงเรียกเหมือนอย่างทรงเรียกอาโรน

มันเป็นราชโองการโดยเฉพาะ” เหมือนกับที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสกับเขาเหล่านั้นว่า จงตั้งบารนาบัสกับเซาโลไว้สำหรับการซึ่งเราเรียกให้เขาทำนั้น เมื่อถืออดอาหารอธิษฐาน และวางมือบนบารนาบัส

กับเซาโลแล้วเขาก็ใช้ท่านไป ซึ่งอยู่ใน  (กิจการ 13:2-3)  เมื่อเราเต็มล้นไปด้วยการเจิม เมื่อนั้นเราก็

พร้อมที่จะออกไปประกาศถึงการฟื้นคืนพระชนม์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า จึงเป็นการดีแล้วที่จะได้

ขอรับการเจิมให้เต็มไปด้วยฤทธิ์เดชในยุคสุดท้ายนี้ที่พระองค์ทรงตรัสว่า “ในวาระสุดท้าย เราจะเทฤทธ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราโปรดประทานแก่มนุษย์ทั้งปวง บุตราบุตรีของท่านทั้งหลายจะกล่าวคำพยากรณ์ คนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และคนแก่จะฝันเห็น” (กิจการ2:17)

ผมเชื่อเหลือเกินว่าวันเวลาที่เรากำลังรอคอยใกล้จะมาถึงแล้ว เราพร้อมหรือยังครับสำหรับพระ

วิหารอันบริสุทธิ์ที่จะเป็นที่ประทับของพระวิญญาณให้ฤทธิ์อำนาจของพระองค์เทลงมาอยู่เหนือเราตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า เพราะฤทธิ์เดชครั้งสุดท้ายนี้จะเป็นการเทยังไม่จำกัดอยู่ที่ว่าเราจะรับได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าวิหารของเราบริสุทธิ์ก็จะรับได้มาก อยู่ที่เราแล้วล่ะจะรับได้อย่างไรกันแน่ ก้าวไปด้วยกันเถอะ การพลิกฟื้นกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จงรักกันด้วยใจที่บริสุทธิ์ปราศจากอคติมีน้ำใสใจจริง นี่แหละผมเชื่อว่าฤทธิ์เดชเทมามากแค่ไหนเราก็รับได้ เอเมน.......................