เพื่อน (Friend)

เพื่อน (Friend)

ศจ.พงศ์ศักดิ์ ปิ่นแก้ว

Pinkaewpongsak@gmail.com

 

คำว่าเพื่อน มีความหมายมากมายลึกซึ้งรองลงมาจากครอบครัว เป็นความผูกพันที่มีให้ต่อกันเมื่อบางครั้งเรารู้สึกเสียใจ ผิดหวัง อกหัก สอบตก ตกงาน ไม่มีเงิน ขาดที่พึงพิง ไร้ที่อยู่อาศัย หรือแม้กระทั่งเจ็บไข้ได้ป่วย ในขณะที่ครอบครัวให้ไม่ได้หรือมีการสูญเสียครอบครัวไป คุณพ่อ คุณแม่ ญาติพี่น้อง คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายจากเราไปแล้ว

บุคคลสำคัญที่จะเป็นที่พึงเราได้ก็คงหนีไปไม่พ้นคำว่าเพื่อน ยิ่งถ้าเป็นเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กๆ รู้ใจกัน สนิทสนมพูดคุยกันมาโดยตลอด ถ่ายทอดความรู้สึกมาด้วยกันหรือที่เรียกว่า เพื่อนแท้ก็คือ ผู้ที่เราจะให้ความไว้วางใจ ผมจำได้ว่าในขณะที่ลูกๆ ของผมเจริญเติบโตขึ้นมาในระยะหนึ่งนั้น พระเจ้าได้นำครอบครัวผมไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษโดยได้นำลูกทั้งสองเดินทางร่วมไปกับเราด้วย ซึ่งก็ไม่ได้คิดเลยว่าคำว่าเพื่อนจะมีความสำคัญในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่พระองค์ทรงให้ความสำคัญมาก สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้เป็นความประทับใจที่ทุกครั้งเมื่อคิดถึงก็จะทำให้เราน้ำตาไหลได้ทุกครั้ง คนอังกฤษถ้าเขาจะรู้จักกับใครสักคนหนึ่งนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ เลย เขาจะใช้เวลาพอสมควรในการทำความรู้จักบางครั้งอาจจะเป็นปีหรือถึงสองปีทีเดียว นี่ผมพูดถึงเพื่อนโดยทั่วๆ ไปที่จะทำความรู้จักกัน แต่เพื่อนที่ผมจะพูดนี้ไม่ได้เป็นเพื่อนธรรมดา แต่เป็นเพื่อนที่พระเจ้านำพามาให้รู้จักและก็ใช้เวลาในการทำความรู้จักกันเพียงแค่ไม่นานก็ลึกซึ้ง สนิทสนมเข้าใจกันอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่าพระเจ้าได้คัดกรองเรียบร้อยและเคลื่อนไหวในจิตใจ เปลี่ยนแปลงความคิดให้ชอบพอกันแบบฉับพลันเพียงแค่ได้คุยกันไม่กี่ประโยคเป็นความมหัศจรรย์ที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนเราจะรู้จักกันเพียงแค่วันสองวันจะช่วยเหลือกันได้มากมายขนาดนี้

เพื่อนครอบครัวแรกที่พระเจ้าได้นำมาให้ได้รู้จักนั้น เป็นครอบครัวผู้รับใช้พระเจ้าซึ่งในช่วงระยะเวลานั้น

พระเจ้าได้นำครอบครัวเรากลับมาหาพระเจ้าใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่เราไม่ได้ไปโบสถ์มาเป็นระยะเวลาถึงเก้าปีเต็ม ผมจำได้ว่าการกลับมาหาพระองค์ในครั้งนั้นเป็นความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่เป็นการตื่นเต้นแบบธรรมดา

แต่เป็นสิ่งที่ปิติยินดี ชื่นชมยินดี หัวใจพองโต จิตใจร่าเริงแจ่มใสโดยไม่ทราบสาเหตุทุกอณูในร่างกายร้อนผ่าวเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังทำงานในร่างกาย หรือจะเรียกว่าเป็นการตกหลุมรักเป็นครั้งแรก (รักพระเจ้า) ต้องการไปโบสถ์ทุกวันเพื่อจะได้ไปพบกับคนที่เรารัก (รักมาก) ต้องไปพบที่โบสถ์ด้วยนะครับ ไปที่อื่นก็ไม่ได้เหมือนเป็นสถานที่นัดพบอะไรทำนองนั้นเมื่อได้ไปแล้วมีความสุข จนกระทั่งวันหนึ่งพระเจ้าได้นำพาให้เราได้พบกับครอบครัวนั้นจนได้ ในขณะที่เราได้ตัดสินใจจะติดตามพระองค์ไปอังกฤษ ก็ไม่รู้จะไปอย่างไง แต่จะต้องไปให้ได้ ช่วง 10-11 โมงเช้าของวันนั้นจำไม่ได้แล้วว่าวันไหน (ที่โบสถ์) ได้พบกับเด็กคนหนึ่งอายุประมาณ 8-9ขวบเห็นจะได้กำลังทำอะไรอยู่ตรงข้างหน้าที่พักมองดูคล้ายกับเด็กฝรั่ง มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ผมจึงถามพี่น้องตรงนั้นว่าเป็นใคร เขาบอกว่าเป็นลูกของอาจารย์ท่านนั้นพึ่งกลับมาจากอังกฤษ พอบอกว่าพึ่งกลับมาจากอังกฤษก็สนใจทันทีจึงถามว่าอาจารย์ท่านนั้นพักอยู่ตรงไหน เขาบอกว่าอยู่ชั้นบน ผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญแต่เป็นการจัดเตรียมที่รอบคอบของพระเจ้า เราได้ขึ้นไปพบกับท่านเพื่อทำความรู้จักกันเพียงพูดคุยกันไม่กี่ประโยคก็เข้าใจกันแล้วครับ ท่านก็จะอธิบายถึงการที่จะต้องทำอย่างไรบ้างโดยได้แนะนำให้รู้จักกับมิชชั่นนารีครอบครัวหนึ่งซึ่งเป็นชาวอังกฤษ (ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินนะครับ เพราะเรามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งที่จะติดตามพระองค์ไปด้วยความเชื่อ) กำลังจะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านพอดี ก็เช่นเดียวกันเมื่อได้พบกันก็เหมือนกับสนิทสนมกันมานานพูดคุยกันทุกเรื่องก็เข้าใจได้ดี มีอยู่คืนหนึ่งผมได้อธิษฐานขอการทรงนำในเรื่องนี้แล้วผมก็เข้าไปในเวลาของพระองค์ ก็พบว่าตัวเองกำลังโทรศัพท์ไปหาท่านแต่คนที่รับสายเป็นภรรยา ภาพที่เห็นโทรศัพท์อยู่ในห้องนอน (นี่คือหมายสำคัญย้ำว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าเตรียม) ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับไปอังกฤษผมก็ได้โทรศัพท์ไป ภรรยาของท่านเป็นผู้รับสายจริงๆ ผมก็ถามว่าโทรศัพท์อยู่ในห้องใช่ไหมครับ คำตอบคือ ใช่ เอเมน หลังจากนั้นท่านก็ช่วยติดต่อในเรื่องต่างๆ ที่อังกฤษรวมถึงเรื่องเอกสารที่จะนำมารับรองที่สถานทูตอังกฤษในประเทศไทย นี่คือจุดเริ่มต้นที่พระเจ้าจัดเตรียมเพื่อเราโดยเฉพาะต่อการเดินทางไปติดต่อกับสถานทูตอังกฤษเพื่อขอวีซ่าเกี่ยวกับหลักฐานต่างๆ เห็นมั๊ยครับไม่ธรรมดาเลยไม่มีอะไรยากสำหรับพระเจ้า หลังจากที่ได้มีการยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้วก็จะมีการนัดหมายเพื่อสัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการเดินทางไปอังกฤษ เราก็เริ่มดำเนินการในเรื่องของตั๋วเครื่องบินและสายการบิน ครั้งแรกคิดว่าจะไปสายการบินของมาเลเซียแต่อาจารย์ท่านนั้นแนะนำว่าไปสายการบินของโปแลนด์ดีกว่าถูกดี แต่ต้องแวะค้างคืนที่กรุงวอร์ซอคืนหนึ่ง เราก็คิดว่าดีซะอีกจะได้ค้างคืนที่กรุงวอร์ซอเป็นกำไรชีวิต เมื่อตัดสินใจเช่นนั้นเสร็จก็จองตั๋วทันที

เมื่อวันนัดสัมภาษณ์มาถึงเราก็ไปที่สถานทูตอังกฤษ ได้ไปพบกับเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้หญิง นี่ก็เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ โดยการจัดเตรียมของพระเจ้า ครั้งแรกที่ได้เข้าไปในห้องของท่านพูดคุยกันถึงเหตุผลที่จะเดินทางไป กลับได้รับการตอบกลับแบบไม่ค่อยสบายใจว่าการที่จะไปนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆนะ (เราเดินทางไปโดยวีซ่านักเรียน)  เดี๋ยวให้ดิฉันขึ้นไปถามกงสุลใหญ่ดูก่อนว่าจะเป็นไปได้ไหม เชื่อไหมครับการอัศจรรย์ได้เกิดขึ้นในเวลานั้น เมื่อเธอเดินขึ้นไปชั้นบนผมและภรรยาได้อธิษฐานอย่างขมักเขม้นในทันทีทันใดให้พระเจ้าแตะใจของเธอ เพราะหลังจากที่เธอลงมานั้น พระเจ้าได้ทำงานในจิตใจของเธอเรียบร้อยแล้ว กลายเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยกัน สิ่งที่เธอเป็นห่วงมากก็คือเด็กๆ ต้องได้เรียนหนังสือ น่าจะเป็นการทำตามพระคัมภีร์ก็ว่าได้ เพราะเป็นประเทศคริสต์เตียน ใน มธ. 19:13-14 “ขณะนั้น เขาพาเด็กเล็กๆ มาหาพระองค์ เพื่อจะให้พระองค์ทรงวางพระหัตถ์และอธิษฐาน แต่เหล่าสาวกก็ห้ามปรามไว้ ฝ่ายพระเยซูตรัสว่า จงยอมให้เด็กเล็กๆ เข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าชาวแผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น แล้วเธอก็แสตมป์วีซ่าให้กับเรา จากเรื่องที่ว่ายากกลายเป็นเรื่องง่ายโดยพระเจ้า

เพื่อนคนต่อไปนี้ผมว่ามีความสำคัญมากๆเช่นเดียวกัน เหตุผลที่ได้เปลี่ยนสายการบินนั้นน่าจะมาจากการดลใจของพระเจ้าก็ว่าได้(พระเจ้าได้เตรียมฝรั่งสองคนไว้ในสายการบินนี้) เพราะถ้าไม่ได้สองคนนี้เราอาจจะไม่ได้นอนที่กรุงวอร์ซอก็ได้ เมื่อได้วีซ่าแล้วคราวนี้ก็ถึงวันที่จะเดินทางไป เป็นความตื่นเต้นในชีวิตอย่างยิ่งที่กำลังจะจากประเทศไทยไปอย่างประเทศที่ไม่เคยไป ไม่เคยอยู่ ไม่เคยคุ้นเคย และสิ่งสำคัญก็ใช้ภาษาคนละภาษา แต่ไม่กลัวเพราะเรามีพระเจ้า การติดตามพระองค์ถ้าเราไม่ก้าวออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ พระองค์ก็จะไม่เข้ามาอยู่เคียงข้างเราการอัศจรรย์ก็จะไม่เกิดขึ้น (เป็นความเชื่อ) ในขณะที่อยู่บนเครื่องบิน ผมขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี สายตาก็มองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน มองดูท้องฟ้า ก้อนเมฆ  และแสงแดดอย่างตื่นตาตื่นใจจินตนาการว่าสวรรค์คงจะเป็นเหมือนดั่งปุยเมฆนี้แน่ทีเดียว (นึกในใจ) จนรู้สึกเหมื่อยตาจึงหลับตาลง ในระหว่างนั้นก็พลันได้ยินเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นที่หูว่า (เดี๋ยวจะมีฝรั่งสองคนมาช่วยเหลือ) ผมก็บอกกับภรรยาที่นั่งข้างๆ ว่าเมื่อกี้ได้ยินเสียงของพระเจ้าตรัสว่าจะมีฝรั่งสองคนมาช่วย ภรรยาก็ไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไรเพราะในขณะที่เราขึ้นเครื่องฯนั้นไม่รู้จักใครสักคนเดียว แต่บอกแล้วว่าการเดินทางนี้เต็มไปด้วยความเชื่อล้วนๆ เหมือนกับพระเจ้าที่ได้ตรัสกับอับรามใน ปฐมกาล 12:1 “พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ ครับในขณะที่เราอยู่ในเครื่องฯ นั้นได้มีฝรั่งสองคนนั่งเล่นอยู่กับลูกของเราทางด้านหลัง เขาบอกกับเราเมื่อเครื่องฯ มาลงจอดที่กรุงวอร์ซอเพื่อเปลี่ยนเครื่องบินในขณะที่เราขนของลงแล้วมายืนอยู่ที่ข้างล่างสักครู่หนึ่งก็มีชายสองคนเดินเข้ามาหาเรา  ผมรีบบอกกับภรรยาว่าเห็นไหมมีฝรั่งสองคนเดินเข้ามาแล้วเหมือนกับที่พระเจ้าได้บอกเอาไว้ เหตุผลที่พระองค์ได้บอกก็อาจจะเป็นเพราะเกรงว่าเราจะกลัวไม่รู้เป็นใครที่ไหนเดินเข้ามาหา แล้วก็บอกด้วยว่าเป็นชายสองคน เมื่อเดินมาก็ทำให้เรารู้ว่าเป็นบุคคลที่พระเจ้าเตรียมไว้ทำให้เชื่อใจ ทั้งคู่รีบเข้ามาช่วยในขณะที่เรากำลังต่อแถวตรงตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเช็คพาสปอร์ต (โดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน) แต่เหมือนกับว่ารู้จักกันมานาน สนิทสนมเชื่อใจ ไว้วางใจ เป็นกันเอง เพราะถ้าไม่มีเขาทั้งสองการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษคงเข้าใจกันยากแน่ คนโปแลนด์พูดภาษาอังกฤษเร็วมากฟังไม่รู้เรื่อง แต่ทั้งสองได้ช่วยเหลือเราในเรื่องนี้อย่างดีเยี่ยม นี่คือความรอบคอบของพระเจ้าที่ได้จัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว (ครับนี่คือเพื่อนแบบฉับพลัน) แต่จริงใจกัน

เมื่อทุกอย่างผ่านไปด้วยดีก็ต้องเช็คอินเข้าโรงแรมเพื่อที่จะค้างคืน ผมเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าทำกับสองคนนั้นโดยใช้เด็กเป็นตัวจุดประกายให้มีใจชอบพอลูกผมทั้งสองตั้งแต่เริ่มแรก เขาทั้งสองเป็นชาวอังกฤษมาพักผ่อนที่ประเทศไทยสิ่งที่เขาชอบมากคือคนไทย ความเป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับขับสู้ด้วยความอบอุ่น เมื่อขึ้นเครื่องฯมาพบกับคนไทยพร้อมกับเด็กๆ ก็เลยทำให้เอ็นดูตรงนี้เองครับที่พระเจ้าทำงานในจิตใจผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นเหมือนมีคนคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ อดที่จะขอบคุณพระเจ้าไม่ได้ตลอดเวลา คืนนั้นครอบครัวเรานอนหลับอย่างสบาย รุ่งขึ้นเราต้องเปลี่ยนเครื่องเป็นสายการบินของอังกฤษ จะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่งไปถึงกรุงลอนดอน เมื่อไปถึงท่าอากาศยานฮีทโธรว์ก็ต้องเดินทางต่อไปทางตอนใต้ของอังกฤษเพื่อที่จะไปพบกับมิชชั่นนารีท่านนั้น

เชื่อไหมครับการอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกเราต้องขนของไปรอที่ป้ายรถประจำทางแล้วก็ต้องไปซื้อตั๋วรถบัสที่สถานี บังเอิญผมเห็นคนๆ หนึ่งนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ก็บอกกันว่าไม่ถามเขาดีกว่าว่าจะไปซื้อตั๋วเดินทางไปทางใต้ได้ที่ไหน ช่างเป็นการอัศจรรย์มากที่เขาตอบกลับมาว่า “ผมเองเป็นคนขายตั๋ว” เราจะพบว่าตลอดการเดินทางตั้งแต่ประเทศไทยมาถึงอังกฤษอยู่ภายใต้การทรงนำทั้งสิ้น จนกระทั่งเราเดินทางไปถึงที่นั้นโดยปลอดภัย ด้วยความเป็นห่วงของทั้งสองยังโทรไปถามเราว่าถึงแล้วใช่ไหมครับ  พระเจ้าผู้แสนดีน้ำตาไหลเลยครับ เราอยู่ที่เมืองนั้นประมาณสามเดือนก็ต้องย้ายเข้ามาอยู่ในลอนดอนเพื่อเดินตามพระประสงค์ของพระเจ้า การอยู่ที่นี้ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากจำเป็นที่เราจะต้องมีงานทำไปด้วย งานที่เราจะต้องทำก็คงหนีไม่พ้นร้านอาหารไทย หลังจากที่มาอยู่ชานกรุงลอนดอนได้ไม่นานก็ย้ายอีกครั้งมาอยู่อีกเมืองหนึ่งทำงานที่ร้านอาหารไทย ซึ่งก็ได้ที่พักด้วยแต่ทำอยู่ได้ไม่นานก็มีปัญหาในเรื่องของการประกาศเรื่องพระเยซู  เจ้าของร้านห้ามไม่ให้เราไปประกาศที่วัดไทยในลอนดอนเดี๋ยวจะมีปัญหา ผมก็เลยบอกว่าถ้าไม่ให้เราประกาศผมก็ทำงานอยู่ที่นี้ไม่ได้ (ผมพูดไปด้วยความเชื่อนะครับ) ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปอยู่ที่ไหน แต่รู้ว่าอย่างไงพระเจ้าก็คงไม่ทอดทิ้งเราแน่นอน เพราะผ่านประสบการณ์มาแล้วจะกลัวอะไร

นี่คือจุดเริ่มต้นที่จะได้พบกับเพื่อนคนต่อไปที่พระเจ้าได้จัดเตรียม  ในวันอาทิตย์เราก็ไปโบสถ์ตามปกติหลังจากโบสถ์เลิกก็ตัดสินว่าจะไปหาที่พักใหม่ถ้าต้องออกจากร้านอาหารนี้ ก็ได้เดินไปตามซอยต่างๆ จนกระทั่งมาถึงอีกซอยเห็นฝรั่งคนหนึ่งกำลังล้างรถอยู่ที่หน้าบ้านจึงเข้าไปถามว่าแถวนี้มีที่พักบ้างไหม เขาบอกว่าไม่มีแต่ตรงข้ามนี้เป็นสถานที่ราชการช่วยหาที่พักให้กับผู้คนที่ไม่มีที่อยู่อาศัย (Housing Aid) แต่วันนี้เขาหยุดต้องมาวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันจันทร์ เราก็จากเขามาด้วยความหวังว่าจะได้ที่พักใหม่ วันรุ่งขึ้นเราก็ได้ไปสถานที่นั้นด้วยความตื่นเต้นเมื่อถึงก็เดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ว่าจะมาสอบถามเกี่ยวกับที่พักโดยที่ภาษาอังกฤษของเรายังไม่แข็งแรง (แต่ก็ไม่กลัวเพราะรู้ว่าพระเจ้าอยู่ด้วย) เขาก็ชี้ไปที่ห้องๆ หนึ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าเราพอดี ผมและภรรยาก็เดินเข้าไปในห้องนั้นด้วยความมั่นใจ พบผู้หญิงนั่งอยู่ที่โต๊ะท่าทางใจดีก็ได้ทักทายกัน และบอกว่าเรามาจากประเทศไทยต้องการมาหาที่พักยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงตอบกลับมาเป็นภาษาไทย (เราประหลาดใจมาก) ไม่น่าเป็นไปได้ที่อยู่ๆ ก็มีคนพูดภาษาไทยได้ (ผมคิดว่าถ้าเป็นท่านผู้อ่านก็จะคิดเหมือนกับผม) ซึ่งเป็นความอัศจรรย์มาก เราถามกลับไปว่าทำไมถึงพูดภาษาไทยได้ครับ เธอบอกว่าเคยไปทำงานที่สถานทูตอเมริกาในประเทศไทยมาสิบกว่าปี (มิน่าถึงพูดไทยได้ชัด) แล้วอย่างนี้จะไม่ให้บอกว่าพระเจ้าแสนดีได้อย่างไร พระองค์ทรงทราบว่าถ้าพูดภาษาอังกฤษกันคงจะเข้าใจกันยาก จึงประทานคนที่พูดภาษาไทยได้มาให้ซะอย่างงั้นแหละ จึงได้เล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟังของเหตุผลต่างๆ เธอบอกว่าเมืองนี้หาที่พักตอนนี้ลำบากมาก ต้องไปอีกเมืองซึ่งอยู่ติดกัน (นั่นหมายความว่าพระเจ้าใช้เธอเป็นสะพานให้เชื่อมต่อไปถึงเพื่อนอีกคนหนึ่ง) ซึ่งผมจะกล่าวต่อไปนี้

เพื่อนคนใหม่นี้เป็นบุตรสาวของบุคคลคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในโบสถ์ โดยทำงานเป็นเลขาฯของโบสถ์ รวมถึงเป็นเลขาฯของศิษยาภิบาลด้วย (โบสถ์นี้ศิษยาภิบาลเป็นผู้หญิง) เธอเป็นผู้รับใช้ที่ขยันมาก หลังจากวันรุ่งขึ้นเราก็เดินทางไปเมืองนั้นซึ่งอยู่ไม่ไกลกันไปโดยรถไฟแป๊ปเดียวก็ถึง เมื่อเข้าไปในที่ทำการ (Housing Aid) ก็พบกับชายคนหนึ่งนั่งรออยู่แล้ว (เธอคนนั้นคงจะโทรมาบอกล่วงหน้าและเล่าเรื่องให้ฟังบ้างแล้ว) แต่คราวนี้เราต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษ ขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งฟังอยู่ด้วยความสนใจ (เธอคือหญิงคนที่ผมบอก) จึงเล่าให้ฟังไม่มากก็เข้าใจ เขาบอกว่าให้กลับมาใหม่อีกสองสามวัน ผมมารู้ทีหลังว่าหญิงคนที่นั่งฟังอยู่ได้กลับไปเล่าให้คุณพ่อเธอฟังถึงปัญหาต่างๆ และเธอก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เป็นสะพานให้ไปพบกับศิษยาภิบาลหญิงคนนี้เราจะต้องพักอยู่กับเธอเป็นระยะเวลาเกือบถึงสองปี (เราจะพบว่าพระเจ้าทรงทราบหมดว่าจะต้องไปติดต่อกับใคร ที่ไหน อย่างไง) ไม่ได้รู้อย่างเดียวแต่ทรงจัดเตรียมทุกอย่างให้ด้วย ในพระคำข้อหนึ่งที่พระเจ้าได้บอกกับเราก่อนจะเดินทางไปคือ ปฐมกาล 28:15 เราอยู่กับเจ้า และจะพิทักษ์รักษาเจ้าทุกแห่งที่เจ้าไป และจะนำเจ้ากลับมายังดินแดนนี้ เพราะเราจะไม่ทอดทิ้งเจ้า จนกว่าเราจะได้ทำสิ่งซึ่งเราพูดกับเจ้าไว้นั้นแล้วนี่คือคำสัญญาที่พระองค์ได้ให้ไว้กับผมและครอบครัว จนกระทั่งได้นำเรากลับมาอย่างปลอดภัย เอเมน  เพราะทุกเรื่องคุณพ่อของเธอได้ไปเล่าให้ ศิษยาภิบาลหญิงฟังทั้งหมด คริสตจักรแห่งนี้จะมีบ้านพักให้กับผู้รับใช้ของพระเจ้าซึ่งก็จะมีหลายคนพักอาศัยอยู่ ต่อมาจากวันนั้นเราก็กลับไปพบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐฯท่านนั้นอีกก็ได้รับคำตอบว่ามีคริสตจักรหนึ่งจะให้ไปพักอยู่ด้วยโดยจ่ายค่าเช่าในราคาที่ถูกมาก แต่จะขอมาพบก่อนเพื่อพูดคุยกัน ก็ได้มีการนัดหมายวันเวลาที่แน่นอน และเมื่อวันนัดมาถึงเธอก็มาพร้อมกับชายอีกคนหนึ่ง หลังจากได้มีการเจรจาเสร็จเราก็อธิษฐานด้วยกันเต็มไปด้วยความปิติยินดีเพราะเราได้มีโอกาสย้ายไปพักอยู่กับเธอ ไม่น่าเชื่อทุกอย่างง่ายดายมากอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้าเหมือนกับรู้จักกันมานาน นี่คือก้าวที่สำคัญมากเขยิบเข้าไปใกล้นิมิตอีกก้าวหนึ่ง (นิมิตคือ การได้ไปเรียนพระคัมภีร์) ในคืนนั้นผมก็ได้อธิษฐานขอบคุณพระเจ้า ในขณะที่นั่งสงบอยู่พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็นำผมเข้าไปสู่นิมิต ในนิมิตนั้นผมได้เห็นบ้านหลังหนึ่งและเมื่อเข้าไปในห้องหนึ่งก็เห็นพรมสีแดงปูอยู่ในห้องนั้น และพบผู้หญิงหลายคนอาศัยอยู่ซึ่งก็เป็นผู้อาสามารับใช้ในเครือของคริสตจักรนั้น นี่คือภาพที่เห็นในนิมิต พระเจ้าได้ให้ผมเห็นก่อนที่จะเข้าไปอยู่เพื่อเป็นการย้ำให้แน่ใจว่าพระองค์ทรงเป็นผู้จัดเตรียม เมื่อได้เข้าไปอยู่จริงๆ  โดยที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน

เมื่อวันนั้นมาถึงการโยกย้าย (ย้ายบ่อยมากครับ) ก็เกิดขึ้นจากเมืองหนึ่งก็กลับเข้าไปอยู่ในลอนดอนอีก บ้านหลังนั้นเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นภาพในนิมิต จึงรีบเดินเข้าไปในห้องซึ่งอยู่ชั้นสองของบ้าน (เธอให้เราอยู่ชั้นสองทั้งชั้น)

เพื่อจะพิสูจน์ว่ามีพรมสีแดงจริงหรือเปล่า เมื่อเข้าไปก็ต้องตกใจเห็นพรมสีแดงจริงๆ และก็มีผู้หญิงพักอยู่หลายคนด้วยตามภาพในนิมิต ยิ่งมั่นใจว่าใช่เลยบ้านหลังนี้พระเจ้าจัดเตรียมเอาไว้ชัดเจนแล้วก็ทำให้เราไม่ต้องไปหาโบสถ์ที่ไหนนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ด้วย เราใช้เวลารอคอยพระเจ้าในบ้านหลังนั้นด้วยใจจดจ่อถึงนิมิตที่พระองค์ได้ให้เอาไว้

เกือบสองปีเต็มเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร (เต็มไปด้วยความเชื่อ) ก่อนที่จะมาพบกับเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นสะพานไปสู่สถาบันพระคริสต์ธรรม จะพบว่าทุกย่างก้าวต้องเดินด้วยความเชื่อจริงๆ นี่คือประสบการณ์ล้วนๆ ที่พระเจ้าประทานให้ เอเมน  กำลังตื่นเต้นเลยครับ รอคอยฉบับหน้าเข้มข้นมาก

 

////////////////////////////////