รักยังอยู่ by: ดร. นรนิตย์ จินดาขันธ์

รักยังอยู่ by: ดร. นรนิตย์  จินดาขันธ์

จอห์น กรีนลีฟ วิทเธอร์ (John Greenleaf  Whitter) กล่าวไว้ เป็นข้อคิดว่า.....

“God calls our loved  ones,

But we lose not wholly

What He hath given;

They live on earth

In thought and deed

As truly as in His heaven.”

ผมมาลองถอดความเป็นภาษาไทยได้กระท่อนกระแท่นดังนี้........

“พระเจ้าทรงเรียก   ผู้ที่รัก   ให้กลับไป

แต่หาใช่   เราจะสูญ   สิ้นทุกสิ่ง

เขายังคง   อยู่ในกิจ   ซึ้งจิตยิ่ง

ดังอยู่จริง   บนสวรรค์   วันนี้เอย.....”

ในช่วงหลังๆ นี้  มิตรสหายของผมจำนวนไม่น้อยเริ่มสูญเสีย “บุคคลอันเป็นที่รัก” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อาวุโส ในครอบครัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ! (ขณะที่ผมนั่งเขียนบทความนี้ผมก็ได้ทราบข่าวจากพี่น้อง(น้ำทิพย์) จากเมือง Houston, TX ว่าป้าตุ๋ย จากไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ป้าตุ๋ยผมรู้จักเมื่อครั้งเดินทางไปสหรัฐอเมริกา มีนาคม ที่ผ่านมานี้เอง (เสื้อแดงในภาพ).....

คงจะเป็นไปตามกฏธรรมดาและกฏธรรมชาติ เพราะหลายท่านก็อยู่ในวัยช่วงวาระสุดท้ายหรือบั้นปลายของชีวิตแล้ว แม้ว่าท่านเหล่านั้นยังไม่อยากจะจากไป หรือพวกเราเองก็ไม่ประสงค์จะให้ท่านจากเราไปก็ตาม

แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าว กลับยืนยันความจริงที่ว่า “ชีวิต” ของมนุษย์เรานั้น ล้วนไม่ใช่ของเราเอง เราจึงกำหนดหรือลิขิตตามใจของเราเองก็ไม่ได้ แต่เราได้รับมาเป็นของวัญจากพระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ให้เรายืมใช้และเมื่อถึงเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดเรียกกลับคืน

ใช่ครับ ! พระเจ้าทรงประทาน “เวลา” และ “ชีวิต” ให้แก่เราอย่างมีกรอบกำหนดเวลา เราจึงควรใช้ “ช่วงเวลา” เหล่านั้นตามพระประสงค์ของพระองค์ อย่างคุ้มค่ามีความสุขและมีความยินดี ดังที่โมเสสได้เปิดเผย ให้เราตระหนักว่า....

“กำหนดปีของข้าพระองค์คือเจ็ดสิบ หรือสุดแต่เรื่องกำลังก็ถึง แปดสิบ แต่ช่วงชีวิตนั้นมีแต่งานและความลำบาก ไม่ช้าก็สูญไปและข้าพระองค์ก็จากไป

(สดุดี 90:10)

และสาเหตุที่ทำให้ช่วงเวลาที่เราดำเนินชีวิตอยู่นั้นต้อง ทำงานหนักและเผชิญกับความยากลำบากไม่น้อย เป็นเพราะว่าเราเองและคนรอบตัวของเราล้วนทำบาปผิดพระประสงค์ของพระเจ้า!

อย่างไรก็ตามมีข่าวดีก็คือ เราสามารถเปลี่ยนอนาคตของเราให้ดีกว่าเดิมได้ (ก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไปในวันที่พระองค์ ทรงเรียกให้กลับบ้านสู่สรวงสวรรค์ด้วยความตาย) โดยการที่เรายอมรับ และสารภาพความผิดบาป (ที่เรากระทำมาตลอดทั้งชีวิต ไม่ว่าคนอื่นจะรู้หรือไม่ก็ตาม) ต่อพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของสวรรค์ และขอความเมตตาจากพระองค์ ที่จะยกโทษบาปผิดของเราด้วยความเชื่อ และวางใจในพระองค์!

อ.เปาโล ก็ยืนยันย้ำในทำนองเดียวกันว่า บ้านเมืองของบรรดาผู้ที่รักพระเจ้านั้นอยู่ที่สวรรค์! “แต่บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์ เรารอคอยผู้ช่วยให้รอด ซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์คือพระเยซูคริสต์เจ้า” (ฟีลิปปี 3:20)

ดังนั้น หากว่าเราต้องการให้ตัวของเราหรือคนที่เรารักหรือคนที่รักเรา มีหลักประกันชีวิตบั้นปลายอยู่ใน สวรรค์สถานนิรันดร์กาลอย่างปีติสุข เราต้องช่วยตัวของเราเองและคนเหล่านั้นให้รู้จักกับพระเจ้า ผู้ทรงเป็นเจ้าของสวรรค์ไว้เนิ่นๆ ณ ตั้งแต่บัดนี้!

นอกจากนี้เรายังควรที่จะสนับสนุน หนุนใจตัวของเราเองและคนที่เรารักให้ ดำเนินชีวิตอย่าง มี คุณค่า มีประโยชน์ มี คุณภาพ และ มี ความสุข ก่อนถึงเวลาที่พวกเราจำต้องจากโลกนี้ และจากคนรักของเราที่ยังคงอยู่ต่อไปอีก เช่นเดียวกับคนอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

คุณผู้อ่านครับ....

หากว่าคุณได้กระทำดังที่กล่าวมาแล้ว ด้วยความรัก และท่าทีที่ถูกต้อง... “ความตาย” ก็ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอีกต่อไป!

เพราะว่า “คุณ” และ “คนที่คุณรัก” จะยังคงเป็นอยู่ในโลกนี้ในวันนี้ และทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันในสวรรค์นิรันดร์ ในวันหน้าอย่างแน่นอน!

คุณเชื่อเช่นนั้นไหม?

แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 02 ธันวาคม 2012 เวลา 23:47 น.)