5.เชื่อพระเจ้าโดยไม่ต้องเป็นคริสเตียน

เชื่อพระเจ้าโดยไม่ต้องเป็นคริสเตียน

(Believe in God, not necessary to be Christian)

เขียนโดยบรรพต เวชกามา (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2012 เวลา 10:00 น.


ความหมายของคำว่าคริสเตียน

คำว่า “คริสเตียน” เป็นคำที่แปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Christian” ในภาษาไทยจะเรียกพวกที่เป็นโปรเตสแตนท์ว่า “คริสเตียน” และเรียกพวกคาทอลิกว่า “คริสตัง” มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับเว็บสเตอร์ (Webster) ว่า “คนที่มีความเชื่อในพระเยซูว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ หรือคนที่เชื่อในศาสนาที่มีคำสอนของพระเยซูเป็นหลัก”

คำว่าคริสเตียนนี้ถูกนำมาใช้ในหนังสือพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่สามครั้ง (กจ 11:26;26:28;1 ปต 4:16) ในการใช้นั้น พวกที่เชื่อในพระเยซูในพระคัมภีร์ใหม่ ไม่ได้เรียกตนเองว่า เป็นคริสเตียน แต่จะเรียกตนเองว่าเป็น “วิมุตติชน” (Saint=คำนี้พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับปี 1971 และฉบับมาตรฐานปี 2011แปลว่า “ธรรมิกชน” ส่วนฉบับที่แปลตาม KJV แปลว่า “วิสุทธิชน”) เหมือนกับผู้ที่เชื่อพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิม

คำที่ผู้เชื่อพระเจ้าในสมัยพระคัมภีร์ใหม่เรียกตนเอง

ในขณะที่เกิดชุมชนของพระเจ้า (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “คริสตจักร”) ขึ้นใหม่ในหนังสือกิจการนั้น วิมุตติชน หรือผู้ที่เชื่อในพระเยซูเหล่านี้ เรียกตนเองว่าผู้ถือ ทางนั้น (The Way=มรรค) เพราะพระเยซูบอกเองว่า พระองค์เป็นทางนั้น (มรรค) ดังที่พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน 14:6)

ขณะที่เซาโลข่มเหงพวกที่เชื่อในพระเยซูนั้น ท่านได้ขอหนังสือมอบอำนาจจากสภาศาสนา คือสภาแซนเฮ็ดรินไปยังเมืองดามัสกัส เพื่อจับกุมและนำคนที่ถือ ทางนั้น มาขึ้นศาลศาสนา ดังข้อความที่ปรากฏว่า “ในระหว่างนั้น เซาโลยังขู่คำราม กล่าวว่า จะฆ่าบรรดาสาวกขององค์พระผู้เป็นเจ้า จึงไปหามหาปุโรหิต ขอหนังสือไปยังธรรมศาลาในเมืองดามัสกัส เพื่อว่าถ้าพบผู้ใดถือทางนั้นไม่ว่าชายหรือหญิง จะได้จับมัดพามายังกรุงเยรูซาเล็ม (กจ 9:1-2)

ต่อมาเซาโลได้กลับใจใหม่เชื่อในพระเยซู และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเปาโล ท่านออกเดินทางไปเผยแพร่บารมีของพระเจ้าที่เมืองเอเฟซัส ท่านได้เข้าไปในธรรมศาลาของพวกยิว “เปาโลเข้าไปกล่าวโต้แย้งในธรรมศาลาด้วยใจกล้าสิ้นสามเดือน ชักชวนให้เชื่อในสิ่งที่กล่าวถึงอาณาจักรของพระเจ้า แต่บางคนมีใจแข็งกระด้างไม่เชื่อและพูดหยาบช้าเรื่อง ทางนั้น ต่อหน้าชุมชน เปาโลจึงแยกไปจากเขาและพาพวกสาวกไปด้วย แล้วท่านได้ไปโต้แย้งกันทุกวันในห้องประชุมของท่านผู้หนึ่งชื่อ ทีรันนัส” (กจ 19:8-9)

ในเมืองเอเฟซัสนี่เอง ได้เกิดเกิดการวุ่นวายขึ้นเพราะเหตุ ทางนั้น (กจ19:23) และเปาโลถูกจับกุม ถูกนำตัวขึ้นศาล ท่านได้กล่าวไว้ว่า “แต่ว่าข้าพเจ้าขอรับต่อหน้าท่านอย่างหนึ่ง คือตาม ทางนั้น ที่เขาถือว่าเป็นลัทธินอกรีต ข้าพเจ้าปฏิบัติพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษทั้งหลายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้เชื่อถือคำซึ่งมีเขียนไว้ในคัมภีร์ธรรมบัญญัติ และในคัมภีร์ผู้เผยพระวจนะทั้งหมด” (กจ 24:14) ในที่สุดเฟลิกส์ผู้มีอำนาจในการไต่สวนเรื่องของเปาโลก็ “รู้เรื่องของ ทางนั้น ถี่ถ้วนแล้ว จึงเลื่อนการพิจารณาไว้ก่อนกล่าวว่า “เมื่อลีเซียสนายพันลงมา เราจึงจะชำระความของเจ้า”’ (กจ 24:22)

ที่มาของคำว่า คริสเตียน

แสดงว่าผู้เชื่อในพระเยซูในสมัยที่ชุมชนของพระเจ้าเกิดขึ้นใหม่ๆนั้นไม่เคยเรียกตัวเองว่า “คริสเตียน” เลย ผู้ที่เรียกเขาว่าคริสเตียนเป็นคนที่ไม่เชื่อในพระเยซู และเรียกเป็นครั้งแรกในเมืองอันทิโอก (กจ 11:26) ทั้งนี้เพราะว่าความประพฤติ การกระทำ และ คำพูด ของพวกเขาเหมือนพระคริสต์ และผู้ที่เรียกเขานั้น ก็เรียก แบบดูถูก เหยียดหยาม ล้อเลียน เรียกเสมือนว่าคริสเตียน เป็นตัวตลก เป็นพวกนอกคอก

ต่อมา พวกผู้เชื่อพระเยซูจึงได้เรียกตนเองว่า “คริสเตียน โดยมีความหมายว่า “เป็นหนึ่งในคณะของพระคริสต์” หรือเป็น“ผู้ติดตามหรือสาวกของพระคริสต์” ซึ่งก็คือวามหมายตามคำจำกัดความในพจนานุกรมฉบับเวบสเตอร์นั่นเอง

ความหมายของคำว่าคริสเตียนเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อเวลาผ่านไป ความหมายของคำว่า “คริสเตียน” ก็เปลี่ยนไป เพราะคนที่เรียกตัวเองว่า เป็นคริสเตียนนั้น เป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากคริสเตียนที่กลับใจเกิดใหม่เชื่อในพระเจ้า แต่ลูกๆหลานๆที่สืบต่อมา ไม่ได้กลับใจใหม่ ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า แต่ก็เป็น คริสเตียน โดยที่ไม่ได้กลับใจใหม่ ไม่ได้เกิดใหม่ ไม่ได้เชื่อในพระเยซู เพียงแต่นับถือศาสนาที่เป็นเปลือกนอกของบรรพบุรุษเท่านั้น ทุกสัปดาห์ก็ไปโบสถ์ ทำกิจกรรมทางศาสนาโดยปราศจากความเข้าใจ ในที่สุดก็ถือศาสนาคริสต์ ที่สอนว่า จะต้องทำดี จะต้องประพฤติเพื่อจะได้ความหลุดพ้นจากพระเจ้า

ดังนั้น คำว่า คริสเตียนจึงหมายถึงคนทั่วไปที่นับถือศาสนาคริสต์ อันได้แก่ รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันตก คนเหล่านี้จะไปโบสถ์เป็นประจำทุกสัปดาห์ และเป็นคนดี ทำการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส นับถือศาสนาอันเป็นรูปแบบ ขนบธรรมเนียมประเพณีของตะวันตกอย่างเคร่งครัด

การกระทำเช่นนั้นเป็นการดี แต่ไม่ได้ไม่ได้ทำให้คนที่ทำนั้นหลุดพ้นได้ และคนเหล่านั้นก็เป็นคริสเตียนที่ไม่ได้เชื่อในพระเยซู ไม่ได้กลับใจใหม่ ไม่ได้เกิดใหม่ ความหมายของคริสเตียนจึงเปลี่ยนไป แทนที่จะหมายหมายถึงคนที่กลับใจเกิดใหม่เชื่อในพระเจ้า ก็มีความหมายเพียงว่า คนที่นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น

ดังนั้นการเป็นคริสเตียนไปโบสถ์ทุกสัปดาห์ ไม่ได้ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งหลุดพ้นได้ คล้ายๆกันกับการไปโรงรถ ไม่ได้ทำให้คนๆ นั้นเป็นรถได้ การไปฟ้งคำเทศนาเป็นประจำ และการร่วมกิจกรรมของคริสตจักรเป็นการดี แต่ไม่สามารถทำให้หลุดพ้นได้เลย ผู้ที่จะหลุดพ้นได้คือผู้กลับใจใหม่ เกิดใหม่เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ผู้ที่เพียงแต่เป็นคริสเตียน หรือนับถือศาสนาคริสต์ที่เป็นรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของตะวันตกเท่านั้น

ความหมายของคริสเตียนสำหรับคนไทยทั่วไป

คำว่า “คริสเตียน”นี้ เมื่อมาถึงเมืองไทย ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า คือผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ อันเป็น รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของตะวันตกเท่านั้น ศาสนาคริสต์นี้ไม่ใช่ศาสนาของคนไทย เป็นศาสนาของฝรั่งมังค่า คนไทยจึงไม่ประสงค์ที่จะมาเป็นคริสเตียน และคนไทยไม่ชอบเปลี่ยนศาสนา เพราะคิดและเข้าใจว่า “ศาสนา” ของตนเองนั้นดีอยู่แล้ว และคนไทยได้ให้ความหมายของคำว่า “คริสเตียน” เอาไว้ 6 ประการ(เป็นอย่างน้อย) คือ

1. คนที่นับถือศาสนา อันเป็นรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคนต่างด้าวท้าวต่างแดน

2. คนที่เป็นลูกน้องฝรั่ง ถ้าเห็นใครก็ตามที่เปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสเตียน เขามักจะถามว่า ได้เงินเดือนไหม ฝรั่งให้เงินเดือนเท่าไหร่?

3. คนขายชาติขายศาสนา คนไทยมักจะกล่าวว่า ศาสนาของตนเองดีอยู่แล้ว ไปนับถือศาสนาของคนอื่นทำไม สิ่งสำคัญสำหรับคนไทยมีสามอย่างคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ศาสนานั้นหมายถึง “ศาสนาพุทธ” เมื่อเราไปนับถือศาสนาอื่น เขาจึงรู้สึกว่าเราเป็นคนขายชาติขายศาสนา คนไทยทั่วไปมีความเชื่อว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ

4. คนที่เป็นโรคเรื้อน ในสมัยแรกๆนั้น คนที่มาเชื่อพระเจ้า เข้าศาสนาคริสต์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนโรคเรื้อน เพราะคนธรรมดาทั่วๆไป จะไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา ไม่มาเชื่อพระเจ้า มิชชั่นนารีในสมัยนั้น จึงทำพันธกิจกับคนโรคเรื้อน และคนโรคเรื้อนส่วนใหญ่ เชื่อในพระเจ้า เข้าศาสนาคริสต์

5. คนที่สืบตระกูลมาจากคนที่เป็น “ผีปอบ” คนอีสานในสมัยก่อน (แม้แต่สมัยปัจจุบัน) มีความเชื่อในเรื่อง ผีปอบ คนที่ชาวบ้าน (ใส่ร้าย) ว่าเป็นผีปอบนี้ จะถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ไม่ให้อาศัยอยู่ด้วย คนเหล่านี้จึงไปตั้งหมู่บ้านใหม่ และหันไปเข้าศาสนาคริสต์ นับถือศาสนาคริสต์ (มีทั้งที่เป็นคาทอลิก และโปรเตสแตนท์) คนไทยทั่วไปจึงรังเกียจ ไม่อยากคบหาสมาคมด้วย เพราะคนเหล่านี้เคยเป็นผีปอบ ลูกหลานเกิดมาก ก็เป็นลูกหลานของผีปอบ

6. เป็นผู้ที่ตายแล้วไม่พบพระ (สงฆ์) คนไทยพุทธเข้าใจว่า ผู้ที่บวชเป็นพระ (สงฆ์) เท่านั้นที่เป็นพระ ส่วนคนที่ไม่ได้บวช ก็คือคนธรรมดา โดยไม่ได้คิดว่า “นักบวช” ในศาสนาอื่นๆ ก็มี แต่เขาไม่ได้แต่งตัวตามรูปแบบที่คนไทยเคยพบเห็น ก็ไม่เรียกว่าพระ และไม่เข้าใจว่าเป็นพระ ดังนั้น เมื่อคริสเตียนตาย ก็ไม่เห็นมีพระ (สงฆ์) มาทำพิธีกรรมทางศาสนา เขาจึงถือว่า คริสเตียนตายแล้วไม่พบพระ ไม่มีพระ (สงฆ์) ดังนั้น เขาจึงไม่อยากเป็นคริสเตียน เพราะตายแล้วไม่พบพระ (สงฆ์)

ดังนั้น คำว่า คริสเตียนจึงมีความหมายไม่ดี ไม่เป็นมงคล ไม่เป็นที่ประทับใจของคนไทย เมื่อเราประกาศ “บารมีของพระเจ้า” โดยที่ไม่แยกออกจากการเป็น “คริสเตียน” และการนับถือ “ศาสนาคริสต์” คนจึงไม่ได้ยินสาระสำคัญ เพราะเขาไปติดอยู่กับคำว่า “คริสเตียน” และ “ศาสนาคริสต์” เขาจึงไม่ฟังสาระสำคัญอันเป็นหัวใจแห่งความหลุดพ้นเลย

เราเชื่อพระเจ้าโดยไม่ต้องเป็นคริสเตียนก็ได้

ความจริงแล้ว เราเชื่อพระเจ้าโดยไม่ต้องเป็นคริสเตียนก็ได้ ถามว่าเชื่อพระเจ้า พึ่งอาศัยในพระเยซูโดยไม่เป็นคริสเตียนแล้ว จะเป็นอะไร คำตอบก็คือ เป็น “คนไทยพุทธ” นี่แหละ ไม่ต้องเป็นคริสเตียน ไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา แต่เปลี่ยนที่พึ่ง (ทางใจ) จากการที่เคยพึ่งตนเอง (อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ) หันมาพึ่งพระเจ้าในพระเยซู เมื่อก่อนนั้นพึ่งตนเองเพื่อจะหลุดพ้น แต่ไม่สามารถทำตามคำสั่งสอนของศาสนาพุทธ (เก่า) พอที่จะหลุดพ้นได้ จึงได้หันมาพึ่งพระเยซู ผู้เป็นธรรมะ (ในทุกศาสนา) ผู้เป็นความหลุดพ้น (ของทุกศาสนา) ผู้เป็นทางนั้น (ผู้เป็นมรรคของพระสมณะโคดม) ผู้เป็นพระเจ้า (ของศาสนายูดา ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม) ผู้เป็นความจริง และผู้เป็นชีวิต (ของทุกศาสนา) เปลือกนอก หรือภายนอกก็เป็นคนไทย นับถือรูปแบบ วัฒนธรรม ขบธรรมเนียม ประเพณีของคนไทย (พุทธ) แต่ภายในนั้น เชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้า

ที่พึ่งของคนที่เป็นพุทธใหม่

คนที่เป็นพุทธใหม่ ที่เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซูนี้ คือคนที่หลุดพ้นเพราะพระคุณของพระเจ้าโดยความเชื่อ ดังที่พระคำของพระเจ้ากล่าวไว้ว่า “พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้หลุดพ้น มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่โดยพระธรรมของพระองค์” (ทต 3:5)

ดังนั้นคนที่เป็นพุทธใหม่ คือ คนที่กลับใจใหม่ เกิดใหม่โดยพระเจ้า ไม่ใช่คนที่เพียงแต่เป็นคริสเตียน ดังที่พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้เกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้...อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า ท่านต้องเกิดใหม่” (ยน 3:3,7) “ด้วยว่าท่านทั้งหลายได้เกิดใหม่ ไม่ใช่จากพืชที่จะเปื่อยเน่าเสีย แต่จากพืชอันไม่รู้เปื่อยเน่า คือด้วยพระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิตและดำรงอยู่เป็นนิตย์”  (1 ปต 1:23)

คนที่กลับใจเกิดใหม่เชื่อในพระเจ้านี้ จะได้รับความหลุดพ้นโดยพระคุณของพระเจ้า ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายหลุดพ้นนั้นก็หลุดพ้นโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้” (อฟ 2:8)

คนที่กลับใจใหม่ และหันหลังให้กับความบาปของตนเอง และเชื่อพึ่งวางใจในพระเยซูคริสต์ ได้รับความหลุดพ้น โดยไม่ได้ขึ้นอยู่ที่การนับถือศาสนา หรือการมีหลักปฏิบัติ หรือทำสิ่งนั้นได้ ทำสิ่งนั้นไม่ได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า

แต่คนที่หลุดพ้นเป็นพุทธใหม่ โดยไม่ต้องเป็นคริสเตียนนี้ คือ คนที่วางใจและเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ และ เชื่อในข้อเท็จจริงที่ว่า พระองค์ตายบนกางเขนเพื่อไถ่บาปให้กับเรา และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม เพื่อทรงรับชัยชนะเหนือความตาย และทรงประทานชีวิตเข้าสู่นิพพานให้แก่ทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ดังที่พระคำบอกเราว่า “แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ พระองค์ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า คือคนทั้งหลายที่เชื่อในพระนามของพระองค์” (ยน 1:12)

คนที่กลับใจเกิดใหม่เชื่อในพระเจ้า เป็นพุทธใหม่โดยไม่ต้องเป็น “คริสเตียน” นี้เป็นลูกของพระเจ้าอย่างแท้จริง เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของพระเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นผู้ที่ได้รับชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ตราประทับของการเชื่อพึ่งอาศัยในพระเจ้า เป็นพุทธใหม่นี้ คือ พรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า “ความรัก”) ต่อผู้อื่น และ การเชื่อฟ้งพระคำของพระเจ้า

ดังที่พระคำของพระองค์กล่าวไว้ว่า “คนใดที่กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์’ แต่มิได้ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ คนนั้นก็เป็นคนพูดมุสา และความจริงไม่ได้อยู่ในคนนั้นเลย” (1 ยน 2:4) “ผู้ที่รักพี่น้องของตนก็อยู่ในความสว่าง และไม่มีโอกาสที่จะสะดุดสำหรับผู้นั้นเลย” (1 ยน 2:10)

ดังนั้น ถ้าคุณอยากจะหลุดพ้น โดยไม่อยากเป็นคริสเตียน ก็ไม่ต้องเป็น เพราะการเป็นคริสเตียนโดยไม่ได้เชื่อพึ่งอาศัยในพระเยซู ก็ไม่หลุดพ้นอยู่แล้ว ขอให้คุณกลับใจหันกลับจากความผิดบาป หันกลับมาจากการพึ่งตนเอง มาพึ่งอาศัยวางใจในพระคุณของพระเจ้า แล้วคุณจะได้รับความหลุดพ้น มีชีวิตใหม่ ได้เข้าสู่สวรรค์ ได้มีชีวิตในนิพพาน ได้กลับไปมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า โดยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา และไม่ต้องเป็นคริสเตียนเลย

ขอให้พระเจ้าทรงนำ ให้คุณได้ข้ามอุปสรรค์ และนำคุณให้เกิดใหม่เชื่อในพระคุณของพระเจ้า เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ไม่มีทางใดที่คุณจะหลุดพ้นได้เลย ความหลุดพ้นมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือการพึ่งอาศัยในพระคุณของพระเจ้า พึ่งอาศัยในการกระทำของพระเยซูผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะความหลุดพ้นนั้นไม่มีอยู่ในผู้อื่นเลย ดังที่พระคำของพระองค์กล่าวไว้ว่า “ในผู้อื่นความหลุดพ้นไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เป็นทั้งหลายหลุดพ้นนั้นไม่ได้ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กจ 4:12)

ตัวอย่างคำสวดอ้อนวอนสารภาพบาปต่อพระเจ้า

ถ้าคุณทำตามคำแนะนำที่กล่าวมาทั้งหมด และตัดสินใจเชื่อพระเจ้าโดยไม่ต้องเป็นคริสเตียน ให้คุณสวดอ้อนวอนต่อพระองค์ สารภาพบาปต่อพระองค์ อาจจะสวดอ้อนวอนดังต่อไปนี้

“สาธุ สาธุ สาธุ พระเจ้า ผู้เป็นพ่อของลูก ลูกยอมรับว่าเป็นคนไม่ดี เป็นคนผิดคนบาป มีกิเลส ราคะ ตัณหา และแบกภาระหนัก เห็นแก่ตัว ลูกไม่สามารถหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง ลูกจึงมาขอพึ่งอาศัยพระองค์ ขอให้พระองค์ได้โปรดยกโทษ ยกความผิดบาปให้ลูกด้วย ลูกขอพึ่งพระองค์ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ลูกอ้อนวอนขอในนามของพระเยซูผู้เป็นพระศรีอาริย์ สาธุ”

ถ้าคุณทำตามคำแนะนำดังกล่าว คุณจะได้รับความหลุดพ้นจากพระเจ้าอย่างแน่นอน และคุณจะได้เป็นลูกของพระองค์ เข้าสู่อาณาจักรของพระองค์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เขียนโดย Banpote Wetchgama (ศูนย์พันธกิจอุดรธานี)

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม 2012 เวลา 11:45 น.


 

แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2012 เวลา 12:43 น.)